posttoday
สุกิจ ชูศรี ศิลปะเปลี่ยนชีวิต

สุกิจ ชูศรี ศิลปะเปลี่ยนชีวิต

04 กุมภาพันธ์ 2561

สุกิจ ชูศรี วัย 39 ปี อาจารย์ประจำวิทยาลัยช่างศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จ.นครศรีธรรมราช

โดย ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สุกิจ ชูศรี วัย 39 ปี อาจารย์ประจำวิทยาลัยช่างศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นศิลปินนักวาดอีกผู้หนึ่งที่ใช้ความรักที่มีต่องานศิลปะของเขาเปลี่ยนชีวิตให้ก้าวไปสู่ความมีชื่อเสียงในระดับภูมิภาคเอเชีย จนเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เขาจะต้องกลายเป็นศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะ ซึ่งชาวต่างชาติจากหลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจแน่นอน

“ผมเกิดและเติบโตที่ จ.พัทลุง ในครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยาง โดยพื้นเพแล้วถือว่าฐานะทางบ้านพอมีพอกิน ไม่ได้ร่ำรวย เท่าที่จำความได้ผมชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ และมักชอบวาดรูปด้วยดินสอหรือสีไม้อยู่เสมอ โดยวาดลงบนเศษไม้กระดานหรือเศษกระดาษขาวๆ พอขึ้นชั้นประถมก็เริ่มมีสมุดวาดเขียน ผมจึงฝึกวาดโลโก้ยี่ห้อตามกระสอบปุ๋ยบ้าง ตามป้ายโฆษณาบ้าง โดยใช้วิธีลอกตามรูปที่เห็นไปก่อน

สิ่งที่ผมแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันก็คือ พอมีเวลาว่างปุ๊บ ผมมักจะฝึกวาดรูปอยู่เสมอ โดยวาดรูปการ์ตูนแล้วแต่งเนื้อเรื่องขึ้นมา พอขึ้นชั้นมัธยมต้นก็เริ่มหากระดาษ 100 ปอนด์อย่างที่นักเรียนเพาะช่างใช้มาเริ่มวาดรูปบ้าง จากนั้นก็ให้แม่ซื้อสีเมจิกและสีน้ำมาให้ แถมยังคิดการใหญ่โดยอยากจะวาดรูปด้วยสีน้ำมัน แต่ด้วยความเป็นเด็กจึงเข้าใจว่าสีน้ำมันสำหรับวาดรูปคือสีชนิดเดียวกับที่ใช้ในการทาสีบ้าน พอแม่ซื้อสีมาให้ ผมก็ดันใช้น้ำมันหมูผสมลงไปในสีอีกแน่ะ เพราะได้ยินมาว่าต้องผสมด้วยน้ำมัน พอวาดรูปบนไม้กระดานเสร็จ ผ่านไป 1 สัปดาห์ สีก็ยังไม่แห้งสักที นี่จึงเป็นเรื่องเซ่อๆ ของผมที่นึกถึงทีไรก็อดขำไม่ได้ทุกที”

สุกิจ ชูศรี ศิลปะเปลี่ยนชีวิต

 

สุกิจ เล่าว่า ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ม.2 เขาเคยส่งภาพวาดไปประกวดที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อประชาธิปไตย โดยส่งไปทางไปรษณีย์ เป็นภาพขณะคุณครูกำลังสอนนักเรียนอยู่ในห้อง ครั้งนั้นเขาได้รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลใหญ่เพราะเป็นเวทีแรก แถมได้เงินรางวัลถึง 5,000 บาท ก็ถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น ทำให้เพื่อนในโรงเรียนและครูเริ่มรู้จักชื่อเสียงด้านการวาดภาพของเขา

