
Japan Origin 6
สัปดาห์ที่แล้วเราพาไปรู้จักกับเจ็ดเทพแห่งความสุขกันมาแล้ว ในสัปดาห์นี้ขอพาท่านไปรู้จักกับอีกด้านหนึ่งของศาสนาพุทธ
สัปดาห์ที่แล้วเราพาไปรู้จักกับเจ็ดเทพแห่งความสุขกันมาแล้ว ในสัปดาห์นี้ขอพาท่านไปรู้จักกับอีกด้านหนึ่งของศาสนาพุทธ เป็นเส้นทางแสวงบุญยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โคยะซัง ของจังหวัดวาคายามะ สถานปฏิบัติธรรมบนภูเขาที่มีความสูงราว 900 เมตร ในป่าลึกเพื่อปลีกวิเวกจากสิ่งรบกวน และในปัจจุบันบริเวณภูเขาโคยะนี้มีวัดตั้งอยู่ถึง 117 แห่ง ซึ่งเป็นเพียงร่องรอยหลงเหลือจากยุครุ่งเรืองสูงสุดในสมัยเอโดะที่เคยมีวัดมากกว่า 2,000 แห่ง
อันดับแรกของการแสวงบุญมาทำความรู้จักกับหลวงพ่อคูไค ผู้ก่อตั้งโคยะซังกันก่อน ชื่อเดิมของท่านคูไคคือ มาโอะ เกิดในปี ค.ศ. 774 บิดาของเขาเป็นอดีตเจ้าเมืองในจังหวัดสะนุคิแห่งเกาะชิโกกุผู้เริ่มตกอับ ขณะที่มารดาของเขาเป็นผู้มีการศึกษาสูงและเก่งในเรื่องการแต่งโคลงกลอน ท่านคูไคได้รับการอบรมเกี่ยวกับลัทธิขงจื๊อตั้งแต่เด็กโดยท่านครูอะโตะ โอตาริ ซึ่งเป็นพี่ชายของมารดา เห็นแววอัจฉริยะในการเรียนรู้ของท่านคูไค จึงตัดสินใจพาไปยังเมืองหลวงนารา เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในยุคนั้นมีอยู่เพียงแห่งเดียวและเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่บ่มเพาะชนชั้นนำที่จะไปรับราชการบริหารประเทศเท่านั้น ท่านคูไคเข้าเรียนในแผนกบริหารรัฐกิจ และในระหว่างที่เรียนได้ศึกษาตำราของลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าเป็นจำนวนมากจนเข้าใจศาสตร์ทั้งสองอย่างถ่องแท้ จุดนี้เองที่ทำให้คูไคแตกต่างกับอริยสงฆ์
ท่านอื่นๆ ของญี่ปุ่นที่มีความรู้จำกัดอยู่แค่พุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว
คูไคในวัยหนุ่มกำลังอยู่ในช่วงแสวงหาความหมายของชีวิต พอเข้าใจตัวตนที่แท้จริงแล้วจึงคิดว่าตัวเองไม่ควรถูกครอบจำกัดด้วยระบบราชการที่เคร่งครัด คูไคในวัย 20 จึงต้องเลือกทางเดินชีวิตครั้งใหญ่ ระหว่างเส้นทางที่ผู้ใหญ่ปูทางให้โดยรับราชการเป็นขุนนางระดับสูง หรือเลือกเดินทางสายใหม่ออกแสวงหาสัจธรรมสูงสุดในศาสนาพุทธ ท่านคูไคตัดสินใจเลือกเส้นทางของตนและมีโอกาสได้พบวิชา โคคูโซมอนยิ วิชาแห่งพระผู้มีปัญญาความรู้อันไม่มีวันหมดสิ้นคูไคจึงตัดสินใจละทิ้งทางโลกปลงผมบวชเป็นพระ และพเนจรในป่าเขาเพื่อฝึกฝนวิชาจนสำเร็จเมื่ออายุ 24 ปี จากนั้นได้เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อศึกษาเพิ่มเติม และกลับมาสอนพุทธศาสนานิกายชินงอนในปี ค.ศ. 806 ต่อมาจึงได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากราชสำนักให้สร้างวัดในภูเขาที่ห่างไกลนั่นก็คือ โคยะซัง พื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน
เมื่อรู้จักท่านคูไคแล้ว มารู้จักพุทธศาสนานิกายชินงอนกันต่อ นิกายชินงอน หรือนิกายมนตรยาน เป็นนิกายที่เน้นเรื่องมนตร์คาถาและการถ่ายทอดคำสอนที่เป็นความลับระหว่างอาจารย์กับศิษย์ โดยการปฏิบัติธรรมแบบสันโดษ ปลีกวิเวกในป่า หรือไปสร้างวัดบนภูเขาที่ห่างไกลจากเมือง สอนให้คนบรรลุโพธิญาณด้วยการสวดมนต์อ้อนวอน ซึ่งนิกายชินงอนนี้มีอิทธิพลต่อชนชั้นสูงและปัญญาชน จึงเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองของญี่ปุ่นในยุคเฮอันเป็นอย่างมาก
