
ตะลุยซิ่งแดนเสือเหลือง บุกหลังบ้านดูคาติ
เเม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว แต่เสียงแผดร้องของเครื่องยนต์ที่ทะลุผ่านท่อไอเสียรถมอเตอร์ไซค์หลายสิบคัน พุ่งแหวกอากาศเข้ามาสัมผัสเยื่อแก้วหู ยังเป็นอะไรที่จดจำได้มิรู้ลืม....
เเม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว แต่เสียงแผดร้องของเครื่องยนต์ที่ทะลุผ่านท่อไอเสียรถมอเตอร์ไซค์หลายสิบคัน พุ่งแหวกอากาศเข้ามาสัมผัสเยื่อแก้วหู ยังเป็นอะไรที่จดจำได้มิรู้ลืม....
โดย...สไปเดอร์แมว
แว้นนน...
แว้นนนนน...
แว้นนนนนนนนนน...
เเม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว แต่เสียงแผดร้องของเครื่องยนต์ที่ทะลุผ่านท่อไอเสียรถมอเตอร์ไซค์หลายสิบคัน พุ่งแหวกอากาศเข้ามาสัมผัสเยื่อแก้วหู ยังเป็นอะไรที่จดจำได้มิรู้ลืม
ปะ ปะ ป่าวนะครับ...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกเด็กแว้น หรือแก๊งซิ่งป่วนเมืองใดๆ เพราะที่จริงแล้วเดี๊ยนแปลงร่างกลายเป็น สก๊อย คอยซ้อนท้ายต่างหากฮ่ะ
เอ้ย...ไม่ใช่ ผมมีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันศึกมอเตอร์ไซค์ระดับโลก “2010 เชลล์ แอดวานซ์ มาเลเซียน มอเตอร์ไซเคิล กรังด์ปรีซ์” ที่สนามเซปัง เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับความอนุเคราะห์และดูแลเป็นอย่างดีจากทาง บริษัท เชลล์ แห่งประเทศไทย ซึ่งขอกราบขอบพระคุณงามๆ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ยอมรับว่านี่เป็นการ “เปิดซิง” ที่ได้ดูศึกสองล้อชิงแชมป์โลกแบบเต็มหูเต็มตาเป็นครั้งแรก ทำให้ทุกอย่างดูจะเป็นเรื่องใหม่และตื่นเต้นสำหรับผมไปเสียหมด หลังจากที่เคยได้ติดตามผ่านเฉพาะหน้าจอทีวีเท่านั้น
ตีท้ายอู่ดูคาติ
งานนี้ไม่ใช่มีเฉพาะสื่อไทยที่ทางเชลล์ให้เกียรติเชื้อเชิญไป แต่ยังมีกรุ๊ปสื่อชาติอื่นด้วย เช่น จีน อินเดีย
พวกเราไปถึงสนามแข่งช่วงสายๆ วันเสาร์ที่ 9 ต.ค. ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงของการฝึกซ้อม ก่อนที่จะเป็นการทำเวลารอบควอลิฟายในช่วงบ่าย โดยกลุ่มของเรานอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ชาวไทยคอยประสานงานช่วยอำนวยความสะดวกแล้ว ยังมี มาเรีย โฆเซ การ์เซีย เจ้าหน้าที่สาว (ใหญ่) ชาวสเปน ที่ช่วยดูแลติดต่อประสานงานให้กับพวกเราได้เป็นอย่างดี
พวกเราจึงเรียกแกว่า...“คุณป้ามาเรีย”
คุณป้ามาเรียนอกจากจะเป็น “สาวใหญ่” แล้ว ดูจะเป็น “ขาใหญ่” ในดูคาติพอสมควรด้วย เพราะไม่ว่าเราจะรีเควสต์อะไรไป ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรือติดเงื่อนไขข้อห้ามใดๆ เรามักได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี และก็เป็นป้ามาเรียนี่แหละครับที่ทำให้กลุ่มของสื่อไทยได้เข้าไปเยี่ยมชมในการาจ หรือโรงรถของทีมดังอย่าง ดูคาติ เป็นกรุ๊ปแรก
ส่วนชาติอื่นน่ะเหรอ ยืนรอข้างนอกก่อนนะจ๊ะ อิอิ
