
กฎหมายตราสามดวง มรดกชาติ สู่"ความทรงจำแห่งโลก"
เรื่อง : อนัญญา มูลเพ็ญกระแสละครดังช่วงนี้ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะเรื่องราวในช่วงเวลาของอาณาจักรอยุธยา หนึ่งในอาณาจักรที่รุ่งเรืองอย่างยิ่งของภูมิภาคอุษาคเนย์ มีความเจริญทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่น่าภูมิใจว่า แท้จริงสยามหรือประเทศไทยเรานี้เจริญมาแต่อดีตในหลายด้านอีกหนึ่งภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาติ ที่กำลังจะได้รับการผลักดันให้ไปสู่การเป็นมรดกโลกในฐานะ “ความทรงจำแห่งโลก” อย่าง “กฎหมายตราสามดวง” หรือประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 ผ่านการถ่ายทอดของหนึ่งในผู้รู้ด้านประวัติศาสตร์กฎหมายไทยดีที่สุดท่านหนึ่งของประเทศไทย คือ กฤษฎา บุณยสมิต อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุดโดยในงานนี้ขอเรียกท่านว่า “อาจารย์กฤษฎา” เพราะนอกจากงานในตำแหน่งอธิบดีอัยการแล้ว ท่านยังมีภารกิจด้านวิชาการอยู่หลายประการทั้งที่เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในฐานะภาคีสมาชิก สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ประธานชำระกฎหมายไทยโบราณสาขาวิชาประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยใหม่ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาอาจารย์กฤษฎา เล่
เรื่อง : อนัญญา มูลเพ็ญ
กระแสละครดังช่วงนี้ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะเรื่องราวในช่วงเวลาของอาณาจักรอยุธยา หนึ่งในอาณาจักรที่รุ่งเรืองอย่างยิ่งของภูมิภาคอุษาคเนย์ มีความเจริญทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่น่าภูมิใจว่า แท้จริงสยามหรือประเทศไทยเรานี้เจริญมาแต่อดีตในหลายด้าน
อีกหนึ่งภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาติ ที่กำลังจะได้รับการผลักดันให้ไปสู่การเป็นมรดกโลกในฐานะ “ความทรงจำแห่งโลก” อย่าง “กฎหมายตราสามดวง” หรือประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 ผ่านการถ่ายทอดของหนึ่งในผู้รู้ด้านประวัติศาสตร์กฎหมายไทยดีที่สุดท่านหนึ่งของประเทศไทย คือ กฤษฎา บุณยสมิต อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โดยในงานนี้ขอเรียกท่านว่า “อาจารย์กฤษฎา” เพราะนอกจากงานในตำแหน่งอธิบดีอัยการแล้ว ท่านยังมีภารกิจด้านวิชาการอยู่หลายประการทั้งที่เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในฐานะภาคีสมาชิก สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ประธานชำระกฎหมายไทยโบราณสาขาวิชาประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยใหม่ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา
อาจารย์กฤษฎา เล่าให้ทราบว่าหลังจากสำนักราชบัณฑิตยสภามีการผลักดันมาได้ระยะหนึ่ง ในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้อนุมัติให้กฎหมายตราสามดวงเป็นมรดกของชาติ ในฐานะเอกสารความทรงจำแห่งชาติแล้ว
ขั้นตอนถัดไปคณะกรรมการแห่งชาติฯ จะนำเสนอกฎหมายตราสามดวงสู่การเป็นมรดกโลกในฐานะเอกสารความทรงจำแห่งโลกต่อยูเนสโก ซึ่งจะมีการประชุมพิจารณาของชาติสมาชิกในอีก 2 ปีข้างหน้าต่อไป
สำหรับความเป็นมาการผลักดันของสำนักราชบัณฑิตมาจากเหตุผลสำคัญหลายประการด้วยกัน
ประการแรก เพราะกฎหมายตราสามดวงเป็นกฎหมายโบราณของไทยซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ต้นอาณาจักรอยุธยาหรืออาจจะยาวนานกว่านั้น เนื่องจากตามหลักฐานบันทึกของหลักศิลาจารึกบางหลักได้กล่าวถึง “พระธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณสำคัญอันหลักในกฎหมายตราสามดวง แสดงให้เห็นว่าผู้คนในสมัยสุโขทัยรู้จักพระธรรมศาสตร์
พระธรรมศาสตร์นี้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกใช้ตลอดช่วงเวลา 400 กว่าปีของอาณาจักรอยุธยา มีการนำมาใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ว่าใช้ในที่นี้คือใช้ทั้งด้านปกครองประเทศ บริหารราชการแผ่นดิน และใช้เป็นกฎกติกาสังคมที่จะตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนด้วยกัน
