
เอนก พนาอภิชน ซีอีโอชอบความอิสระ
การวางแผนล่วงหน้าสำหรับชีวิตเกษียณนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องทำตอนที่อายุเข้าวัย 60 ปี แล้วค่อยลงมือทำ
โดย ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การวางแผนล่วงหน้าสำหรับชีวิตเกษียณนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องทำตอนที่อายุเข้าวัย 60 ปี แล้วค่อยลงมือทำ เพราะสำหรับรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือซีอีโอหนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ของอินทัชนั้น
เอนก พนาอภิชน ได้วางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ต้องรอให้อายุถึง 60 ปี ก็อยากจะพักเรื่องงานไปใช้ชีวิตตามกิจกรรมที่อยากทำก่อนถึงวัยเกษียณแล้ว
เอนก เล่าให้ฟังว่า วางแผนเรื่องการเออร์ลี่รีไทร์มาก่อน และบอกน้องๆ ที่ทำงานมาโดยตลอด เพราะคิดว่ายังมีอีกหลายกิจกรรมที่สนใจอยากทำ แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมายจริงจังแบบคนอื่น
"สิ่งที่ผมมองเป็นหลัก คือเรื่องของการให้เวลากับครอบครัว ด้วยความที่ผมเป็นคนต่างจังหวัดและพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด ทำให้ผมอยากมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะทำคือใช้เวลากับท่านเยอะขึ้น
ผมมีบ้านที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ก็พยายามจะชวนพวกท่านมาอยู่ที่นี่ด้วยกันมากขึ้น แต่พอชวนท่านมาแล้วกลับไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านใกล้ชิดกับท่านมากนัก ทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ค่อยอยู่กับเขานะ อีกทั้งมาแล้วก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรอให้ลูกกลับมาพาไปข้างนอก
เพราะตอนอยู่ต่างจังหวัด ท่านยังรู้สึกว่ามีสังคม จะไปร้านกาแฟเจ้าประจำก็ได้ มีเพื่อนให้พูดคุยพบเจอ แต่สมาชิกร้านกาแฟที่เป็นเพื่อนกันก็เริ่มหายไปทีละคน เวลาเจอหน้ากันก็คุยแต่เรื่องเจ็บป่วย ทำให้ท่านยิ่งกังวล ทั้งที่คุณพ่อผมเป็นคนแข็งแรงมาก ไม่ค่อยจะป่วยเป็นโรคอะไร แต่ด้วยความที่แวดล้อมด้วยคนป่วย จึงชอบคิดว่าตัวเองป่วยไปด้วย พอไปหาหมอตรวจออกมาว่าไม่ได้เป็นอะไร ท่านก็ยังไม่เชื่อ ก็เลยอยากจะมีเวลาใกล้ชิดกับท่านมากกว่านี้"
นอกจากนั้น เอนกก็มีงานอดิเรกเรื่องการถ่ายภาพ เขาอยากจะไปท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนๆ ที่เออร์ลี่รีไทร์ไปตามสถานที่ต่างๆ
"มีเวลาถ่ายรูปไว้ รวมทั้งก็มองในเรื่องของการเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารที่อยากจะให้ไปแชร์ประสบการณ์ความรู้ด้านการลงทุนต่างๆ แต่อาจไม่ใช่ทำเต็มตัว ก่อนหน้านี้ก็มีการให้คำแนะนำ แนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาให้กับนักลงทุนหรือเจ้าของธุรกิจ ที่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสายโทรคมนาคม
ผมแค่แชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เขาไปเดินหน้าต่อ ซึ่งการที่ผมแชร์ไปนั้นก็ไม่รู้ว่าเขานำไปใช้หรือเปล่า รวมทั้งไม่ได้หวังรายได้จากตรงนั้น"
นอกจากนี้ ด้วยสายงานที่เกี่ยวกับการลงทุนและการเงิน ทำให้เอนกคิดว่าความมั่นคงทางรายได้ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นขณะนี้ ก็สามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างไม่ต้องกังวลแล้ว
"ด้วยความที่ผมเป็นคนโสด ทำให้ผมไม่ได้กังวลเรื่องการเงินที่ต้องมีไว้เผื่อมากนัก ถ้าเซตเซฟตี้เลเวลของเงินที่เก็บ ตอนนี้เป้าหมายก็ถือว่าอยู่ในจุดที่พอใจแล้ว รายได้ที่เข้ามาตอนนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมและงอกเงยจากการลงทุน ผมไม่มีหนี้ที่ต้องกังวลและยังให้ความช่วยเหลือครอบครัวได้ แบบไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้คืนหรือไม่ ซึ่งคนที่คิดแบบนี้ได้ไม่ใช่มีแค่ผมนะ แต่เพื่อนๆ หลายคนเออร์ลี่และใช้ชีวิตอิสระได้แล้ว
หลายคนไม่ยึดติดกับองค์กรและอยู่ได้อย่างมีความสุข ทั้งดูแลครอบครัว ออกทริป ปฏิบัติธรรม กลุ่มเพื่อนผมมีความคิดเออร์ลี่กันเยอะ กลุ่มคนที่มีโอกาสและทางเลือกจะเลือกเออร์ลี่ก่อน ซึ่งคนที่มีศักยภาพหลายคนก็เลือกเส้นทางนี้กันมากขึ้น"
สิ่งที่เอนกคิดไม่ได้เพิ่งมาเกิด แต่เป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ตั้งแต่สมัยก่อนกับซีอีโอคนเก่าที่อยู่รุ่นเดียวกันและคุยเรื่องนี้กันมาตั้งเยอะ ทว่าเขาเจอปัญหาเรื่องสุขภาพก็เลยหยุดทำงานไปก่อน
"ผมคิดว่าคนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เจอวิกฤตของชีวิตเนี่ย มุมมองชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย จะเห็นคุณค่าของสุขภาพเยอะขึ้น เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของชีวิต ผมเชื่อว่าหลายคนที่เปลี่ยนมุมมองเกิดจากเจอวิกฤตของชีวิตเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนใกล้ตัวเจ็บป่วย จะเปลี่ยนมุมมองเลย และมุมมองนั้นกลับสร้างโอกาสดีๆ ให้กับเขา
อย่างตอนที่คนรอบข้างอาจพูดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าหู แต่พอเจอวิกฤตด้วยตัวเองครั้งเดียว ทุกอย่างเปลี่ยนหมดเลย หรือเรื่องที่เคยปล่อยวางไม่ได้ แต่เมื่อเจอชีวิตที่เหลืออยู่อย่างจำกัดเนี่ย สิ่งที่เคยวางไม่ได้อาจวางได้แบบเฉยๆ เลย"
สุดท้าย เอนก บอกว่า การวางแผนชีวิตก่อนล่วงเข้าสู่วัยเกษียณนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการมองอนาคตอย่างรัดกุมและมั่นคง พร้อมเป็นเป้าหมายที่ทำให้รู้ว่าควรเดินไปในทางใด ซึ่งการวางแผนชีวิตหลังการทำงานหนักมาโดยตลอดจะได้ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมและความฝันที่เคยคิดไว้
"ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องมี อยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะวางแผนไว้อย่างไร?"