สำหรับดูคาติเป็นต้นสังกัดของ 2 นักบิดชื่อดัง คือ นิกกี เฮย์เดน และ เคซีย์ สโตเนอร์ ซึ่งทั้งคู่ต่างมีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลก 2006 และ 2007 ตามลำดับ และต้องขอเท้าความสักนิดนะครับว่า ทำไมเราถึงได้สิทธิเข้าไปเหยียบในการาจของพวกเขา นั่นเป็นเพราะเชลล์เป็นพันธมิตรทางเทคนิคกับดูคาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงหรือน้ำมันหล่อลื่น ตั้งแต่ทีมตบเท้าเข้าสู่การแข่งขันโมโต เวิลด์ แชมเปียนชิพ ครั้งแรกเมื่อปี 2003
กลับไปที่การาจของดูคาติ พวกเราสื่อไทยย่างกรายเข้าไป โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทีมอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้ฟัง ทว่าช่วงนั้นแต่ละทีมกำลังลองเครื่องฝึกซ้อม ทดสอบพละกำลังของเครื่องยนต์ดังสนั่น แว้นนน...ๆๆๆๆ ทำให้ได้ยินเสียงบรรยายบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง จนแทบอยากจะเอาหูตัวเองไปแนบปากของเจ้าหน้าที่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
เท่าที่พอได้เห็น ได้ยิน และได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมภายหลัง ภายในการาจของดูคาติแบ่งออกเป็นหลายส่วนครับ เริ่มจากด้านหลังมีถังน้ำมันเชื้อเพลิงของเชลล์ตั้งอยู่เรียงรายพร้อมที่เติม
ถัดไปเป็นห้องอบยาง แบ่งเป็น 2 ส่วนชัดเจน คือ ของสโตเนอร์ และเฮย์เดน โดยแบ่งเป็นยางที่ใช้สำหรับสภาพพื้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นเปียก พื้นแห้ง กึ่งเปียกกึ่งแห้ง ซึ่งยางแต่ละเส้นจะถูกหุ้มด้วยผ้าใบปรับอุณหภูมิ เพื่อให้อุณหภูมิยางเท่ากับอุณหภูมิของพื้นสนามแข่งขัน
และที่ถือเป็นหัวใจเลย คือ ห้องเครื่องยนต์ ซึ่งมีรถดูคาติ เดสโมซีดีซี จีพี 10 เบอร์ 27 ของสโตเนอร์ จอดอยู่ฝั่งซ้าย 2 คัน และเบอร์ 69 ของเฮย์เดน ทางฝั่งขวาอีก 2 คัน ในสภาพกึ่งเปลือย ตัวแฟริง (ชุดพลาสติกหรือไฟเบอร์ที่หุ้มรถ) ถูกถอดออกมาล้างเช็ดทำความสะอาด เหลือเพียงเฟรมตัวถังกับเครื่องยนต์ที่ถูกเช็กความพร้อมก่อนลงสนามซ้อมครั้งแรก
ส่วนทีมช่างของนักบิดทั้ง 2 คน ก็จะมีการแยกกันโดยเฉพาะ โดยในทีมช่างของนักแข่งดูคาติ 1 คน จะประกอบด้วยวิศวกรการแข่งขัน วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้าช่างยนต์ และช่างยนต์อีก 4 คน
ที่นี่เปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการทั้งหมดของนักแข่งและทีม ข้อมูลบางอย่างถือเป็นความลับทางเทคนิค ทางทีมจึงไม่อนุญาตให้เราถ่ายภาพเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น ที่พอจะถ่ายได้คือภาพนิ่งเท่านั้น
สื่อไทยที่แบกกล้องไปด้วย ก็เลยแบกไปเก้อ ครั้นหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋าหวังจะเก็บภาพ คุณป้ามาเรียก็ปรี่เข้ามา โน...ๆๆๆ ทันที พร้อมกับยืนกำกับให้เก็บกล้องใส่กระเป๋า ห้ามเอาออกมาเด็ดขาด ไม่งั้นป้าด่าเช็ดเลยนะ ฮึ่มมม...
