
วิสัชนาธรรมโดยทั่วไปตอนต้น สู่ปัญหาธรรมปฏิบัติตอนสุดท้าย (ตอนที่ ๘)
ปุจฉา : ๘.กัมมัฏฐานที่ว่า ไฟส่ง ลมขับ น้ำวาง ดินแนบแน่น เป็นอุบายในการจับสมาธิหรือเป็นวิชาธาตุ และถ้าใช้ในการเดินจงกรมจริงๆ ก็จะทำได้ แต่ถ้าจะใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ จะสามารถใช้การภาวนาอย่างอื่น เช่น พุทโธ ได้หรือไม่ หรือถ้าจะยังคงจับอยู่สี่จังหวะ แต่ลดรูปลงเหลือเพียงไฟ ลม น้ำ ดิน จะได้หรือไม่
ปุจฉา : ๘.กัมมัฏฐานที่ว่า ไฟส่ง ลมขับ น้ำวาง ดินแนบแน่น เป็นอุบายในการจับสมาธิหรือเป็นวิชาธาตุ และถ้าใช้ในการเดินจงกรมจริงๆ ก็จะทำได้ แต่ถ้าจะใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ จะสามารถใช้การภาวนาอย่างอื่น เช่น พุทโธ ได้หรือไม่ หรือถ้าจะยังคงจับอยู่สี่จังหวะ แต่ลดรูปลงเหลือเพียงไฟ ลม น้ำ ดิน จะได้หรือไม่
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ๘.กัมมัฏฐานที่ว่า ไฟส่ง ลมขับ น้ำวาง ดินแนบแน่น เป็นอุบายในการจับสมาธิหรือเป็นวิชาธาตุ และถ้าใช้ในการเดินจงกรมจริงๆ ก็จะทำได้ แต่ถ้าจะใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ จะสามารถใช้การภาวนาอย่างอื่น เช่น พุทโธ ได้หรือไม่ หรือถ้าจะยังคงจับอยู่สี่จังหวะ แต่ลดรูปลงเหลือเพียงไฟ ลม น้ำ ดิน จะได้หรือไม่
วิสัชนา : กัมมัฏฐานที่ว่า ไฟส่ง ลมขับ น้ำวาง ดินแนบแน่นนั้น เป็นทั้งอุบายในการจับสมาธิและเป็นการพิจารณาธาตุ เป็นการรู้ทั้งสมถะและวิปัสสนาไปพร้อมกัน เป็นการกำหนดรู้ในธาตุและทำปัญญาในธาตุด้วย โดยสามารถใช้การภาวนาอย่างอื่น เช่น พุทโธ หรือจะยังคงจับอยู่สี่จังหวะ แต่ลดรูปลงเหลือเพียงไฟ ลม น้ำ ดิน ก็ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ขั้นตอนของจิตเรา ขั้นนี้เป็นขั้นการทำปัญญา จะต้องละเอียด จะกำหนดรู้อะไรก็ได้หมด
ปุจฉา : ๙.ขณะที่แผ่เมตตาเจ็ดชั้นเกิดเวทนาขึ้น ทำให้จิตไม่สามารถนึกถึงความสุขหรือเมตตาได้ จะต้องทำอย่างไร
วิสัชนา : ขณะที่แผ่เมตตาเจ็ดชั้นเกิดเวทนาขึ้น ทำให้จิตไม่สามารถนึกถึงความสุขหรือเมตตาได้นั้น แสดงว่าจิตของเรายังไม่ยกสู่ ๔ ขั้นให้กลับไปที่กายคตาก่อน แสดงว่า ๔ ขั้นนั้นจิตไม่มีสมาธิซึ่งได้สอนไปแล้ว
ปุจฉา : คำถามที่ ๑๐ ให้ไปทำตามที่สอนไว้อย่างละเอียด
วิสัชนา : ถ้านั่งปฏิบัติเองที่บ้านโดยกำหนดวิธีตามที่พระอาจารย์สอนทุกขั้นตอนเลย หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลมหายใจที่ปากโพรงจมูกฐานที่ ๑ หรือเอาจิตมาตั้งที่ลิ้นปี่ฐานที่ ๕ และการสูดลมหายใจเพื่อดึงตัวขึ้นเพื่อกายมีสติสัมปชัญญะตอนหมดกำลังหรือไม่