“เมื่ออายุ 16 ปี (จบ ม.3) ผมก็ไปสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรม นครศรีธรรมราช โดยต้องแข่งกับผู้สมัครทั้งหมด 500 คน แต่รับเข้าเรียนจริงแค่ 120 คน มีทั้งสอบข้อเขียนและสอบวาดรูป ด้วยความที่ผมไม่มีครูศิลปะคอยแนะนำให้ จึงต้องฝ่าฟันด้วยตัวเองเพราะใจรักที่มีต่อศิลปะเป็นที่ตั้ง ตอนประกาศผลก็คิดว่าไม่ได้แน่เลย ผมจึงค่อยๆ ไล่ดูบอร์ดจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ไล่รายชื่อเกือบจะหมดบอร์ดละ ก็ยังไม่มีชื่อตัวเอง ตอนนั้นก็คิดจะเดินกลับละ แต่อีกใจก็ขอไล่รายชื่อจากท้ายไปถึงคนแรกให้จบหน่อยเถอะ ปรากฏว่าชื่อผมไปอยู่ที่อันดับ 1 ต้องบอกว่าตอนนั้นผมดีใจนะ แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่ควรเหลิง เพราะการสอบติดที่ 1 ไม่ได้หมายความว่าเราเก่งที่สุด”

ตอนที่เรียนอยู่ ปวช.เขาก็รู้ตัวเองแล้วว่าจะต้องเดินบนเส้นทางศิลปะ เขาจึงมุ่งมั่นว่าหลังเรียนจบจะต้องสอบเอนทรานซ์เข้าเรียนด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากรให้ได้ จึงเตรียมตัวอ่านหนังสือ พร้อมฝึกปรือฝีมือวาดรูปและเทคนิคต่างๆ จนเอนท์ติดคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามที่หวังไว้ การได้มาเรียนที่กรุงเทพฯ ทำให้ได้พบเจอกับเพื่อนๆ ที่เรียนศิลปะ ซึ่งล้วนแต่เก่งๆ ทั้งนั้น หลายคนมีฝีมือบวกกับความคิดสร้างสรรค์เยอะมาก ความขยันอย่างเดียวสำหรับเขาคงไม่พอ ทำให้เขาต้องตั้งหลักและรีบเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด

“หลังจากเรียนอยู่ 5 ปีก็จบมาได้ ช่วงที่คิดว่าจะไปทำงานอะไรดี ก็ได้ข่าวว่าที่นครศรีธรรมราชประกาศรับครูสอนศิลปะแบบอัตราจ้างที่วิทยาลัยช่างศิลป์ โดยกะว่าจะลองทำสัก 1 ปี แล้วกลับมาเรียนปริญญาโท แต่สรุปแล้วผมเป็นครูอยู่ถึง 3 ปี จากนั้นจึงย้ายไปเป็นครูที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพราะเปิดหลักสูตรใหม่ ผมจึงเริ่มเรียนปริญญาโทตั้งแต่ปี 2549-2551 จนจบ โดยได้ทุนของมหาวิทยาลัยที่นั่น”

สุกิจ ชูศรี ศิลปะเปลี่ยนชีวิต

 

สุกิจ บอกว่า จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกครั้งก็คือ หลังจากเป็นครูสอนอยู่ที่ปัตตานีหลายปี เขาก็ย้ายมาเป็นครูที่นครศรีธรรมราช การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้ช่วงนี้ผลงานภาพวาดของเขาจึงเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ ความสุข และวิถีชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับครอบครัวเขาซะส่วนใหญ่ ที่มีแม่ มีครอบครัวที่เขารู้สึกรักและผูกพัน

“สิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีผลต่อการทำงานศิลปะของผมอย่างมาก อย่างตอนอยู่ที่ปัตตานี งานวาดรูปของผมส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องทางสังคมที่อ่อนไหว ความสูญเสีย และปัญหาทางชายแดนใต้ซะมากกว่า ตั้งแต่จบปริญญาตรีมาผมจะไม่ค่อยเน้นสร้างผลงานที่ส่งประกวด
มากนัก จะเน้นทำผลงานเก็บไว้เพื่อจัดแสดงงานซะมากกว่า แต่วันหนึ่งเมื่อได้มาเจอกับรุ่นพี่คนหนึ่งเข้า เขาก็เป็นคนจุดไฟในเรื่องการประกวดให้ผมอีกที ซึ่งรุ่นพี่คนนี้ก็ส่งผลงานเข้าประกวดและได้รางวัลมาพอสมควร