ม่ายอาว...ม่ายถ่าย
เราใช้เวลาอยู่ในการาจไม่นานนัก เพราะยังมีกลุ่มอื่นที่รอเข้ามาเยี่ยมชมต่อจากพวกเรา หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันไปเตร็ดเตร่ เดินดูบรรยากาศทั่วๆ ไปบริเวณสนาม
แต่เนื่องจากสภาพอากาศในวันนั้น โค-ตะ-ระ-ร้อน จริงๆ ทำให้พวกเราเดินกันได้สักพักเดียวก็ขอหลบไอร้อนมานั่งตากแอร์ในห้องเพรสเซ็นเตอร์ หรือห้องทำงานสื่อมวลชนดีกว่า ซึ่งห้องเพรสที่นี่สามารถรองรับสื่อได้นับร้อยคน และมีจอถ่ายทอดสดเรียงรายอยู่ทั่วห้อง รวมทั้งจอแสดงอันดับนักขับที่อัพเดตตลอดว่าใครอยู่อันดับเท่าไร โดยไม่ต้องฝ่าแดดฝ่าลมออกไปชะเง้อมองที่แทร็ก
หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันรอบควอลิฟาย ดูคาติได้เปิดโอกาสให้พวกเราได้ใกล้ชิดและสัมภาษณ์นักแข่งทั้ง 2 คน คือ เฮย์เดน และสโตเนอร์ แต่ยังมีกฎคือ “ห้ามบันทึกภาพเคลื่อนไหวเด็ดขาด” มิฉะนั้นจะไปละเมิดกฎและโดนฟ้องได้ง่ายๆ จาก ดอร์นา สปอร์ต บริษัทผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ประจำการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก
ในระหว่างนั้นมีสื่อชาติหนึ่งพิจารณาจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็นลูกหลานแดนมังกร ใช้กล้องมือถือถ่ายระหว่างที่สโตเนอร์ให้สัมภาษณ์ ซึ่งพอคุณป้ามาเรียเห็นเข้าปุ๊บ ก็เดินมาแผ่รังสีอำมหิตเข้าใส่ พร้อมคำพูดเดิม โน...ๆๆๆ เป็นอันจบข่าว
เขียนอย่างนี้เดี๋ยวจะคิดว่าคุณป้ามาเรียเป็นคนดุ ที่จริงแล้วป้ามาเรียออกจะใจดี ยิ้มแย้ม และเป็นกันเองมากครับ แต่ที่ต้องออกลูกโหดเล็กน้อย เพราะเดี๋ยวมีใครไปแหกกฎแล้วจะเดือดร้อนกันไปใหญ่
ดังนั้น การที่สื่อทีวีของไทยจะได้ภาพการสัมภาษณ์นักแข่งมีทางเดียว คือ ต้องเช่ากล้องจากทางดอร์นา ซึ่งเจ้าหน้าที่จากเชลล์ที่เป็นผู้ประสานงานของเราเผยว่า เสียค่าใช้จ่ายไปราว 1 หมื่นบาทต่อการเช่ากล้อง 2 ชั่วโมง พร้อมกับมีตากล้องเป็นคนถ่ายให้ด้วย
แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ มีกล้อง มีคนถ่าย แต่ดันไม่มี “ไมโครโฟน” ให้ซะงั้นน่ะ ปัดโธ่!!!
ไม่รู้ว่าจะโมโห หรือจะขำกันดี แต่โชคดีที่สื่อไทยเราที่พกกล้องไปด้วย (แต่โดนห้ามถ่าย) ไม่ได้ลืมเอาไมค์ไป จึงแก้ปัญหาด้วยการเอาไมค์ของเราเนี่ยแหละไปใช้กับกล้องของเค้า และก็ใช้เข้ากันได้เสียด้วย อย่างงี้น่าจะต่อรองลดราคาค่าเช่ากล้องให้เราบ้างนะเนี่ย หุหุหุ
เรื่องน่าขำอีกอย่าง คือ ระหว่างที่สื่อทีวีของไทยรอสัมภาษณ์ นิกกี เฮย์เดน นักบิดชาวอเมริกัน อยู่บริเวณห้องเพรส ก็มีชาวต่างชาติรูปร่างใกล้เคียงกับคนไทยมายืนอยู่แถวๆ กลุ่มพวกเรา โดยหารู้ไม่ว่าหมอนี่แหละคือ เฮย์เดน ที่เราเตรียมจะเอาไมค์จ่อปาก
ก็ปกติใส่แต่หมวกกันน็อกอ่ะ พวกเราก็เลยจำหน้าจำตาไม่ค่อยได้ แล้วพอถึงเวลาสัมภาษณ์จึงได้ถึง “บางอ้อ” ไปตามๆ กัน
วีไอพี วิลเลจ
วันต่อมา (อาทิตย์ 10 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันแข่งขันจริง กลุ่มพวกเรารวมทั้งสื่อและแขกอื่นๆ ที่เชลล์เชิญมา ได้สิทธิพิเศษร่วมชมการแข่งขันใน วีไอพี วิลเลจ ว้าววว...