ปุจฉา : ๑๑.หลังจากที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ๓ วัน เช้านี้เมื่อนั่งขัดสมาธิตามแบบมาตรฐานที่ถูกต้องก็จะเจ็บตรงบริเวณต้นขา แต่พอนั่งขัดสมาธิตามสบายและตามรู้ลมหายใจตามที่เคยปฏิบัติเป็นปกติ เกิดอาการปีติร้องไห้ออกมา หลังจากคลายออกมาแล้วก็ยังมีอาการสั่นอยู่ ตรงนี้ต่อไปต้องปฏิบัติอย่างไร แม้จะพยายามกดแล้วก็คุมไม่ได้
วิสัชนา : ให้ดึงจิตขึ้นไปและควบคุมตัวปีติไว้ ตรงนี้จริงๆ แล้วเป็นอาการของปีติที่ขึ้นมาในขั้นสูงขึ้นไป อาการในกาย เวทนา จะเกิดมีปีติสุขเกิดขึ้น และปีติตัวนี้ก็เป็นตัวบ่งบอกว่าสมาธิยกขึ้นแล้ว ที่กดคุมไม่ได้เพราะมันเป็นปีติใหญ่ที่เกิดขึ้นจากวิถีมรรคจิตที่เราวิ่งเข้าไปบนวิถีธรรมที่ถูกต้องแล้ว ให้ทำย้ำตามที่สอนไว้เมื่อคืน อาการเหล่านี้เป็นตัวฟ้องให้รู้ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว การเกิดปีติ การเกิดสุขในธรรม การเกิดอุเบกขา การนำไปสู่วิถีธรรมที่สูงขึ้นๆ นั้นอยู่ในที่สอนไว้แล้วทั้งหมด จึงไม่ต้องไปกังวลออกนอกทางนี้ เพราะเรามาถูกทางและตรงแล้ว แสดงอำนาจจิตนั้นอุชุกายังอุชุจิตตัง กายตรงจิตตรง กายเหยียดจิตเหยียด ให้ดึงตัวสุด และถ้าเกิดปีติ เกิดสุข เกิดน้ำตาไหล ร้องไห้ เกิดกายโยก กายสั่น เกิดสภาพต่างๆ เกิดแผ่เป็นคลื่น เกิดตัวเหยียด ตัวใหญ่ ตัวยุบตัวเล็ก อะไรก็แล้วแต่มันเป็นอำนาจของปีติ แต่ที่เราคุมไม่อยู่เพราะอำนาจมันใหญ่ขึ้น พอปีติมันใหญ่ขึ้นมากสักพักก็ให้ปัสสัทธิ พอคุมกายจิต สมาธิก็จะรวมใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเรียกว่าสมาธิใหญ่เข้า ตรงนี้จะแน่วแน่สว่างจ้าอยู่ข้างหน้า ดังนั้นขบวนการตรงนี้อยากให้ศึกษาอานาปานสติที่สอนไปแล้วเมื่อคืนนี้ จะได้เข้าสู่วิปัสสนา ถ้าพูดเชิงปีติในอำนาจของรูปฌานก็เป็นเพียงแค่สมถะ แต่เมื่อคืนพูดร่วมกันทั้งสมถะและวิปัสสนาไปฟังให้ละเอียด
คณะที่มาปฏิบัติธรรม คือการมาศึกษาและมาเรียนรู้คำสั่งสอนในพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนานี้ จุดประสงค์คือเราต้องการความรู้นั้นเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ อันต้องการออกมาจากความทุกข์โดยเล็งเข้าใจในความจริง ในความเป็นสัมมาทิฐิเห็นชอบว่า เราทั้งหลายเป็นสัตว์ทุกข์ ทุกข์นั้นมีปรากฏอยู่ในทุกขณะแห่งจิต ทุกข์นั้นมีปรากฏอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้ การโคจร การเวียนว่ายตายเกิดเป็นลักษณะสามัญของความทุกข์ จึงกล่าวว่าเกิดเป็นทุกข์ แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ เป็นปรากฏการณ์ของความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลง ไม่ยั่งยืน ไม่ถาวร ไม่คงทน ยักย้าย ถ่ายเท ซัดส่ายไปมาเรียกว่าความไม่เที่ยง
อ่านต่อฉบับหน้า