เสน่ห์ของการมาแสวงบุญที่นี่คือการพักค้างแรมในวัด ซึ่งมีถึง 52 แห่งที่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าพัก จะติดขัดก็ตรงอาหารอาจจะลำบากสักหน่อย ถ้าคิดจะเข้าทางธรรมก็ต้องลองใช้ชีวิตด้วยการรับประทาน โชจินเรียวริ หรืออาหารมังสวิรัติไม่มีเนื้อสัตว์ อันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงคำว่าชีวิตมากขึ้น ดำรงชีพโดยรับประทานเพียงพอต่อการมีชีวิตเท่านั้น หลังจากผ่านค่ำคืนอันเงียบสงบแล้ว ในช่วงเช้าตรู่เราต้องตื่นมาเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าร่วมพิธีกงเกียว หรือพิธีทำวัตรเช้า อันเป็นการสงบจิตสงบใจไปกับบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมฟังเสียงพระสวดในยามเช้า หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาเดินทางสู่เส้นทางอันศักดิ์สิทธิ์
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในกลุ่มวัดแห่งนี้มีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน ที่แรกคือสถานปฏิบัติธรรม ดันโจการัน ศูนย์กลางของโคยะซังและเป็นสถานที่แรกสร้างเพื่อการปฏิบัติธรรมอันสันโดษ ว่ากันว่าในตอนที่ท่านคูไคกำลังหาสถานปฏิบัติธรรม ได้ลองเสี่ยงโยนซังโกะหรือตรีวัชระ ลอยไปติดต้นสนต้นหนึ่ง สนต้นนี้จึงถูกขนานนามว่า ต้นสนซังโกะ เมื่อเข้ามายังสถานที่แห่งนี้สิ่งแรกที่จะมองเห็นคือเจดีย์หลัก คมปงไดโท สีแดงชาดที่ตั้งเด่นสะดุดตามาแต่ไกล ภายในประดิษฐานด้วยพระพุทธรูปพระมหาไวโรจนะพุทธเจ้า
ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาจะไปประกอบด้วย หอหลัก และอาคารมิเอโดะซึ่งเป็นสถานที่สำหรับสวดมนต์ภาวนา แห่งที่สองคือ วัดคองโกบุจิ สร้างขึ้นโดยท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เพื่ออุทิศให้กับท่านแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว หลังจากนั้นวัดนี้จึงได้ผนวกรวมกับวัดข้างเคียงและกลายเป็นวัดหลักของนิกายชินกงในเวลาต่อมา เมื่อเข้ามายังตัวอาคารของวัดคองโกบุจิ ห้องแรกที่จะเห็นคือ ห้องโอะฮิโรมะ ซึ่งถูกใช้ในการประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา ถัดจากห้องนี้ก็จะเป็นห้อง Plum and Willow Rooms ซึ่งภายในห้องนี้เองที่ท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ถูกฆาตกรรมโดยที่ลุงของเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
สถานที่สุดท้ายที่ท่านพลาดไม่ได้หากมาเยือนเส้นทางแสวงบุญแห่งนี้ก็คือ โอะคุโนะอิน ที่ตั้งสุสานของท่านคูไค ผู้เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีผู้นับถือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น วัดแห่งนี้มีผู้เดินทางมาแสวงบุญจำนวนมากและเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ตรงทางเข้าวัดเป็นทางเดินที่เรียงรายไปด้วยหลุมฝั่งศพกว่า 2 แสนแห่ง โดยส่วนมากจะเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงและขุนนางต่างๆ เช่น อนุสรณ์รำลึกถึงท่านโอดะ โนบุนากะ และหลุมฝังศพของนักรบในอดีตหลายท่าน เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงด้านในสุด ก่อนเข้าไปในเขตวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ ที่เชื่อกันว่าเมื่อข้ามสะพานนี้ไป คือเขตจิตวิญญาณของท่านคูไค จึงห้ามถ่ายรูปและต้องแสดงความเคารพ อาคารด้านในสุดคือโกะเบียว สถานที่สิงสถิตจิตวิญญาณของท่านคูไค มีเรื่องเล่ากันว่าก่อนท่านจากไปได้ขุดหลุมลึกลงไปนั่งสมาธิเป็นเวลานาน 10 วัน แล้วจึงละสังขาร เลยเชื่อกันว่าจิตวิญญาณของท่านยังคงอยู่ที่นี่ และมีพิธีกรรมถวายอาหารแด่ท่านคูไคที่ถูกจัดขึ้นในเวลา 10.30 น.ของทุกวันด้วย
ปี ค.ศ. 2004 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้ Koyasan เป็นมรดกโลกลำดับที่ 12 ของญี่ปุ่น ยิ่งทำให้พุทธศาสนิกชนและผู้เลื่อมใสศรัทธา ต่างพากันมาแสวงบุญ ณ สถานที่แห่งนี้ สถานที่ซึ่งจิตวิญญาณของท่านคูไคยังคงสถิตอยู่ตลอด 1,200 ปี โดยที่ยังไม่เคยจางหายไปเลย







