
สิ่งที่เห็นและเป็นไป
หนังเล่าเรื่องอันลึกซึ้งและสวยงามของครอบครัวคนชั้นกลางชาวไต้หวันที่อาศัยอยู่ในกรุงไทเปท่ามกลางสังคมร่วมสมัย ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย....
หนังเล่าเรื่องอันลึกซึ้งและสวยงามของครอบครัวคนชั้นกลางชาวไต้หวันที่อาศัยอยู่ในกรุงไทเปท่ามกลางสังคมร่วมสมัย ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย....
เรื่อง : ลิตเติ้ล เอ็ม
หนังเล่าเรื่องอันลึกซึ้งและสวยงามของครอบครัวคนชั้นกลางชาวไต้หวันที่อาศัยอยู่ในกรุงไทเปท่ามกลางสังคมร่วมสมัย ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยระหว่างศตวรรษที่ 20-21 อันประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นเสมือนตัวแทนบอกเล่าแต่ละช่วงวัยของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่ซ้ำรูปแบบกัน ซึ่งแต่ละคนจำต้องก้าวผ่านไปให้ได้
หนังเปิดฉากด้วยงานแต่งงานของน้องชายอาหมิง ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งจะว่าไปแล้วเสมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่กำลังบอกถึงชีวิตครอบครัวจริงๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว
หลังจากนั้นเนื้อหาของหนังก็ค่อยๆ ฉายภาพชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวนี้ โดยสลับฉากชีวิตกันไปมา ซึ่งต่างก็มีปัญหาของตนเอง
อาเจี้ยนและอาหมิง สองสามีภรรยาที่เป็นผู้นำครอบครัว จะว่าไปก็คือตัวแทนของคนที่อยู่ในวัยกำลังก่อร่างสร้างตัว ซึ่งต้องเลี้ยงลูกสองคน รวมทั้งดูแลแม่ที่นอนป่วยเป็นอัมพฤกษ์อยู่บนเตียง ซึ่งหนังสะท้อนเห็นภาพชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผัวเมียคู่นี้ที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำได้อย่างชัดเจน
ผมว่ามนุษย์เงินเดือนคงเข้าใจความรู้สึกของสองสามีภรรยานี้ได้ดีกว่าใคร อย่างมีอยู่ฉากหนึ่งที่ถึงกับอึ้ง เมื่ออาหมิงมานั่งร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุ แถมตัดพ้อชีวิตว่า ฉันตื่นแต่เช้าไปทำงาน อยู่ที่ทำงานจนดึกดื่น กลับมาบ้านนอน แล้วก็ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ทำไมชีวิตฉันมันหมุนเวียนจำเจเป็นวงจรอย่างนี้ ก็เหมือนกับหลายคนที่จำต้องทนใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ทั้งที่ไม่เต็มใจ อดจะตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ฟะ” หรือ “นี่มันคือสิ่งที่อยากจะทำ” หรือ “ชีวิตนี้ทำไมไร้ค่าสิ้นดี”
“ผิงผิง” ลูกสาวคนโตคือตัวแทนของช่วงวัยรุ่น ที่หนีไม่พ้นเรื่องความรัก ซึ่งเป็นรักแรกที่นำมาสู่โศกนาฏกรรม และ หยางหยาง เด็กชายที่เป็นตัวแทนของเด็กในวัยอยากรู้อยากเห็น ที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่โรงเรียน และเด็กผู้หญิงที่คอยกลั่นแกล้งที่เขาต้องประสบอยู่ทุกวัน
งานนี้ต้องยกเครดิตให้กับ เอ็ดเวิร์ด หยาง ผู้กำกับมือดีชาวไต้หวันไปเต็มๆ ที่สะท้อนชีวิตของมนุษย์อันเป็นตัวแทนแต่ละช่วงวัยที่ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย และปัญหาที่แตกต่างกันออกไปได้อย่างลึกซึ้งกินใจ ไม่ว่าจะเป็นความสงสัยอยากรู้ในวัยเด็ก การปรับตัวในวัยรุ่น การตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในวัยทำงาน แม้กระทั่งความพยายามประคับประคองชีวิตครอบครัวให้อยู่รอดในสังคม
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งก็คือ ลำดับการเล่าเรื่องในแต่ละฉากทำได้ลื่นไหล แม้จะต่างบุคคล ต่างวาระ และต่างสถานที่ ก็มิได้ทำให้ความรู้สึกของคนดูนั้นสะดุดแต่อย่างใด
และการปิดท้ายของหนังด้วยพิธีกรรมงานศพของอาม่า ซึ่งเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดชีวิตมนุษย์ ยิ่งทำให้รู้สึกเต็มอิ่มในอารมณ์ พร้อมอารมณ์ปลงๆ ที่ว่า ในที่สุดแล้ว การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นช่างเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญและต้องเป็นไป
จริงๆ แล้ว ชีวิตคนเราก็มีเพียงเท่านี้ มีเกิด มีดับ สุดท้ายก็คือความ “ว่างเปล่า”
แต่สำคัญกว่าอื่นใด เราจะก้าวผ่านแต่ละช่วงของชีวิตไปให้ได้อย่างไรต่างหาก!
Yi Yi (A One And A Two)
ปี 2000
เวลา 173 นาที
ประเภท ชีวิต/เพลง/โรแมนติก
ประเทศ ไต้หวัน ญี่ปุ่น
ภาษา จีนกลาง/ฮกเกี้ยน/อังกฤษ/ญี่ปุ่น
กำกับ เอ็ดเวิร์ด หยาง
แสดงนำ เนียน-เจน วู เอเลียน จิน อิซเซ โอกาตะ เคลลี ลี โจนาธาน ชาง ซิ-เจง เชน ซู-ชาง โก ชู-เชน เซียว







