
วิสัชนาธรรมโดยทั่วไป ตอนต้นสู่ปัญหาธรรมปฏิบัติในตอนสุดท้าย (ตอน ๖)
ปุจฉา : ๒.เมื่อเย็นของวันที่ ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๓ ที่พระอาจารย์สอนการปฏิบัติธรรมโดยการกำหนดรู้ลมหายใจ ก็ไปปฏิบัติต่อที่พระอุโบสถ พอจับรู้ลมไปสักพัก รู้สึกว่าลมหายไป เกิดความกลัวว่าตัวเองลืมหายใจหรือกลั้นหายใจหรือเปล่า จะหายใจค่อนข้างสั้นและนิดเดียว และตกใจ สังเกตดูลมหายใจก็ยังอยู่ แต่สักพักก็จะหาย เมื่อนั่งต่อก็รู้สึกว่าหน้าเห่อชามาก อยากทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร
ปุจฉา : ๒.เมื่อเย็นของวันที่ ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๓ ที่พระอาจารย์สอนการปฏิบัติธรรมโดยการกำหนดรู้ลมหายใจ ก็ไปปฏิบัติต่อที่พระอุโบสถ พอจับรู้ลมไปสักพัก รู้สึกว่าลมหายไป เกิดความกลัวว่าตัวเองลืมหายใจหรือกลั้นหายใจหรือเปล่า จะหายใจค่อนข้างสั้นและนิดเดียว และตกใจ สังเกตดูลมหายใจก็ยังอยู่ แต่สักพักก็จะหาย เมื่อนั่งต่อก็รู้สึกว่าหน้าเห่อชามาก อยากทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ๒.เมื่อเย็นของวันที่ ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๓ ที่พระอาจารย์สอนการปฏิบัติธรรมโดยการกำหนดรู้ลมหายใจ ก็ไปปฏิบัติต่อที่พระอุโบสถ พอจับรู้ลมไปสักพัก รู้สึกว่าลมหายไป เกิดความกลัวว่าตัวเองลืมหายใจหรือกลั้นหายใจหรือเปล่า จะหายใจค่อนข้างสั้นและนิดเดียว และตกใจ สังเกตดูลมหายใจก็ยังอยู่ แต่สักพักก็จะหาย เมื่อนั่งต่อก็รู้สึกว่าหน้าเห่อชามาก อยากทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร
๓.หลังจากที่ฟังพระอาจารย์สอนเมตตา ๗ ชั้น และให้แผ่เมตตาไปนั้น อยากทราบว่าถ้าต้องการแผ่บุญกุศลจะต้องปฏิบัติอย่างไร จะต้องตั้งจิตอย่างไร และตั้งจิตไว้ที่ไหน
๔.การกำหนดจิตไว้ที่ลิ้นปี่แล้วแผ่เมตตา เมื่อทำมากๆ จะรู้สึกเกร็ง อยากทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร
วิสัชนา : ส่วนคำถามที่ ๒ ที่เราตกใจนั้นเป็นโมหะจิต จิตของเรายังมีความกลัว ยังวิตกอยู่ เป็นโมหะ จริงๆ แล้วสภาพขณะนั้นแสดงว่าปฏิบัติถูกต้องแล้ว ที่ถูกต้องนั้นเพราะว่าเมื่อจิตแน่วแน่ก็มีจะอาการของลมที่เบาบางมาก ไม่ได้หายไป แสดงว่าผ่านขั้นทั้ง ๔ ขั้นไปแล้วจนสภาพจิตรวมตัวแน่วแน่สู่ความเป็นหนึ่งแล้ว แม้กระทั่งกายสังขารคือลมนั้นเบาบางเหมือนกายสังขารดับ ระงับไป ขนาดที่ว่าถ้าคนไม่คุ้นเคยก็จะตกใจว่าลมหายไปไหน ด้วยความวิตก ด้วยความกลัวตาย ด้วยความโมหะ ด้วยความไม่รู้ จริงๆ แล้วไม่มีอะไร ลมมันจะบางมากจนเกือบไม่หายใจ เพราะมันใช้ลมทางผิวหนังแทน ใช้ลมที่เคลื่อนไหวทางผิวหนัง