ห้องวีไอพี วิลเลจ พร้อมสรรพไปด้วยอาหารการกินและเครื่องดื่มสารพัด พร้อมกับบริกรที่คอยให้เราเรียกใช้บริการได้ทุกเมื่อ เรียกว่ากินไป ดูแข่งไป แอร์ก็เย็นฉ่ำ สบ๊าย...สบายจนแทบหลับ แหะๆ
ห้องนี้อยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารตรงข้ามกับเมนสแตนด์ครับ โดยผนังห้องด้านหนึ่งเป็นกระจกใสให้เราไปยืนเกาะดูเหล่าสิงห์นักบิดควบมอเตอร์ไซค์ซิ่งผ่านหน้าเราไปได้ โดยพิกัดที่ตั้งของห้องนี้จะเลยจากจุดสตาร์ตเล็กน้อย ดังนั้นพอการแข่งขันเริ่มต้น มอเตอร์ไซค์ทุกคันก็จะออกจากจุดสตาร์ต วิ่งผ่านห้องที่เราอยู่ไป และวนมาอย่างนี้จนจบการแข่งขัน
แต่ด้วยความเร็วแสนเร็วของมอเตอร์ไซค์ ทำให้รถแต่ละคันผ่านหน้าเราไปในเวลาชั่วพริบตา เห็นบิดมาแต่ไกล กะพริบตาทีเดียววิ่งผ่านหน้าเราไปแล้ว เอ๊ะ...อะไรแว้บๆ
ดังนั้น พอลุกขึ้นไปดูนักบิดซิ่งผ่านหน้าไปปุ๊บ ก็ต้องเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อดูถ่ายทอดสดทางจอทีวีแทน แล้วพอมอเตอร์ไซค์วนครบรอบกลับมา จึงค่อยลุกขึ้นไปดูอีกครั้ง (หรือบางคนอาจจะขี้เกียจลุกแล้ว) เป็นอย่างนี้ไปจนแข่งเสร็จ ทั้งในรุ่น 125 ซีซี โมโตทู และโมโตจีพี
ทั้งนี้ หลังจากศึกโมโตทูแข่งเสร็จ ผมใช้เวลาช่วงนี้ชะแว้บไปดูบรรยากาศโดยรวมของสนามเซปัง เซอร์กิต ซึ่งผู้ชมก็เยอะคึกคักทีเดียวครับ และก็มีซุ้มขายของต่างๆ ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นรถ อุปกรณ์ตกแต่ง เสื้อผ้า ของที่ระลึกอะไรก็ว่ากันไป
แต่ที่เกือบทุกร้านต้องมี และขาดไม่ได้เลย “พริตตี”
ไม่ว่าจะขายอะไรก็เถอะต้องมีพริตตีมาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก ร้านไหนไม่มีพริตตี หรือพริตตีไม่อยู่ บรรยากาศจะออกวังเวงเย็นยะเยือก ส่วนร้านไหนพริตตีเยอะๆ สวยๆ แล้วละก็...คนเพียบบ!!!
หลังจากเดินชมพริตตี เอ้ยยย...ชมบรรยากาศ ผมก็กลับมายังวีไอพี วิลเลจ เพื่อดูไฮไลต์ของการแข่งขัน คือ รุ่นโมโตจีพี ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนในห้องที่จุคนได้เป็นร้อยคน ส่วนใหญ่ต้องเทใจเชียร์ สโตเนอร์ และเฮย์เดน สองนักแข่งของดูคาติ เพราะขืนไปเชียร์คนอื่นออกนอกหน้าอาจจะโดนเชิญออกนอกห้องได้
พอการแข่งขันเริ่มขึ้นไปได้ไม่ถึง 1 รอบ ทั้งห้องก็ครางฮือกันเลยครับ เพราะพ่อหนุ่มสโตเนอร์พลาดล้มไถลกลิ้งเกลือกไปกับพื้นแทร็ก ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่ยังขับไม่ครบรอบเลย ซึ่งทางทีมคงจะเซ็งน่าดูที่เชิญสื่อเชิญแขกมาดูนักแข่งตัวเองล้มตั้งแต่ไก่โห่ซะงั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ 2 สนาม สโตเนอร์กวาดแชมป์มาเรียบทั้งที่สเปนและญี่ปุ่น
ส่วนเฮย์เดนบิดจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับ 6 ส่วนแชมป์ของสนามนี้เป็นของ วาเลนติโน รอสซี แต่คนที่ได้เฮที่สุด คือ ฆอร์เก ลอเรนโซ ที่คว้าอันดับ 3 แต่ก็เพียงพอสำหรับการการันตีแชมป์โลกแน่นอนแล้ว แม้จะเหลือแข่งอีก 3 สนาม คือ ที่ออสเตรเลีย โปรตุเกส และสเปน
หลังจากการแข่งขันจบลง พวกเราจำเป็นต้องรีบออกจากสนามแข่งขันทันที เพื่อตรงดิ่งไปยังสนามบินเพื่อลัดฟ้ากลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน ก่อนที่จะมาถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ ซึ่งต้องขอขอบคุณทาง “เชลล์” อีกครั้ง สำหรับทริปอันน่าประทับใจกับประสบการณ์ใหม่ของชีวิต หลังจากที่ก่อนหน้านี้มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บน “แคตวอล์ก” เสียมากกว่า อิอิ