แรกๆ ผมก็ส่งไปทดลองเวทีประกวด ก็มีที่ได้รางวัลเล็กๆ บ้าง 2-3 รางวัล จนเมื่อปี 2555 ผมก็เริ่มค้นคว้าหารูปแบบและเทคนิคในการวาดรูปในสไตล์ตัวเองขึ้น หลังจากผ่านไป 4-5 ปี จึงได้งานภาพวาดชุดนี้ และได้ส่งประกวดกับธนาคารออมสิน เป็นภาพเกี่ยวกับคนกับ
สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต โดยเป็นรูปผู้หญิง ซึ่งก็คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในครั้งนั้นมาได้

ต่อมาผมได้ส่งภาพวาดเข้าประกวดกับโครงการจิตรกรรมยูโอบี (UOB Painting of the Year) ในปี 2560 ซึ่งทางธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย) ได้จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2553 ด้วยผลงานภาพวาดที่ชื่อว่า ‘หนึ่งชีวิต’ (One Life) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในเรื่องไอเดีย และเป็นการประกวดระดับประเทศที่มีผู้ส่งภาพเข้ามาหลายร้อยคนทั่วประเทศ ผลปรากฏว่าภาพ ‘หนึ่งชีวิต’ ของผมได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ซึ่งถือเป็นรางวัลระดับประเทศที่มีเงินรางวัลถึง 7.5 แสนบาทเลยละ”

สุกิจ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ว่า รูปนี้เป็นภาพวาดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของความหวัง ชีวิต และสังคม เนื่องจากเด็กคือผู้สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้สืบทอดต่อไป ขณะเดียวกันภาพนี้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนา โดยสื่อว่าชีวิตคนทุกคน
ตั้งอยู่บนหลักสัจธรรมคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พูดง่ายๆ ว่าเขานำหลักคิดมาจากศาสนาพุทธ ที่นำไปสู่ความจริงและความสงบนั่นเอง

สุกิจ ชูศรี ศิลปะเปลี่ยนชีวิต

 

เมื่อชนะการประกวดจากเมืองไทยแล้ว ยูโอบีก็ได้ส่งสุกิจให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมประกวดจิตรกรรมยูโอบีระดับภูมิภาคประจำปี 2560 (UOB Southeast Asian Painting of the Year) ซึ่งจะคัดภาพของศิลปินที่ชนะเลิศอันดับ 1 จากแต่ละประเทศมาเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ โดยมีผู้เข้ารอบ 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย

ด้วยความโดดเด่นของภาพ “หนึ่งชีวิต” ซึ่งเป็นภาพของเด็กหญิงที่แลดูสงบนิ่ง แต่สามารถสะกดสายตากรรมการได้ ด้วยความประทับใจในความละเอียดของผลงาน ที่สะท้อนให้เห็นแนวความคิดของศิลปินจากทุกองค์ประกอบของภาพวาด เงาของต้นโพธิ์พาดบนตัวอันแสดงถึงชีวิต ความตาย การเสื่อมสลาย และในดวงตามีรูปเงาพระพุทธรูป ซึ่งสื่อให้เห็นถึงการมองเห็นและเข้าใจความจริงของชีวิต ว่าทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นเรื่องปกติของชีวิต บวกกับเทคนิคการใช้สีฝุ่นและสีอะครีลิก ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความละเอียดเป็นอย่างมาก ทำให้ภาพ “หนึ่งชีวิต” สามารถเอาชนะสายตาคณะกรรมการตัดสินที่เป็นศิลปิน นักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะระดับภูมิภาค จึงนับเป็นครั้งแรกที่ศิลปินไทยสามารถคว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 นี้มาได้

