
สองมือเล็กๆ สร้างโลกนี้ให้น่าอยู่
แรกเห็นสองเพื่อนซี้ อิ๊ก-วริศรา บุญเล็ก และ เนม-วีรวัฒน์ รักปรางค์ สองนักศึกษาแห่งคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์
แรกเห็นสองเพื่อนซี้ อิ๊ก-วริศรา บุญเล็ก และ เนม-วีรวัฒน์ รักปรางค์ สองนักศึกษาแห่งคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “สิงห์เงิน” อาจยังสัมผัสไม่ได้ถึงพลังคนรุ่นใหม่ที่ซ่อนอยู่ในตัว แต่พอได้ฟังทั้งคู่บอกเล่าในสิ่งที่พวกเขาได้ทำ กลับรู้สึกว่าพลังเล็กๆ ที่ว่ากันว่าเปลี่ยนโลกได้มีอยู่จริง
แม้วันนี้สิ่งที่เขาทั้งสองและเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รวมพลังกันทำผ่านค่ายรัฐศาสตร์เพื่อประชาชนที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จะยังไม่สามารถสร้างกระเพื่อมที่สั่นสะเทือนสังคม แต่อย่างน้อย ณ หมู่บ้านตะลุงเก่า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ สถานที่ซึ่งพวกเขาได้รวมตัวกันเพื่อแสดงพลังคนรุ่นใหม่ ก็ได้จุดประกายไอเดียเล็กๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไว้แล้ว
“ตอนเรียนอยู่ปี 3 พวกเราช่วยกันทำค่ายรัฐศาสตร์เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นค่ายของคณะ ปีของเราจะค่อนข้างแตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มา เพราะเราเลือกที่จะหางบประมาณเอง ทำให้สามารถฉีกกรอบจากค่ายปีก่อนๆ ไม่จำเป็นต้องปักหมุดอยู่ที่ 3 จังหวัด คือ ตาก สระแก้ว และนครนายก ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่” อิ๊ก สาวน้อยร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่ เปิดฉากเล่าถึงผลงานการทำค่ายอันแสนภูมิใจ ก่อนที่เพื่อนซี้จะถือโอกาสเสริมบ้าง
“พอเราเลือกที่จะหางบเอง ทำให้โจทย์ของชุมชนที่เราจะเลือกไปลงพื้นที่ใหญ่ตาม เราสามารถไปที่หมู่บ้านไหนก็ได้ทั่วประเทศ ภายใต้โจทย์ที่เราตั้งไว้ในใจ คือ ต้องเป็นหมู่บ้านที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่อาจมีปัญหาภายในบางอย่าง ตอนแรกเราตั้งใจจะไปที่ราชบุรี แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับชายแดนเมียนมา และมีการติดเชื้อมาลาเรียเยอะ เราเลยเลือกที่จะมาที่หมู่บ้านตะลุงเก่าแทน เพราะมีคนรู้จักซึ่งเป็นคนในพื้นที่ให้ข้อมูลว่าหมู่บ้านนี้มีความเข้มแข็งเรื่องเกษตรกรรม แต่ในชุมชนชาวบ้านแบ่งเป็นสองฝ่ายระหว่างชาวบ้านฝั่ง 12 สวนที่เลือกทำเกษตรอินทรีย์กับอีกกลุ่มที่เลือกทำเกษตรด้วยสารเคมี
ในตอนนั้นเราเห็นพ้องกันว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ทำไมชาวบ้านถึงเห็นพ้องกันไม่ได้ เลยตัดสินใจว่าจะนำค่ายไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตการทำเกษตรกรรม และการสร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อประชาชน อีกทั้งยังมีกิจกรรมเรียนรู้วิถีชาวบ้านที่นี่”
หลังจากปักหมุดว่าจะลงพื้นที่หมู่บ้านตะลุงเก่า ในฐานะรุ่นพี่ปี 3 ซึ่งได้รับบทบาทให้มีสิทธิขาดในการจัดค่ายทั้งหมด เนมต้องลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานที่จริงก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนการจัดกิจกรรม
“ปกติค่ายคณะรัฐศาสตร์เพื่อประชาชนจะรับสมัครน้องได้ไม่เกิน 45 คน แต่ปีนี้เราไปได้ 100 คน เพราะเราได้พื้นที่เป็นลานกว้างจากชาวบ้านมาใช้เป็นที่กางเต็นท์ จำได้ว่าตอนไปลงพื้นที่ครั้งแรก ผมและเพื่อนๆ อีกต้องขอยืมคราดจากชาวบ้านเพื่อไปไถกลบหน้าดินให้เรียบ สร้างห้องน้ำ ทำราวตากผ้า และที่ขาดไม่ได้คือไปขอยืมเต็นท์จากโรงเรียนสวนกุหลาบ รังสิต มาใช้เป็นที่นอน”
เมื่อถึงเวลาต้องลงพื้นที่ อิ๊ก ออกตัวก่อนว่า เป้าหมายของค่ายรัฐศาสตร์เพื่อประชาชน ไม่ใช้มุ่งเข้าไปแก้ปัญหาของชาวบ้าน แต่เราเข้าไปเพื่อศึกษาและจุดประกายไอเดียของคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กับชุมชนนั้นๆ ที่สำคัญเราต้องไม่ทิ้งปัญหาหรือความยุ่งยากไว้ให้ชุมชนนั้นๆ
“โจทย์ที่เราให้น้องๆ ปี 1 ช่วยกันคิด คือ แผนพัฒนาชุมชน โดยเราแบ่งกลุ่มให้น้องๆ ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจากชาวบ้านในละแวกนั้น ทั้งฝั่ง 12 สวน ที่เลือกทำเกษตรแบบอินทรีย์ และชาวบ้านฝั่งที่ยังเลือกทำเกษตรโดยใช้สารเคมี จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยหลักสวอต (SWOT) เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนกลยุทธ์ ประกอบไปด้วยจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และ อุปสรรค (Threat) ซึ่งด้วยหลักการของสวอต จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์จากปัจจัยภายใน และภายนอกได้อย่างรอบด้าน”
อิ๊ก ยอมรับว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่เป็นประสบการณ์ที่ห้องเรียนให้ไม่ได้ แต่การได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำทฤษฎีในห้องเรียนมาปรับใช้ ยังไม่ตื้นตันเท่ากับได้รับความเอ็นดูที่ชาวบ้านมอบให้
“เราได้รับความร่วมมือดีมากจากชาวบ้าน ทั้งฝ่ายที่เลือกทำเกษตรแบบอินทรีย์และแบบสารเคมี สิ่งที่น้องๆสะท้อนกลับมา คือ ชาวบ้านที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่รู้สึกดีที่พวกเราลงไปพูดคุยซักถาม ช่วยเป็นเพื่อนคุยและรับฟังปัญหา และเสียงสะท้อนของพวกเขา”
ขณะที่เนมเสริมว่า ถึงจะเหนื่อยต้องอดหลับอดนอน แต่สิ่งที่ได้รับคุ้มค่า ไม่เพียงได้เปิดโอกาสในเรียนรู้ให้น้องแต่ยังเป็นการฝึกตัวเองไปในตัวทางอ้อม ให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การวางแผนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายคนอาจมองว่าผลงานค่ายรัฐศาสตร์เพื่อประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย แต่สำหรับอิ๊กเธอมองว่านี่คือเวทีสำคัญ ที่อย่างน้อยทำให้เสียงเล็กๆ ของพวกเธอได้ส่งต่อไปยังสังคม สะกิดไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหรืออย่างน้อยก็สะกิดใจชาวบ้านบ้าง
“อย่างน้อยความคิดเห็นเล็กๆ ของพวกเราอาจจะไปสะกิดใจชาวบ้าน หรือและผู้ใหญ่บางคนให้หันกลับมามองเรื่องเล็กๆ ที่นึกไม่ถึงก็ได้ อย่างที่บอกว่าเป้าหมายในการทำค่ายของพวกเราไม่ได้ต้องการเข้าไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้เสนอให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตไปในทางไหน แต่เราเสนอความคิดเห็นให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”
ในฐานะคนรุ่นใหม่ อิ๊กเชื่อว่าเจนวายมีพลังเปลี่ยนโลกได้ "พวกเราเป็นอีกเจนที่อาจจะโลกในอีกมุมที่ต่างจากผู้ใหญ่ ขณะที่ผู้ใหญ่อาจจะเห็นโลกมาเยอะกว่าเรา แต่พวกเรามองโลกในมุมที่ต่างกว่า เราเชื่อว่าเสียงเล็กๆ วันหนึ่งจะเป็นเสียงที่มีพลังได้ เรื่องๆบางเรื่องบางคนอาจจะมองเป็นจุดเล็กๆ เลยเลือกที่จะมองผ่าน แต่การที่มีคนเล็กๆ กล้าพูดหรือกล้าทำ นั่นคือการที่เรากำลังสะท้อนบางอย่างไปสู่สังคม
อิ๊กฝันว่าอยากจะเรียนคณะนี้ตั้งแต่ ม.4 เพราะเราอยากเป็นส่วนเล็กๆ ในการเปลี่ยนสังคม ซึ่งอิ๊กเชื่อว่าไม่ใช่แค่คณะเรา ทุกอาชีพทำได้ เพียงแต่เราเรียนมาในด้านการปกครองโดยตรง เราก็เลือกใช้สิ่งที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์“
เช่นเดียวกับเนมที่ตอนแรกที่เข้ามายังค้นหาตัวเองไม่พบ จนขึ้นปี 2 ถึงค้นพบว่าด้วยสองมือเล็กๆ ก็มีอานุภาพที่จะทำให้สังคมนี้น่าอยู่ได้เช่นกัน
“ผมสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่ส่งผลต่อสังคมในทุกมิติ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เราพบเจออยู่ทุกวัน จริงๆ แล้ว แค่มีใครมาทักเราว่าอ้วนก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วนะ (หัวเราะ) แต่ปัญหาคือสังคมปล่อยให้การถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นความเคยชินที่มองผ่าน ผมบอกตัวเองเสมอว่า ผมไม่ใช่คนเก่ง เพราะฉะนั้นถ้าผมอยากเป็นคนเก่ง ผมต้องใช้สั่งสมประสบการณ์ อย่างการออกค่าย ไม่ใช่เรื่องที่สบายเลย แต่มันคือความทรงจำ คือ ประสบการณ์ที่ผมไม่มีวันลืม เป็นโอกาสให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวๆต่างจากการทำงานกับเพื่อน และเก็บเกี่ยวความรู้โดยตรงจากสิ่งที่เจอ ที่สำคัญยังได้นำความรู้มาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมบ้าง” เนมทิ้งท้าย