ประการที่ 2 นักกฎหมายรุ่นใหม่ เช่น เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ซึ่งเป็นเนติบัณฑิตท่านแรกของสยาม ก็แสดงความประทับใจว่าเป็นที่น่าแปลกใจที่กฎหมายฉบับนี้ใช้ปกครองเมืองสยามมาได้ยาวนาน 500 กว่าปี มีการชำระครั้งใหญ่เฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประทับตราสามดวง คือ ตราพระราชสีห์ (สำหรับตำแหน่งสมุหนายก) ตราพระคชสีห์ (สำหรับตำแหน่งสมุหพระกลาโหม) และตราบัวแก้ว (สำหรับตำแหน่งโกษาธิบดีหรือพระคลัง)
กฎหมายนี้จึงได้ชื่อว่า กฎหมายตราสามดวง ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในรัชกาลที่ 1 แต่ความเป็นจริงใช้มาแต่สมัยเก่าตั้งแต่อยุธยา มีที่ตราขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 อยู่บ้างบางส่วน และหลังจากมีการชำระเสร็จแล้วก็มีการใช้ต่อมาจนกระทั่งเมืองไทยถูกลัทธิจักรวรรดินิยมเข้ามารุกราน จึงต้องมีการยกเลิกและเปลี่ยนแปลงมาเป็นกฎหมายสมัยใหม่แบบตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ 5
ประการที่ 3 ที่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องยกให้กฎหมายตราสามดวงเป็นกฎหมายสำคัญคือ เมื่อศึกษาลึกลงไปจะพบว่าในกฎหมายตราสามดวงนั้น มีหลักกฎหมายที่หลักการเป็นสากลในหลายเรื่อง เพียงแต่วิธีเขียนแบบโบราณหรือลีลาในทางตะวันออกอาจทำให้ฝรั่งเข้าใจผิดและใช้เป็นข้ออ้างว่ากฎหมายไทยป่าเถื่อน ซึ่งบทที่ล้าสมัยก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นส่วนน้อย
แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นหลักซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้อยู่โดยเฉพาะหลักในพระธรรมศาสตร์ ที่วางหลักสำคัญ เช่น หลักอินทภาษ ลักษณะแห่งตุลาการที่จะต้องทำหน้าที่อย่างปราศจากอคติ 4 ประการ ได้แก่ ฉันทาคติ (อคติเพราะรัก) ภยาคติ (อคติเพราะกลัว) โทสาคติ (อคิติเพราะโกรธ) และโมหาคติ (อคติเพราะไม่รู้) ต้องตัดสินตามที่กฎหมายกำหนด จะทำตามอำเภอใจไม่ได้
หลักที่ว่าผู้พิพากษาต้องรู้ในกระบวนการพิจารณาและทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ต้องใช้วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนเป็นอันดับแรก ตรงกับปัจจุบันที่ให้ไกล่เกลี่ยก่อน ซึ่งเรามีศูนย์ไกล่เกลี่ยทางแพ่งและกำลังจะออกกฎหมายไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งและข้อพิพาททางอาญา เรื่องเหล่านี้คนโบราณเน้นเขียนเอาไว้ในพระธรรมศาสตร์ หลักอินทภาษและการทำงานของผู้พิพากษาเลยว่าสิ่งสำคัญของการอำนวยความยุติธรรมคือข้อพิพาทได้รับการไกล่เกลี่ยและคู่กรณีพอใจโดยคนกลาง
ส่วนที่เป็นฐานของกฎหมายสารบัญญัติคือพระอัยการลักษณะต่างๆ ก็บัญญัติได้ไม่ด้อยไปกว่ากฎหมายตะวันตก เช่น ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำผิดทางอาญาโดยเจตนาเล็งเห็นผลก็มีมาแต่เก่าแก่ เช่น การทำร้ายโดยผู้กระทำผิดมุ่งประสงค์ต่อส่วนสำคัญของผู้ถูกทำร้าย เช่น แทงในที่สำคัญ 8 แห่ง ตามที่กฎหมายกำหนดเล็งเห็นผลอยู่แล้วจะอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่าไม่ได้
หรือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยกเว้นโทษให้แก่ผู้ที่ไม่รู้สำนึกในการกระทำด้วยเหตุที่อ่อนอายุ ก็มีมาแต่โบราณ เช่น เด็กที่ทำผิดอาญาอายุไม่เกิน 7 ปีไม่ต้องรับโทษ หรือในทางแพ่งเกี่ยวกับการทำสัญญากู้ยืมเงินกัน หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือห้ามฟ้องร้องบังคับคดีก็อยู่ในพระอัยการกู้หนี้มาตั้งแต่อยุธยาแล้ว
อาจารย์กฤษฎา กล่าวว่า ที่กล่าวไปนั้นคือคุณค่าและความสำคัญของกฎหมายตราสามดวงที่โลกควรจะได้รู้ว่า ไทยเรามีความเจริญทางนิติศาสตร์มาแต่โบราณแล้ว
“เรื่องนี้เราไม่ได้พูดเองเพราะนักจดหมายเหตุต่างชาติที่เข้ามาสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาก็เคยพูดไว้ เช่น นักปราชญ์กฎหมายอย่างสังฆราชปัลเลอกัวซ์ (ฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว) ที่เข้ามาสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ก็พูดไว้ว่ากฎหมายตราสามดวงนี้เป็นกฎหมายที่ดีและเหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ ที่มีปัญหานั้นก็มีเพียงการบังคับใช้ ฉะนั้นจึงเห็นว่าเมื่อเทียบกับเนื้อหาคุณภาพและความไม่ล้าสมัย ก็เป็นสิ่งที่เราควรผลักดันให้เอกสารที่มีค่านี้ให้เป็นเอกสารมรดกความทรงจำระดับโลก”