“วินาทีที่ประกาศผล ผมไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะชนะเลิศอันดับ 1 ตอนที่พิธีกรประกาศผลการตัดสิน ผมไม่ได้ยินแม้แต่ชื่อของตัวเอง จนเพื่อนศิลปินจากประเทศอื่นเริ่มหันมาแสดงความยินดีด้วย ผมถึงได้รู้ตัวว่าได้รางวัล ตอนนั้นบอกเลยว่าดีใจสุดๆ จนพูดคำว่า ‘แตงกิ้ว’ ไม่ออกเลยละ หลังจากคว้ารางวัล ‘ยูโอบี เซาท์อีสต์ เอเชีย เพนติ้ง ออฟ เดอะ เยียร์’ พร้อมเงินรางวัลถึง 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (3 แสนกว่าบาท) มาครองได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด การได้รางวัลเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือ การได้มีที่ยืนในวงการศิลปะและการสร้างชื่อเสียงให้ชาวต่างชาติได้รู้ว่า ศิลปินนักวาดภาพชาวไทยก็มีฝีมือไม่แพ้ชาติใดเช่นกัน

เวทีอื่นๆ ที่ผมเคยประกวดมาจะมีแค่การนำภาพไปให้คณะกรรมการดูและตัดสินเท่านั้น แต่เวทีนี้สิ่งที่ผมชอบก็คือ คณะกรรมการจะพูดคุยกับศิลปินว่า มีความคิดเห็นหรือมีไอเดียอย่างไรกับภาพที่ส่งเข้าประกวด รวมทั้งถามมุมมองและให้พรีเซนต์ผลงานแต่ละช่วงที่เคยทำออกมาด้วย เรียกว่าเป็นการตัดสินจากทุกมิติในตัวเรา ไม่ได้ตัดสินเฉพาะผลงานที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น การประกวดแล้วได้รับรางวัลก็เหมือนเป็นการร่นระยะทางของศิลปินให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การประกวดยังทำให้เป้าหมายของผมชัดเจนขึ้น ผมว่าการทำงานศิลปะมันต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยผมจึงทำผลงานต่อและพัฒนาตัวเองต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นการเติมไฟในการวาดภาพให้ตัวเองอยู่เสมอก็ว่าได้”

สุกิจ บอกว่า การที่เขาทำงานศิลปะ ทำให้ได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิตมากมาย และครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากได้รางวัลจากการประกวดจิตรกรรมยูโอบีระดับภูมิภาคประจำปี 2560 มาแล้ว ล่าสุดเขาได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงผลงานที่ “UOB Art Space At Art Stage Singapore 2018” พร้อมศิลปินชาวไทยอีก 2 ท่าน คือ สุวรรณี สารคณา (ชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ปี 2011) และอิมรอน ยูนุ (ชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ปี 2012) จึงได้รับประสบการณ์มากมายจากการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่งเป็นเวทีทางศิลปะระดับนานาชาติ โดยมีแกลเลอรี่มากกว่า 150 แกลเลอรี่จากทั่วโลกเข้าร่วมในงานนี้ด้วย

“ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับนักสะสมงานศิลปะ ภัณฑารักษ์ ผู้จัดการแกลเลอรี่ และคนทั่วไปที่สนใจงานศิลปะจากทั่วโลก ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ที่ให้การชื่นชมยกย่องและยอมรับความคิดสร้างสรรค์และวิธีการทำงานของผม ผมจึงรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากที่ได้เปิดโลกทัศน์ทางศิลปะ และสามารถนำกลับมาสร้างสรรค์พัฒนาและบริหารจัดการผลงานของตัวเองด้วยความมุ่งมั่นต่อไป ทั้งยังสามารถนำประสบการณ์ที่ได้รับมาถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ของผมได้อีกด้วย

ล่าสุดผมได้รับการติดต่อพูดคุยจากแกลเลอรี่ทั้งในประเทศจีน สิงคโปร์ และไทย ให้นำภาพไปจัดแสดง ฉะนั้นเวทีแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นให้ผมได้ก้าวเดินไปสู่ความฝันที่มุ่งหวังไว้ในอนาคต ต้องขอบคุณธนาคารยูโอบีอีกครั้งที่ได้สร้างโอกาสให้กับผมและศิลปินไทยคนอื่นๆ ทั้งที่ผ่านมา และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยครับ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท