
คนเมืองมือเปื้อนดิน
.....หนูดี
– วนิษา เรซวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนูดีไปร่วมงานประชุมเจ้าของสวนผักที่ได้รับทุนจาก สสส. ในโครงการ
“สวนผักคนเมือง” โดยสวนผักโรงเรียนวนิษาของหนูดีที่ลองส่งเข้าไปประกวดกับเขาด้วยเป็นครั้งแรกก็กลับโชคดี ได้ทุนมาสำหรับการปรับปรุงพื้นที่ ซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก ทำระบบน้ำ แถมมีเจ้าหน้าที่มาช่วยให้ความรู้ มีหน่วยการเรียนรู้เคลื่อนที่มาให้ รวมถึงมีการอบรมให้อีกด้วย นับเป็นนิมิตหมายอันดีของ “คนเมืองปลูกผัก” จำนวนมาก ที่มีองค์กรมาสนับสนุนพวกเราให้ค่อยๆ ก้าวไปได้อย่างมั่นคงทีละนิดๆ เพราะบรรดาคนเมืองอย่างพวกเรานั้น ผักมีไว้ซื้อ ไม่ได้มีไว้ปลูก ดังนั้นผลงานของพวกเราเท่าที่พอมี คือ ปลูกบ้าง ตายบ้าง เป็นเรื่องปกติโครงการสวนผักคนเมืองนี้ เป็นโครงการที่มีขึ้นเพื่อสนับสนุนคนเมืองให้ปลูกผักกินเอง โดยคนที่ขอทุนจะเป็นองค์กรเอกชน โรงเรียน วัด โรงพยาบาล กลุ่มบุคคล ได้ทั้งหมดค่ะ แต่ต้องชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจนว่า จะมีใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ จะลงทุนอย่างไร ดำเนินงานอย่างไรบ้าง ตั้งแต่วันที่รู้ว่าได้รับทุนและต้องไปปฐมนิเทศ หนูดีก็รอจะดูว่า อีก 49 ทุนที่ได้รับร่วมกันนั้น เป็นใครกันบ้าง
เมื่อไปถึงอาคาร KU Home เวลา 9.00 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเข้าไปในห้องแล้ว หนูดีก็พบว่า หนูดีอยู่ในกลุ่ม
“ปทุมธานี ดอนเมือง สายไหม” โดยพวกเราถูกจัดให้อยู่กับผู้รับทุนที่สวนผักอยู่ไม่ไกลกัน เพื่อให้นัดมาเจอและประชุมกันได้ง่าย ในกลุ่มหนูดีมี 6 ทุนค่ะ ทุนหนึ่งเป็นกลุ่ม “คนใต้สะพาน” ที่เพิ่งได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน และช่วยกันแบ่งที่ไว้ปลูกผักรวมกันแล้วแบ่งกันกิน อีกกลุ่มหนึ่งเป็นแม่บ้านที่รวมตัวกันทำขนมจีนขายแล้วก็อยากปลูกผักไร้สารไว้เป็นวัตถุดิบ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นน้องนักศึกษาจากจุฬาฯ ที่ไปขอยืมที่ดินนักบวชขนาด 10 คูณ 10 เมตร มาลองเริ่มปลูกผักกัน อีกกลุ่มเป็นพ่อบ้านจากบ้านเอื้ออาทรที่เอาพื้นที่ “เท่าแมวดิ้นตาย” ตามคำของเขา มาปลูกผักแบ่งกันกินในตึก และกลุ่มสุดท้ายคือ ครอบครัว 6 ครอบครัวในหมู่บ้านเมืองเอก ที่รวมตัวกันจะเอาที่รกร้างมาปลูกผักแล้วแบ่งกันกิน ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มเล็กกลุ่มน้อยของคนเมืองที่รวมตัวกันนี้ ได้รับทุนสนับสนุนความตั้งใจทั้งหมดคุณครูที่ไปกับหนูดีเป็นสาวอีสาน จบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นฟังแล้วก็กระซิบกับหนูดีว่า
“พอได้ฟังคนแนะนำโครงการตัวเองแล้ว เหมือนกับเห็นเทรนด์ใหม่ล่าสุด คือ เมื่อก่อนคนอีสานมีแต่อยากเข้ามาทำมาหากินในเมือง แต่ตอนนี้เห็นคนเมืองอยากมีวิถีชีวิตแบบคนอีสาน แบบคนต่างจังหวัด ที่ทุกคนรวมตัวกันปลูกผัก ปลูกพืชสมุนไพรประเภทต่างๆ แล้วก็ปันกันไป บ้านนั้นขอปันตะไคร้บ้านนี้ บ้านนี้ขอกะเพราบ้านนั้น เป็นชุมชนเป็นสังคมเล็กๆ ที่รู้จักกัน มีกิจกรรมร่วมกัน”ยิ่งพอได้ฟังกลุ่มอื่นๆ ก็ยิ่งสนุกและทึ่ง เพราะคนเหล่านี้มากกว่าครึ่งที่ไม่ใช่คนในภาคเกษตรเลย มีกลุ่มหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เขาดินวนา ที่ตอนนี้เริ่มโครงการปลูกผักเพราะอยากให้คนที่มาชมสัตว์ได้ชมธรรมชาติไปด้วย พวกเขาโชคดีที่มีมูลสัตว์เยอะอยู่แล้ว แต่ยังตกลงกันไม่ได้ว่า ผักที่ได้จะให้คนกินหรือสัตว์กินก่อนกัน อีกกลุ่มชื่อ
