‘ปอยส่างลอง’ เที่ยวแม่ฮ่องสอนสไตล์ดอยสเตอร์
นอกจากแม่ฮ่องสอนจะเป็น “เมืองสามหมอก” ยังเป็น “เมืองหลากเชื้อหลายชาติ”
โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ
นอกจากแม่ฮ่องสอนจะเป็น “เมืองสามหมอก” ยังเป็น “เมืองหลากเชื้อหลายชาติ” กลุ่มคนที่ทำให้แม่ฮ่องสอนมีสีสันและชีวิตชีวา ทั้งเป็นวิถีชีวิตที่นักเดินทางต้องการสัมผัส
ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน จัดแคมเปญ “เที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์ดอยสเตอร์” ที่จะพานักท่องเที่ยวไปรู้จักชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดงดอยและขุนเขา ให้ได้เข้าใจวิถี สัมผัสประสบการณ์แบบคนท้องถิ่น และสิ่งที่พวกเขาภาคภูมิใจ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ของแม่ฮ่องสอน คือ ไทใหญ่ หรือฉาน ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 150 ปี ปัจจุบันกระจายตัวอยู่ในทุกอำเภอ (ยกเว้น อ.สบเมย)
ข้อมูลจากหนังสือเที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์ดอยสเตอร์ ระบุว่า คนไทใหญ่เป็นคนสนุกสนาน จึงมีการละเล่นและการแสดงอยู่ในงานประเพณีต่างๆ เช่น ฟ้อนนกกิงกะหร่า รำโต ศิลปะการต่อสู้ ก้าลาย ก้าแลว นอกจากนี้ยังมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
โดยตลอดทั้งปีจะมีงานบุญประเพณีเกือบทุกเดือน เช่น ประเพณีตานข้าวหย่ากู้ ประเพณีบูชาจองพารา ประเพณีเขาวงกต และที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 3-6 เม.ย. คือ “ปอยส่างลอง”
ประเพณีปอยส่างลอง คือ การบรรพชาสามเณรหมู่ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวไทใหญ่ โดยมีความเชื่อว่า การบรรพชาสามเณรจะได้กุศลแรงกว่าบวชพระ ชาวไทใหญ่จึงจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกเดือน เม.ย. และได้มีการกำหนดรูปแบบให้เป็นการบรรพชาสามเณรหมู่ ทำให้ประเพณีปอยส่างลองแม่ฮ่องสอนมีความยิ่งใหญ่และงดงาม
คำว่า ปอยส่างลอง เป็นภาษาไทใหญ่ เกิดจากคำ 3 คำมาสมาสกัน คือ ปอย แปลว่า งาน ส่าง หมายถึง สามเณร และลอง กร่อนมาจากคำว่า อลอง แปลว่า พระโพธิสัตว์
แต่ละปีงานปอยส่างลองจะจัดขึ้นในหลายวัด หนึ่งในนั้นคือ วัดกลางทุ่ง อ.เมือง มีส่างลองร่วมบรรพชาจำนวน 48 รูป และใช้เวลาจัดงานนานถึง 4 วันตามประเพณีโบราณ
วันรับส่างลอง
เช้ามืดของวันแรกเริ่มต้นด้วยวันรับส่างลอง พ่อแม่ส่างลอง หรือเจ้าภาพ จะนำบรรดาเด็กชายไปที่วัดกลางทุ่ง เพื่อทำพิธีโกนผม แต่ไม่โกนคิ้ว (พระภิกษุเมียนมาไม่โกนคิ้ว)
จากนั้นส่างลองจะแต่งกายด้วยชุดส่างลอง ด้วยการนุ่งโจงกระเบนสีสดปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ คาดด้วยเข็มขัดนาคหรือเงิน สวมเสื้อแขนกระบอกโค้งงอนปักฉลุลายดอกไม้ ศีรษะโพกผ้าแพรเกล้ามวยเสียบดอกไม้สีสันสดใส สวมใส่เครื่องประดับอันมีค่า เช่น สร้อย กำไล แหวน แต่งหน้าส่างลองด้วยการเขียนคิ้ว ทาปากสีแดง และสวมถุงเท้าสีขาว หลังจากนั้นจะร่วมพิธีรับส่างลอง พระสงฆ์ให้ศีลให้พรอบรมสั่งสอนพร้อมกันถ้วนหน้า
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ตะแป หรือพี่เลี้ยง จะให้ส่างลองขี่คอลงมาจากวัดมาฟ้อนรำตามจังหวะกลองเพื่อเฉลิมฉลองและต้อนรับส่างลองอย่างเป็นทางการ ส่วนบรรดาพ่อแม่และเหล่าญาติก็จะโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการอนุโมทนาสาธุ
ฟ้อนรำจนเป็นที่พอใจแล้ว ส่างลองทั้งหมดจะเคลื่อนขบวนไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน และบ้านญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ในขณะที่บ้านของส่างลองจะมีคนคอยเตรียมอาหารไว้บริการทั้งส่างลอง ตะแปและผู้มาร่วมงานทุกคนตลอดทั้งวันมิให้ขาด
พอตกดึกจะมีการแสดงเฮ็ดกวาม หรือการร้องเพลงไทใหญ่ สลับกับการบรรเลงกลองมองเซิงจนถึงรุ่งเช้า
วันข่ามแขก
วันที่ 2 จะเข้าสู่วันข่ามแขก หรือวันรับแขก เป็นวันที่ญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่น หรืออาจไกลถึงญาติพี่น้องในเมียนมาจะมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บ้านของส่างลองจึงต้องตระเตรียมข้าวปลาอาหารและขนมนมเนยไว้มากกว่าปกติ เพราะบนโต๊ะอาหารจะขาดของกินไม่ได้เลยสักนาที
ญาติที่มาหาจะผูกข้อมือให้ส่างลอง ส่างลองก็จะกล่าวคำพรตอบกลับไป หากบ้านไหนอยากให้ส่างลองไปหา ก็จะมาเชิญส่างลองไป เพราะเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลแก่บ้านและครอบครัว นอกจากนี้ญาติมิตรที่มาเยี่ยมเยือนยังจะช่วยกันจัดเตรียมเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารที่ใช้ในขบวนแห่ครัวหลู่ บ้างก็อยู่ค้างคืนเพื่อร่วมขบวนแห่ใหญ่ในวันรุ่งขึ้น
วันแห่ครัวหลู่
เช้าตรู่ของวันที่ 3 ส่างลองทั้ง 48 รูป แต่งกายเต็มยศตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจะมารวมกันที่วัดกลางทุ่ง เพื่อไหว้พระอย่างพร้อมเพรียง ตามมาด้วยขบวนครัวหลู่หรือขบวนเครื่องไทยธรรมที่ญาติของส่างลองจะแบกหามมาด้วย
จากนั้นตะแปจะหามส่างลองลงจากโบสถ์ เสียงกลองและเครื่องดนตรีดังประโคม ทีคำ หรือกลดทองแบบเมียนมาทั้ง 48 คัน กางกันแดดให้ส่างลองแต่ละรูป มุ่งหน้าออกจากประตูวัดกลางทุ่งเพื่อแห่ไปรอบเมืองแม่ฮ่องสอนให้ชาวบ้านร่วมโปรยข้าวตอกอนุโมทนา
ขบวนแห่จะอึกทึกด้วยเสียงดนตรี ตะแปและส่างลองจะเต้นระบำตามจังหวะกลองพร้อมเคลื่อนขบวนไปข้างหน้าแทบไม่หยุดนิ่ง ยิ่งเดินขบวนก็ยิ่งยาว เพราะระหว่างทางจะมีชาวบ้านเข้าร่วมฉลองเป็นระยะ ยิ่งเพิ่มความสนุกและคึกคักให้เมืองแห่งขุนเขาที่เงียบสงบ
ระยะเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ที่ตะแปหามส่างลองไปทั่วเมืองจนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ส่างลองจะแยกย้ายกลับบ้านเพื่อพักผ่อน ก่อนกลับมารวมตัวที่วัดอีกครั้งในช่วงเย็น เพื่อเข้าพิธีเรียกขวัญส่างลอง และรับประทานอาหาร 12 อย่างที่แต่ละบ้านจะจัดเตรียมมาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งวงเวลาเลี้ยงอาหารส่างลองเป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันในครอบครัว เพราะพ่อแม่ของส่างลองจะป้อนอาหารให้ลูกชายเป็นมื้อสุดท้าย ก่อนส่างลองจะเปลี่ยนสถานะเป็นสามเณรในวันรุ่งขึ้น
วันข่ามส่าง
วันข่ามส่างหรือวันหลู่ คือ วันสำคัญที่สุดของส่างลอง เมื่อมาถึงวัดตั้งแต่หัวรุ่งตะแปจะหามส่างลองเวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ จากนั้นพระสงฆ์จะมีการถ่อมลีก คือ การอ่านหนังสือธรรมะให้ทุกคนฟังเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ผู้ฟังก็จะนั่งอย่างสงบและสำรวมกิริยาอาการ
เมื่อถึงเวลาอันสมควรจะเริ่มพิธีอุปสมบทตามหลักพระพุทธศาสนา และสิ้นสุดที่การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และสามเณรที่เข้าร่วมพิธีบรรพชาเสร็จหมาดๆ จึงค่อยตามด้วยผู้มาร่วมงาน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
งานปอยส่างลองในวัดที่อื่นๆ ได้แก่ วัดแม่สะงา ต.หมอกจาแป่ วัดป่าปุ๊ ต.ผาบ่อง วัดม่วงสร้อย อ.ปาย วัดศรีบุญเรือง และวัดสุพรรณรังษี อ.แม่สะเรียง
พลอย ตระกูลเลิศวิริยะ แม่ของส่างลองโอมที่เข้าร่วมงานปอยส่างลองวัดกลางทุ่ง เล่าให้ฟังว่า เธอใช้เวลาเตรียมงานล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน ทั้งแจกการ์ดเชิญญาติมิตรในแม่ฮ่องสอนและเมียนมา สั่งตัดชุดส่างลองโดยช่างในเมียนมา และสำคัญที่สุดคือการเตรียมงบประมาณประมาณ 2 แสนบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน
ด้วยค่าใช้จ่ายที่มากเอาการทำให้ส่างลองบางรูปมีเจ้าภาพ กล่าวคือหากบ้านไหนมีฐานะ แต่ไม่มีลูกชายก็สามารถขออุปถัมภ์ลูกชายบ้านอื่นที่ยินดีพร้อมใจ เพื่อเป็นเจ้าภาพส่างลองได้ ถือว่าเป็นการทำบุญร่วมกัน
นอกจากนี้ ระหว่างทางที่ขบวนปอยส่างลองผ่านไปนั้น สามารถกล่าวถึงจุดที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวไปตามรอยได้ ไม่ว่าจะเป็น วัดพระนอน ตั้งอยู่ตรงเชิงดอยกองมู เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ สร้างด้วยศิลปะไทใหญ่ เป็นพระนอนองค์ยาว 12 เมตร ภายในวัดยังมีการสอนวิปัสสนาและมีพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาโบราณวัตถุให้เข้าชมด้วย
วัดจองคำ ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะหนองจองคำ เป็นวัดเก่าแก่อายุ 191 ปี เป็นศิลปะแบบไทใหญ่ที่แปลกและงดงาม หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท เพราะมีคติว่าปราสาทเป็นของสูง ผู้ที่ประทับอยู่ในปราสาทควรเป็นพระมหากษัตริย์ หรือตัวแทนพระศาสนา
ในวิหารประดิษฐานหลวงพ่อโตเป็นพระประธานโดยช่างฝีมือชาวเมียนมา เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่คล้ายพระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) ที่วิหารวัดสุทัศนเทพวรารามฯ และเหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องมาจากเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว
เคียงข้างกับวัดจองคำ คือ วัดจองกลาง ในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลัก ฝีมือแกะสลักช่างชาวเมียนมา ภาพจิตรกรรมบนแผ่นกระจกเรื่องพระเวสสันดรชาดก หลายภาพมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเมียนมา และมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือช่างไทใหญ่จากมัณฑะเลย์
สุดท้ายไปหยุดที่ ตลาดสายหยุด เป็นตลาดเช้าตั้งอยู่ใกล้วัดหัวเวียง ในอดีตตลาดจะเริ่มตั้งแต่รุ่งสางจนถึงเวลา 09.00 น. จึงได้ชื่อว่าตลาดสายหยุด แต่ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งจำหน่ายสินค้าตลอดทั้งวัน นักท่องเที่ยวสามารถชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวแม่ฮ่องสอน หาซื้อสินค้าพื้นเมืองโดยเฉพาะถั่วลายเสื้อคั่วหอมมันอร่อย และกุ๊บไต หรือหมวกสาน ที่ชาวไทใหญ่สวมใส่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์
แม่ฮ่องสอนยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชาติพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ ลีซู ม้ง จีนยูนนาน ปะเกอกะเญอ ลาหู่แดง ลาหู่แชแล เลอเวือะ ปะโอ โปว์ กะยา และกะยัน ให้เหล่าดอยสเตอร์ได้ไปทำความรู้จักตามคอนเซ็ปต์ “รู้จักกันไว้ แล้วไปด้วยกัน” เพราะความหลากหลายคือความงดงาม ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีสีสันแปลกใหม่ และได้รับประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ


