
วิสัชนาธรรมโดยทั่วไป ตอนต้นสู่ปัญหาธรรมปฏิบัติในตอนสุดท้าย (ตอน ๙)
ปุจฉา : ๑๑.หลังจากที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ๓ วัน เช้านี้เมื่อนั่งขัดสมาธิตามแบบมาตรฐานที่ถูกต้องก็จะเจ็บตรงบริเวณต้นขา แต่พอนั่งขัดสมาธิตามสบายและตามรู้ลมหายใจตามที่เคยปฏิบัติเป็นปกติ เกิดอาการปีติร้องไห้ออกมา หลังจากคลายออกมาแล้วก็ยังมีอาการสั่นอยู่ ตรงนี้ต่อไปต้องปฏิบัติอย่างไร แม้จะพยายามกดแล้วก็คุมไม่ได้
ปุจฉา : ๑๑.หลังจากที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ๓ วัน เช้านี้เมื่อนั่งขัดสมาธิตามแบบมาตรฐานที่ถูกต้องก็จะเจ็บตรงบริเวณต้นขา แต่พอนั่งขัดสมาธิตามสบายและตามรู้ลมหายใจตามที่เคยปฏิบัติเป็นปกติ เกิดอาการปีติร้องไห้ออกมา หลังจากคลายออกมาแล้วก็ยังมีอาการสั่นอยู่ ตรงนี้ต่อไปต้องปฏิบัติอย่างไร แม้จะพยายามกดแล้วก็คุมไม่ได้
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ๑๑.หลังจากที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ๓ วัน เช้านี้เมื่อนั่งขัดสมาธิตามแบบมาตรฐานที่ถูกต้องก็จะเจ็บตรงบริเวณต้นขา แต่พอนั่งขัดสมาธิตามสบายและตามรู้ลมหายใจตามที่เคยปฏิบัติเป็นปกติ เกิดอาการปีติร้องไห้ออกมา หลังจากคลายออกมาแล้วก็ยังมีอาการสั่นอยู่ ตรงนี้ต่อไปต้องปฏิบัติอย่างไร แม้จะพยายามกดแล้วก็คุมไม่ได้
วิสัชนา : ในวิถีแห่งความไม่เที่ยงที่ปรากฏเกิดขึ้น ไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนาต้องการให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้เรียกว่าเป็น อนัตตา สภาพธรรมทั้งหมดในสังสารวัฏหรือปรากฏอยู่ในภาวะธรรมชาตินี้เรียกว่า กฎพระไตรลักษณญาณ หรือ ความจริงอันเที่ยงแท้ในความไม่เที่ยงที่มีอยู่ในโลกนี้ ก็คือ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ และธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน สำคัญว่าเราเข้าไปถึงจุดความหมายแห่งธรรม แม้แค่เพียงคิดพิจารณาก็ยังให้เรานั้นมีความสงบลงในความปรุงแต่งแห่งจิตทั้งหลาย ความทะยานอยากลดลง ความยึดถือน้อยลง ความยึดความอยากน้อยความทุกข์ก็น้อย ความยึดความอยากมากความทุกข์ก็มาก ความยึดความอยากน้อยลง เพราะความเข้าใจในความจริงเกิดขึ้นมาก ให้เห็นความจริงว่าเราเป็นเพียงแค่สภาพธรรมอันสมมติขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งตามเหตุตามปัจจัยที่ตั้งอยู่ เมื่อเหตุปัจจัยสูญสิ้นไป สภาพธรรมดังกล่าวแม้ตัวเรานี้ที่คิดว่าเป็นตัวเรานี้ก็สูญสิ้นไปเป็นธรรมดา วิถีการเคลื่อนไหวดังกล่าวที่เป็นไปให้เกิดความเกิดความดับนั้นเพราะมีกรรมวิบาก แต่เรายังอาศัยกรรมนั้นอยู่ กรรมวิบากนั้นมาจากผลการกระทำของเรา เราทั้งหลายทำความดีไว้ก็ได้รับความดีนั้น ทำความชั่วไว้ก็ได้รับความชั่วนั้น และสำคัญยิ่งเมื่อเราเข้าถึงความจริงความเข้าใจในกฎแห่งกรรมดังกล่าว เราก็มีความเกรงกลัวต่อบาป ไม่มีใครอยากทำบาป ไม่มีใครอยากทำชั่ว ความบาปเป็นรสแห่งความเร่าร้อนมีผลของความเร่าร้อน ความชั่วนั้นนำไปสู่ความหายนะ ให้ความทุกข์ โทมนัส โสกะ ปริเทวะ ไม่จบและไม่สิ้น ไม่ว่าจะเกิดในกาลใดในชาติใด หากยังโคจรอยู่ด้วยการกระทำความชั่ว เราก็จะเป็นสัตว์ทุกข์สืบต่อไป และก็จะบีบเค้นบีบคั้นให้มากยิ่งขึ้น ฐานะโอกาสที่จะได้มาเป็นมนุษย์นั้นก็น้อยนิดนัก ที่จะไปข้างหน้านั้นทุกข์คติมากที่สุด ไม่ว่าเบื้องหน้าของเทวดา เบื้องหน้าของมนุษย์ที่เกิดมาหลังจากตายไปแล้วนั้น โอกาสที่จะกลับมานั้นนิดเดียว โอกาสที่จะไปที่สุดคือทุคติ โดยเฉพาะยุคในโลกของวัตถุนิยมที่ร้อนแรง เร่าร้อน ปรุงแต่งมากมายเช่นนี้ ทุกขณะจิตของเรานั้นทำความชั่วได้เร็วมาก เรียกว่าทุจริตทางมโนกรรม และใกล้ชิดทางวจีกรรม การกล่าว การพูดของพวกเราทั้งหลายจึงมีความหมิ่นเหม่และผิดพลาดผิดเพี้ยน เกิดมุสาวาท เกิดภาวการณ์ใช้วาจาที่ผิดในข้อทุจริตทางวจีกรรมที่เร็วมาก ไม่ว่าจะพูดเท็จ พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียดติฉินนินทา พูดคำเหลวไหลไร้สาระ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อของวจีกรรมที่ทุจริต
เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าสังคมมีความเศร้าหมองสูง เพราะวจีกรรมเป็นตัวที่แสดงว่า สังคมมีความทุจริตทางวจีกรรมที่สูงมาก จนที่สุดแล้วคนในสังคมปัจจุบันเมื่อฟังอะไรสักอย่างหนึ่งก็จะเริ่มวิตกสูงว่า เราควรเชื่อหรือไม่กับสิ่งที่บุคคลเหล่านี้พูด หรือกล่าว หรือนำเสนอขึ้นมา ดังนั้นสังคมที่หวั่นไหวรุนแรงในเชิงศีลธรรม จึงนำไปสู่การกระทำทางกายกรรมที่เบียดเบียนกันได้เร็วและรุนแรง ถึงกับเบียดเบียนฆ่ากันได้สูงมาก เราจะเห็นลัทธิการก่อการร้ายแพร่กระจายไปทั่ว เป็นลักษณะอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคโลกของกลียุค ดังนั้นทุกเขตแดนในทุกภูมิภาคของโลกนี้มีการก่อการร้ายแทรกซึม ซึมซาบไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เพราะมันเป็นกฎสภาพกรรมในสภาพสังคมของโลกที่สัตว์ทั้งหลายเข้าสู่วิถีอันหนึ่งที่จะต้องเข้าสู่วิถีที่จะรับผลกรรมดังกล่าวนั้นพร้อมกันในวิถีกรรมนั้น ส่วนจะหนัก จะเบา จะรอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกรรมบุคคล ปัจเจกชน เช่น เราทั้งหลายมีศีลธรรม เราก็มีศีลธรรมคุ้มครองเรา แต่ในขณะเดียวกันภาคสังคมนั้นเราอยู่ร่วมกัน ในภาคสังคมนั้นเราก็รับผลภาคสังคมร่วมกัน แต่เราจะรอดหรือไม่ในภาคสังคมที่มีวิถีทุกข์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับกรรมบุคคล ส่วนถ้าเราทำกรรมบุคคลไม่ดีไว้ ไม่อยู่ในภาคสังคมที่ดี ก็ย่อมยากเหมือนกันที่จะทำให้เกิดภาวะความรู้ที่จะเข้าใจในความจริงทั้งหลายได้
เพราะฉะนั้น วิถีธรรมทั้งหลายนี้จึงเป็นเรื่องของอำนาจธรรม ที่เราทั้งหลายนั้นพึงคิดพิจารณาให้เข้าใจในความจริงดังกล่าวอยู่เสมอ และถ้าเราเข้าใจความจริงดังกล่าวอยู่เสมอการมาปฏิบัติธรรมของเราก็จะไม่สูญเปล่า สำคัญยิ่งการปฏิบัติธรรมนั้นต้องเบาบางจากกิเลส โลภโทสะ โมหะ และถ้าเราเดินออกไปจากตรงนี้ ถ้าโลภโทสะ โมหะ ยังเหนียวแน่นอยู่ ความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนยังสูงอยู่ และเรายังปรามาสธรรมอยู่ บางคนอาจจะยึดว่าเคยฟังธรรมมาแล้ว เคยปฏิบัติมาแล้วในเบื้องต้นเรียกว่าปรามาสธรรม แต่เมื่อทำไปแล้วหลายคนจะรู้เลยว่า เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย แม้กราบพระก็ยังกราบกันไม่เป็นเลย ไหว้พระยังไม่รู้เรื่องเลย สวดมนต์ยังไม่เข้าใจความหมายเลย
ดังนั้น สิ่งนี้จึงควรเอาไปสร้าง ไปพัฒนาการ เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ แสดงความเป็นวิถีของชาวพุทธที่แท้จริง ส่วนการเจริญธรรมภาวนาเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์นั้นเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เราจึงต้องกลับมาเพื่อตรวจสอบตัวเอง ออกมาจากความเย่อหยิ่งจองหอง ความเชื่อมั่นยึดมั่นในความเป็นตัวตน เพื่อเข้าสู่ความจริงว่า แม้เราทั้งหลายนี้ก็อยู่ในอำนาจของอวิชชา ยังไม่รู้เลยกับสิ่งที่เป็นไปเบื้องหน้า จึงไม่ควรที่จะประมาทและควรตั้งจิตตั้งใจขวนขวายให้มากยิ่งขึ้น เพียงแค่ที่เราพูดกันตรงนี้เป็นเพียงแค่ภาวะธรรมเล็กๆ เท่านั้นเอง ยังไม่ใช่ธรรมเที่ยงแท้เที่ยงตรงไปเบื้องหน้าอันเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นหนทางยังยาวไกล แต่จะสั้นสำหรับผู้ไม่ประมาทและตั้งใจทำความดี สำคัญยิ่ง คือ เราต้องอยู่ปฏิบัติธรรม รู้ธรรม และพึ่งตนเองอยู่เสมอ และอย่าประมาทธรรม ถ้าประมาทธรรมปรามาสธรรมเมื่อไหร่เราจะถึงความหายนะได้ทุกกาละและเวลา ธรรมะทุกข้อ คำพูดทุกคำที่ถ่ายทอดออกมาเป็นไปโดยวิถีที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