“บวร โปรเจ็ค” คือ บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล โดยเน้นให้วัดและโรงเรียนที่อยู่ใกล้กันมีสวนผักร่วมกัน และให้ความรู้คนว่า พระสงฆ์ท่านก็ควรจะได้ฉันอาหารสุขภาพ เน้นผักไร้สาร ไม่ใช่แกงกะทิมันย่องแบบที่เราชอบนำไปถวายพระ ถ้าฉันอาหารมันๆ บ่อยๆ ท่านจะต้องทรมานกับการอาพาธก่อนวัยอันควร และกลุ่มนี้คิดจะขยายผลโดยให้ทุกวัดทำแบบนี้หากต้นแบบทำได้ดีแล้ว และเพิ่มกล่องรับบริจาคในวัด “กล่องค่าบำรุงสวนผักพระสงฆ์” อีกด้วย เจ้าไอเดียดีนะคะ ส่วนอีกกลุ่มที่หนูดีประทับใจก็คือ กลุ่มคุณหมอจากโรงพยาบาลนครธน ชื่อ “ชมรมอายุวัฒนา” เป็นกลุ่มคนที่ประกาศว่าจะอยู่ให้เกิน 100 ปี ซึ่งการปลูกผักกินเองนี้พวกเขามองเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างอายุยืนค่ะจากนั้น คุณสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการเกษตรยั่งยืน ขึ้นมาพูดให้พวกเราฟังถึงแนวคิดผู้ให้ทุน และพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้หนูดีเห็นภาพชัดเจนคือ
“ตอนนี้เมืองไทยกำลังเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็น...อะไรก็ไม่รู้” จริงเลยนะคะ ประเทศเรากำลังจะเปลี่ยนไปเป็น “อะไรก็ไม่รู้” จริงๆ เราจะเป็นศูนย์กลางแฟชั่นโลกหรือ? หรือเราจะเป็นครัวโลก? หรือจะเป็นประเทศอุตสาหกรรม? หรือจะเป็นประเทศผลิตเทคโนโลยี? หรือจะเป็น ฯลฯ มันช่างสับสนไปหมดนอกจากความสับสนเรื่อง
“ตัวตน” แล้ว พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยก็เปลี่ยนไป จากที่กินผักกันได้หลายพื้นบ้านประเภทขึ้นอยู่กับฤดูกาล แต่ตอนนี้คนเมืองกินผักได้ไม่เกิน 10 ประเภท (พอลองนับดูก็จริงค่ะ หนูดีตกใจเลย) เช่น คะน้า กะหล่ำ ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว มะละกอ มะเขือเทศ แครอต ดังนั้นหากมันมีสารเคมีตกค้าง เราก็บริโภคแบบเดิมซ้ำๆ จนสารพิษแบบเดิมมีมากมายในระบบร่างกายเรา งานวิจัยผลการตรวจเลือดเพื่อหาสารเคมีตกค้างพบว่า เกษตรกรมีความเสี่ยง 75% แต่ผู้บริโภคมีความเสี่ยงถึง 89% ฟังดูน่ากลัวทีเดียวนะคะ สำหรับผู้บริโภคแบบพวกเราที่ไม่ค่อยมีตัวเลือกเท่าไรจากนั้น คุณคมสัน หุตะแพทย์ ผู้ทำนิตยสาร
“เกษตรกรรม ธรรมชาติ” ที่หนูดีติดงอมแงมยิ่งกว่าแมรี แคลร์ หรือแอล ก็บรรยายเรื่องประโยชน์ของการปลูกผักกินเองในมุมมองกว้างๆ เกี่ยวกับความเป็นคนเมืองว่า พวกเรานั้นมีชีวิตที่เสี่ยงมาก เราผลิตอะไรไม่ได้เองเลย ถ้าในอนาคตเกิดน้ำท่วมหรือเขตปริมณฑลเสียหาย พวกเราจะไม่มีอาหารรับประทานกันเลย ดังนั้นทำไมเราไม่ค่อยๆ ลองปลูกอะไรเองบ้าง ตัวเขาเริ่มมา 10 กว่าปี เริ่มจากปลูกผักแล้วตาย จนทุกวันนี้ปลูกผักกินเอง ปลูกข้าวในบ้านขนาดไม่เกิน 100 ตร.ว. ทำสบู่ใช้เอง บีบน้ำมันเอง ทำผงซักฟอกเอง ฟังดูแล้วน่าสนุกทีเดียว แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันพอสมควร แต่พวกเราที่ฟัง...บรรดาคนเมืองที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ก็ฮึกเหิมและอยากลองทำกันใหญ่ อยากลองมือเปื้อนดินกันดูบ้างค่ะชุมชนเกษตรคนเมืองนี้ เราจะเจอกันเรื่อยๆ รวมตัวกันบ่อยๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ แวะมาเยี่ยมชมสวนผักซึ่งกันและกัน หรือไปทัศนศึกษาข้างนอกด้วยกัน และเราก็ยังมีเฟซบุ๊กเล็ก ที่เริ่มแบบไม่ใหญ่ แต่ทุกท่านที่สนใจสามารถเข้าไปชมได้ค่ะที่ www.facebook.com/cityfarm เผื่อจะมีคนเมืองคนไหนสนใจเข้าร่วมกลุ่มคนเมืองมือเปื้อนดิน แต่ใจเปี่ยมสุขแบบพวกเราค่ะ







