
In The Mood of Marrakesh (2) สีสัน...พลังแห่งชีวิต
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ฉันไม่สามารถสะท้อนภาพของมาร์ราเกซลงบนเพียงหน้ากระดาษไม่กี่หน้า
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ฉันไม่สามารถสะท้อนภาพของมาร์ราเกซลงบนเพียงหน้ากระดาษไม่กี่หน้า
เรื่องและภาพ / ร้อยตะวันพันดาว
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ฉันไม่สามารถสะท้อนภาพของมาร์ราเกซลงบนเพียงหน้ากระดาษไม่กี่หน้า แล้วจะทำให้ทุกสายตามองเห็นเมืองนี้ในมิติเดียวกับฉัน เพราะมาร์ราเกซจุเรื่องราวไว้มากมายน่าเหลือเชื่อ บางทีเพียงหนังสือหนึ่งเล่มอาจจุรายละเอียดของเมืองนี้ไว้ไม่หมดด้วยซ้ำ ต้องอาศัยกล่องความทรงจำเท่านั้นทยอยบันทึกทุกเรื่องราว ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ในทุกขณะที่รอยเท้าของเราเดินย่ำไปในทุกพื้นที่ของเมืองนี้
เพราะมันเปี่ยมไปด้วยสีสันและพลังแห่งชีวิตในทุกมิติที่เดินผ่าน
และนี่จะทำให้คุณเห็นภาพของมาร์ราเกซในอีกมุม...สนุกค่ะ รับรอง
เมื่อการเดินทางของฉันสู่โมร็อกโกมีจุดเริ่มต้นจากมิตรภาพ ทุกเมืองที่ย่ำผ่านจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความอบอุ่นและเรื่องเล่าสู่กันฟังทั้งจากเมืองไทยที่มาไกลข้ามทวีปถึงแอฟริกาตอนเหนือ และเมื่อจุดหมายของเราหยุดลงชั่วคราว ณ เมืองมาร์ราเกซที่มีอะไรให้ทำมากมายเหลือเกิน การเดินชมเมืองจึงเปิดฉากขึ้นด้วยสองเท้าของเรานี่แหละที่จะนำพาไปพบความหมายใหม่ของการเดินทาง
“เมืองนี้มีอะไรให้ดูเยอะมากนะ แต่ครั้งแรกที่เราเดินในเมดินาที่นี่ก็หลงแล้ว จริงๆ ก็ไม่แปลกหรอกเพราะมันไม่ได้มีผังอะไรช่วยให้เราได้จำเลย” เพื่อนเบิ้มที่หวนกลับมาเจอกันอีกครั้งเกริ่นไว้ก่อนที่เขาจะพาลุยเข้าไปในเขตเมดินาหรือเมืองเก่าของมาร์ราเกซ
เพราะความที่โมร็อกโกตอนกลางเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (ส่วนตอนเหนือและใต้ตกเป็นของสเปน) และบริเวณตอนกลางล้วนเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญๆ ทั้งหลาย เลยเป็นว่าฝรั่งเศสได้กุมหัวใจ แต่สเปนกลับได้แขนขา ทำให้คนโมร็อกโกนอกจากพูดภาษาอาหรับแล้ว ยังใช้ภาษาฝรั่งเศสกันคล่องปากอีกด้วย และที่มาร์ราเกซนี้ต่อให้เก่งอังกฤษมาแค่ไหน ใช้ได้แค่พื้นฐาน เพราะทุกคนปาร์กเลฟรองเซกันเป็นกิจวัตร
แต่ถึงเพื่อนจะคล่องฝรั่งเศสเป็นไฟอย่างไร ก็ยังไม่วายเจอฤทธิ์คนมาร์ราเกซพ่นพิษใส่
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่จัตุรัส Djemaa elFna แหล่งรวมความพลุกพล่านของผู้คนที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งตลอดเวลา เราตรงดิ่งกันไปที่รถเข็นขายน้ำส้ม ไหนๆ มาถึงมาร์ราเกซแล้ว ต้องได้ลิ้มชิมรสน้ำส้มของมาร์ราเกซที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ารสชาติจัดจ้านถึงใจ