ลมนั้นมี ๖ ทิศทาง หน้าที่ของลมที่เราใช้กันบ่อย คือ ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ลมหายใจเข้าออก นี่คือตัวสื่อสารว่าถ้าลมหายใจมีอยู่ ชีวิตมีอยู่ ที่จริงลมหายใจนั้นเหมือนพระสงฆ์ที่เข้านิโรธสมาบัติจริงๆ เข้าในขั้นอภิญญาจริงๆ ดูเหมือนนั่งเป็นหัวตอ แต่รูขุมขนทั้งหมดนั้นเป็นตัวเคลื่อนไหวลมอยู่ และการที่ลมหายใจเบาหรือระงับกายสังขารนี้ ทำให้ร่างกายดูเหมือนว่าทุกอย่างหยุดอยู่ชั่วขณะ มันเลี้ยงอยู่พอมีอายุ แต่จะไม่เคลื่อนไหวจนสูญเสียพลัง เป็นอาการทิ้งลมเหลือแต่ตัวรู้ จิตมันรวมดิ่งเป็นตัวรู้ รวมนิ่งแน่วแน่อยู่ ดังนั้นต่อไปในที่จิตมันก็จะศึกษาจิตต่อในเรื่องของสภาพอำนาจธรรมที่เกิดขึ้นที่จิตในขั้นต่อๆ ไป ซึ่งจะต้องผ่านจุดนี้ แสดงว่าขบวนการจิตนั้นรวมแน่วแน่สู่ความเป็นหนึ่งได้เร็ว ละกายสังขาร ระงับกายสังขารในขั้น ๔ แล้ว
ส่วนอาการที่รู้ว่าหน้าเห่อชามากนั้น แสดงว่าตัวปีติเข้าแล้ว เป็นขั้นของธรรมตามลำดับ เห่อ ขนลุกขนพอง เกิดแผ่ตัว เกิดซาบซ่าน อะไรต่างๆ พอปีติมาก็จะเกิดสุขขึ้น พอปีติ สุข ก็มาปรุงแต่งจิตอีก ต่อไปก็ให้ระงับรู้จิตสังขารที่เป็นตัวเวทนานุปัสสนา เข้าไปอีก ๔ ขั้น รวมเป็น ๘ ขั้น อาการอย่างนี้ให้ไปฟังที่สอนไว้เมื่อคืน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าลักษณะสภาพปรุงแต่งนี้คืออะไรเท่านั้นเอง
คำถามที่ ๓ ที่ถามว่าการแผ่บุญกุศลนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร จะต้องตั้งจิตอย่างไร และตั้งจิตไว้ที่ไหนนั้น ให้รวมจิตไว้ที่ศูนย์กลางกายซึ่งเป็นฐานจิตที่แน่วแน่อยู่ตลอด รวมให้เป็นหนึ่ง รวมความรู้สึกไว้ให้ดำริที่จิต ณ ขณะนั้น เมื่อแน่วแน่แล้วก็ดำริเข้าไป คือ การตั้งเจตนาว่าบุญกุศลดังกล่าวนี้ข้าพเจ้าอุทิศให้กับ ... หรือข้าพเจ้าขอให้ถึง ... ด้วยความแน่วแน่ของจิตที่ศูนย์กลางกาย พอเราดำริเสร็จก็แผ่ออกไปเชิงเมตตาส่งจิตไปเบื้องหน้า นึกถึงใครมากๆ ก็ส่งไปข้างหน้า ส่งไปทิศเดียวคือข้างหน้า บุญกุศลอุทิศไปข้างหน้า
คำถามที่ ๔ การกำหนดจิตไว้ที่ลิ้นปี่แล้วแผ่เมตตา เมื่อทำมากๆ จะรู้สึกเกร็ง อยากทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น ไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย ที่มันเกร็งเพราะสภาพจิตมันรวม มันนิ่ง มันมีพลังมากขึ้น เรารู้อย่างเดียวมันไม่ตายหรอก เมื่อจิตยิ่งมีพลังมาก กายก็จะยิ่งเกร็งขึ้น เรียกว่าทั้งกายทั้งจิตนั้น Concentrate ตาม คือ กายเหยียด จิตเหยียด มันมีพลังควบคุมกัน นี่คือความถูกต้อง ไม่ใช่มานั่งผ่อนกาย ยิ่งมีอำนาจจิตในจิต กายก็จะเหยียดตามไปด้วย ไม่ใช่ว่านั่งแล้วสบายๆ ... ไม่ใช่
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