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการยกตัวอย่างเอกสารสำคัญที่สามารถเป็นมรดกความทรงจำแห่งชาติไว้ด้วยซ้ำว่า กฎหมายตราสามดวงควรถือเป็นมรดกความทรงจำของชาติ กล่าวคือในทางปฏิบัตินักวิชาการมีการยอมรับอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่มีการดำเนินการที่เป็นทางการ
"ส่วนเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาสู่การเป็นเอกสารความทรงจำแห่งโลกนั้นก็อย่าง การแสดงถึงภูมิปัญญา และภูมิปัญญาที่ว่าเป็นเอกสารซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานแน่นอน มีชุดเดียวที่เป็นต้นฉบับ ไม่มีที่อื่นอีกแล้ว ซึ่งส่วนของกฎหมายตราสามดวงอยู่ในสภาพที่เรารักษาไว้อย่างดี สามารถตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์เรื่องเวลา ช่วงอายุ ซึ่งตราสามดวงเป็นเอกสารทางกฎหมายที่มีการบังคับใช้มาแต่ต้นอยุธยา พ.ศ. 1895 ถึงกลางรัตนโกสินทร์ สถานที่ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร และความสำคัญคือมันแสดงให้เห็นถึงความหายาก แสดงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ ไม่เพียงแต่ด้านกฎหมายแต่รวมถึงด้านปกครอง การเมือง ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ของหลวง ของราษฎร์ กฎเกณฑ์ในราชสำนัก และกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ เป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ มีความบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เอกสารบางอย่างของบางประเทศนั้นอาจดีจริง แต่ยังขาดๆ วิ่นๆ ไม่ครบ แต่กฎหมายตราสามดวงครบถ้วนสมบูรณ์ตามเกณฑ์ของยูเนสโก"
ปัจจุบันเอกสารสำคัญของไทยได้รับการบรรจุเป็นเอกสารความทรงจำแห่งโลกแล้ว 5 รายการ คือ 1.ศิลาจารึกหลักที่1 2.เอกสารทางประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่ 5 3.จารึกวัดโพธิ์ 4.เอกสารการประชุมของสยามสมาคม และ 5.ฟิล์มกระจกต้นฉบับของรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะว่าไปแล้วอันดับ 2-5 อายุน้อยกว่ากฎหมายตราสามดวงและความครอบคลุมทั่วราชอาณาจักรอาจจะน้อยกว่ากฎหมายตราสามดวงด้วย
“อย่างไรก็ตาม แม้องค์ประกอบของกฎหมายตราสามดวงจะครบ แต่จะได้รับการบรรจุเป็นเอกสารความทรงจำแห่งโลกหรือไม่นั้นก็คงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการที่มาจากชาติสมาชิกของยูเนสโก แต่เราก็มีความมั่นใจจึงได้เสนอ ซึ่งแม้อาจจะมีบางประเด็นที่กรรมการมรดกโลกของไทยหลายท่านแสดงความเป็นห่วง เช่นว่า เสนอกฎหมายตราสามดวงขึ้นไปในเวทีนั้นจะเกิดประเด็นทักท้วงจากกรรมการที่เป็นชาวต่างชาติหรือไม่ว่าถ้ากฎหมายตราสามดวงดีจริงทำไมจะต้องมีการยกเลิกและหันไปใช้กฎหมายแบบตะวันตก ซึ่งประเด็นนี้เชื่อว่าน่าจะชี้แจงกันได้ว่าเวลานั้นเป็นช่วงที่การเมือง การปกครอง ตกอยู่ในช่วงของแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศต่างๆ ในอดีตมากกว่า
ในขณะที่สยามต้องปฏิรูปกฎหมาย ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้นก็ไม่มีใครรอดพ้นจากอำนาจของประเทศเจ้าอาณานิคม ซึ่งทุกประเทศถูกอ้างด้วยข้ออ้างเดียวกันคือกฎหมายป่าเถื่อน ไม่สอดคล้องกับกฎหมายชาติตะวันตกที่ขณะนั้นมีพละกำลังและอาวุธเหนือกว่า ก็มีความจำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนแปลงตามผู้ที่มีอำนาจและกำลังเหนือกว่า”
อาจารย์กฤษฎา กล่าวในตอนท้ายว่า หากกฎหมายตราสามดวงได้รับการบรรจุเป็นเอกสารความทรงจำแห่งโลก จะเป็นอีกครั้งที่เมืองไทยได้รับเกียรติ มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในสังคมโลก
“การรู้จักนี้สำคัญมาก เพราะยูเนสโกเป็นองค์กรด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม สังคมโลกจะรู้จักเราในฐานะประเทศที่มีการเจริญทางวัฒนธรรมเก่าแก่อีกชาติหนึ่งในโลก ไม่ใช่ชาติเกิดใหม่ เจริญมาแต่โบราณอันนี้คือเรื่องสำคัญที่สุด”