สั่งน้ำส้มมาคนละแก้ว ทีเด็ดอยู่ที่ตอนคิดเงินนี่แหละ...ฉันสังเกตว่าเหมือนมีการโต้ตอบอะไรบางอย่าง แม้ฟังฝรั่งเศสกะเขาไม่ค่อยระคายหูเท่าไหร่ แต่ก็พอจับความได้ว่าเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นแล้ว และพอเพื่อนหันมาส่งภาษาไทย “นี่ไง โดนโกงเข้าแล้วมั้ยล่ะ” ฉันทำหน้างง พอคล้อยหลังจากร้านนั้น เพื่อนเล่าว่าที่เถียงกันอยู่ครู่ใหญ่เมื่อกี้ เหตุเกิดจากน้ำส้ม ในเมนูบอกราคาไว้อย่างหนึ่ง แต่พอคิดเงิน กลับโดนบวกเพิ่มเข้าไปอีก 5 ดีร์แฮมด้วยเหตุผลว่า “ส้มลูกที่คั้นให้เนี่ย มันใหญ่กว่าลูกอื่น”....เออ อย่างนี้ก็มีด้วย นี่แหละฤทธิ์คนมาร์ราเกซที่นักท่องเที่ยวต้องระวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของและแท็กซี่ (ตัวดีนัก)
ฉันว่าคนที่นี่อาจไม่น่ารัก แต่พวกเขาก็มีสีสันของชีวิตที่น่าทึ่ง ณ จัตุรัสใจกลางเมืองแห่งนี้อันเป็นจัตุรัสใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเดินปะปนกับคนท้องถิ่น หลากสีสันเริ่มต้นขึ้นที่นี่ อยากเพนต์เฮนนาลงบนเรียวมืองามๆ หญิงสาวมาร์ราเกซคอยโบกมือเรียกอยู่ไหวๆ อยากหยิบอินทผาลัมแห้งจากร้านค้าแผงลอยขึ้นมาชิมดูสักชิ้น พ่อค้าแม่ขายคอยยืนตะล่อมกล่อมเกลี้ยคุณให้ซื้อให้ได้
และถ้าอยากจะถ่ายรูปใครก็ตามที่เดินผ่านไปมาแล้วนั้น เรื่องนี้ต้องระวัง...เพื่อนบอกว่าถึงขั้นเขียนในไกด์บุ๊กกันเลยทีเดียวว่าโมร็อกโกเป็นประเทศที่ถ่ายภาพคนยากมาก ถ้าเป็นชนบทคนมักไม่ค่อยให้ถ่าย แต่ถ้าเป็นในเมือง พวกเขายินดีให้คุณถ่ายภายใต้เงื่อนไขเดียว “จ่ายเงิน” การยิงภาพช็อตเด็ดๆ ของอากัปกิริยาของคนมาร์ราเกซจึงต้องระวังพอสมควร ยิ่งอยู่ใจกลางจัตุรัสใหญ่แห่งนี้ด้วย สายตาคมๆ เห็นกล้องยกขึ้นเมื่อไหร่ มืองามๆ จะยื่นออกมาถามหาเงินทันที
โดยเฉพาะคณะเล่นงูทั้งหลาย อย่าคิดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าใครยกกล้องส่องพวกเขาบ้าง คุณจะเจอพวกเขานั่งเป็นหย่อมๆ อุปกรณ์ไม่มีอะไรมาก มีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น มาพร้อมกับเจ้างูเห่าหรือจงอางที่นอนขดตัวนิ่งๆ อยู่ในกระบุง รอเวลาให้มนุษย์หยิบตัวยาวเหยียดมันออกมาโชว์ และมันก็พร้อมที่จะเล่นกับพวกเขาได้ทุกเมื่อ
การถ่ายรูปคนพวกนี้ถือว่ายากที่สุด เพราะสายตาเขาจะระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ถ่ายรูปกันได้ง่ายๆ แต่ที่กดชัตเตอร์มาฝากเป็นภาพให้เชยชมกันแบบไม่ยั้งมือ เพราะทุกอย่างถูกเคลียร์ผ่านตลอดแล้วด้วยอำนาจเงิน
ตกกลางคืน สีสันของ Djemaa elFna กลายเป็นตลาดโต้รุ่ง และเป็นโต้รุ่งที่ใหญ่มากเสียด้วย มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย เดินๆ อยู่จะได้กลิ่นปลาทอดหอมฉุยโชยมาแต่ไกล ติดใจที่สุดคือเมนูหอยทากที่มีสาวน้อยคนไทยพาเดินไปชิม บอกว่าถ้ามาถึงแล้วต้องกินหอยทากของที่นี่ ซึ่งมันคงดังจริงๆ เพราะร้านนี้คนเข้าคิวรอกันเพียบ หอยทากต้มกับน้ำสมุนไพรเสิร์ฟร้อนๆ มาในถ้วยเล็กๆ ฉันหยิบมาดูหนึ่งตัว หน้าตาเป็นหอยทากเปี๊ยบเลย ถ้ามันมีชีวิตมันคงอ้อนวอนขอว่าอย่าเอาตัวมันเข้าปากเลย แต่ด้วยอารมณ์อยากลองสุดๆ ตัดสินใจงับเข้าไปหนึ่งคำแล้วกลืนอย่างรวดเร็ว ไม่ได้รสชาติอะไรทั้งนั้น ได้แต่กลิ่นร้อนของสมุนไพรตีขึ้นมาในจมูก...
คำเดียวก็ซึ้งถึงกระเพาะเลยเนี่ย...
เราเดินกลับสู่ที่พักกลางดึกดื่น ปล่อยให้ Djemaa elFna ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นรสที่ผสมปนเปทั้งสุข สนุก ขำ และที่แน่ๆ ต้องระวังตัวเองอย่างสุดๆ
มาร์ราเกซได้ชื่อว่าเป็น เดอะ เรด ซิตี หรือเมืองสีแดงที่มักเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดของบรรดาโฟโตจีนิกทั้งหลายให้ถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ โดยเฉพาะกำแพงเมืองเก่าๆ ขรุขระหยาบกระด้างในเขตเมืองเก่าหรือเมดินา ฉันกับเพื่อนสาวเท้าเดินตะลอนในเมดินาเข้าตรอกโน้นออกตรอกนี้ ผ่านจัตุรัสใหญ่ออกมาเราก็มาหยุดยืนถ่ายรูปกันอยู่หน้ามัสยิดคูตูเบีย (Koutoubia Mosque) โบราณสถานสำคัญที่สุดของเมืองและใหญ่ที่สุดอีกด้วย ลักษณะของคูตูเบียเป็นมัสยิดที่แตกต่างจากที่เราเคยเห็นกันมา รูปทรงสูงคล้ายหอคอยที่ต้องแหงนคอตั้งบ่ามองขึ้นไปนั้น ว่ากันว่าลักษณะแบบนี้ถือเป็นต้นแบบของมัสยิดของมุสลิมตะวันตกเลยทีเดียว
จริงๆ แล้วพลังของมาร์ราเกซไม่ได้จำกัดเพียงความคลาสสิกและวิถีชีวิตที่เวียนว่ายของเมืองเท่านั้น ที่ Jardin Majorelle สวนพรรณไม้ของอีฟแซงต์ โลรองต์ ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกที่มาสร้างบ้านแสนสวยของเขาในเมืองมาร์ราเกซนั้นเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตเล็กๆ หลากสีสันจากเมืองร้อนให้เราได้ศึกษา พรรณไม้ต่างๆ ถูกนำมาจัดแสดงรวมไว้ที่นี่ราวกับงานศิลปะที่เจ้าของบ้านบรรจงเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา
แล้วถ้าคุณเป็นประเภทชอบแสงสีจากการแสดงโชว์ ที่มาร์ราเกซ แฟนตาเซีย คุณจะได้ตื่นตากับการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นของโมร็อกโกที่เขานำชนเผ่าต่างๆ ในโมร็อกโกมาร่ายรำให้ชม รวมทั้งการแสดงผาดโผนบนหลังม้าและการยิงปืนในแบบฉบับโมร็อกโก ภาพของโชว์คงไม่อลังการด้านแสงสีเหมือนบ้านเรา แต่เสียงปืนที่ดังก้องฟ้าก็เล่นเอาคนทั้งอัฒจันทร์สะดุ้งเฮือกสุดตัว รวมถึงฉันด้วยในวินาทีนั้น
ยกเว้นอยู่ที่เดียวที่ฉันว่าจืดชืดและแห้งแล้งสนิทสำหรับเมืองนี้เหลือเกิน ที่นั่นคือ La Palmeraie สวนต้นอินทผาลัมที่ดูคล้ายจะเป็นโอเอซิสของเมือง แต่วันนั้นมันกลับดูแล้งร้อน แม้มีสายลมเย็นโชยพัดตลอดเวลา พอมาเจอเจ้าอูฐนั่งๆ นอนๆ รอนักท่องเที่ยวมาขี่แล้วเดินไปรอบๆ สวน ยิ่งทำให้นึกถึงปางช้างบ้านเราเพราะรูปแบบทัวร์เหมือนกันไม่มีผิด
ถึงภาพตรงหน้ามันจะแห้งแล้งแค่ไหน มาร์ราเกซก็ยังไม่คงทิ้งสีสันสวยบาดตา เพราะแค่แหงนมองเพียงเบื้องบน ผืนฟ้าสีเข้มแทบสะกดทุกสายตาให้ตรึงอยู่อย่างนั้น พอๆ กับเสียงรัวชัตเตอร์ที่ดังขึ้นไม่หยุด
More about Marrakesh
เดินทาง
แท็กซี่ที่มาร์ราเกซแบ่งเป็นสองประเภท คือ เปอร์ติ แท็กซี่ ที่วิ่งในเมือง และกรองด์ แท็กซี่ที่วิ่งระหว่างเมือง แต่สีของเปอร์ติ แท็กซี่ที่นี่มีสีครีม เวลาต่อรองราคาแท็กซี่ต้องระวัง ย้ำให้หนักๆ ว่าราคานี้สำหรับกี่คน ทั้งหมดหรือแค่คนเดียว
ช็อปปิ้ง
อย่างที่รู้กันว่าเมืองนี้เป็นแหล่งช็อปบันลือโลกเพราะมีของที่ระลึกสวยงามมากมาย ทั้งรองเท้าบาบูช งานทองเหลือง โคมไฟ ปลอกหมอน กระเป๋าหนัง ฯลฯ มีคำแนะนำว่าเวลาต่อรองสินค้า ต้องพยายามต่อราคาให้ได้ลงมากึ่งหนึ่ง ส่วนใหญ่พ่อค้ามักจะเสนอราคาที่สูงและถามว่าเราจะให้ราคาเท่าไหร่ ต่อรองกันจนถ้าไม่ได้จริงๆ ต้องแกล้งเดินจากไป...ถ้าได้ผลเขาจะตะโกนไล่หลัง บอกว่าโอเคกับราคาที่คุณต่อ
ที่พัก
มาถึงมาร์ราเกซอยากให้ลองพักในริยาร์ด หรือบ้านเก่าซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นเทรนด์ฮิตในเมืองนี้ บ้านเก่าหลายหลังถูกนำมาปรับขยับซอกมุมเสียใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมหรูที่มักมีน้อยห้องเพราะยึดตามโครงสร้างบ้านเดิม เข้าไปแล้วคุณจะตื่นตากับโมร็อกคันสไตล์ที่สวยสง่าด้วยน้ำพุและบ่อน้ำกลางสวน (เพราะจริงๆ แล้วริยาร์ดหมายถึงสวน) ริยาร์ดส่วนใหญ่กระจุกตัวในเมดินาซึ่งเป็นย่านเมืองเก่า บางทีต้องเดินผ่านซอยเปลี่ยวกว่าจะเจอ แม้กำแพงภายนอกเก่าคร่ำขนาดไหน แต่ด้านในบอกเลยว่าต๊ะติ๊งโหน่งสุดๆ
อาหาร
ตลาดโต้รุ่งตอนย่ำค่ำกลางจัตุรัส Djemaa elFna คือแหล่งของกินชั้นเยี่ยมที่หลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะอาหารโมร็อกกันอย่างเดียว แต่กลิ่นอายของที่นี่สะท้อนความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนด้วยจากอาหารทะเลที่นำมาทอดรับประทานกับเลมอนรสเปรี้ยวอมหวาน ส่วนใครที่โหยอาหารไทย ขอบอกเลยว่าแพงมาก อย่านึกอยากเชียว เพราะอาจกระทบต่อสุขภาพของกระเป๋าสตางค์ได้







