
2 เล่มล่าสุดของ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
“ถึงเจ็บก็ไม่ป่วย” และ “โรคจิตที่รัก” คือ หนังสือ 2 เล่มล่าสุดที่ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และผู้ที่มีงานเขียนเกี่ยวกับจิตเวชออกมาแล้วอย่างมากมายเลือกที่จะพิมพ์กับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์
“ถึงเจ็บก็ไม่ป่วย” และ “โรคจิตที่รัก” คือ หนังสือ 2 เล่มล่าสุดที่ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และผู้ที่มีงานเขียนเกี่ยวกับจิตเวชออกมาแล้วอย่างมากมายเลือกที่จะพิมพ์กับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์
โดย....พัมพ์กิ้น_พาย
“ถึงเจ็บก็ไม่ป่วย” และ “โรคจิตที่รัก” คือ หนังสือ 2 เล่มล่าสุดที่ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และผู้ที่มีงานเขียนเกี่ยวกับจิตเวชออกมาแล้วอย่างมากมายเลือกที่จะพิมพ์กับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์
คุณหมอเคยมีงานเขียนออกมาแล้วมากมาย มีผลงานตีพิมพ์ทั้งในนิตยสาร พ็อกเก็ตบุ๊คและเว็บไซต์ ทั้งผลงานวิชาการจิตวิทยา จิตวิทยาเด็ก และวัยรุ่น ระบบสุขภาพ สังคม การเลี้ยงลูก สุขภาพทั่วๆ ไป รวมถึงการเขียนวิจารณ์การ์ตูน
เหตุผลที่เริ่มต้นทำงานเขียน ควบคู่ไปกับการเป็นจิตแพทย์นั้น ก็เพียงเพราะว่าคุณหมอทนความอึดอัดกับข่าวต่างๆ ที่ได้อ่าน ได้ฟังมาไม่ไหว จึงเริ่มทำงานเขียนขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ กับคนอ่าน
“ผมจำได้ว่าผมเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ครั้งที่มีข่าวมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งไม่ต้อนรับบุคคลที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศ ผมจึงเริ่มเขียนเพื่อให้ความรู้ และพยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดอคติ เชิญชวนให้สังคมยอมรับความแตกต่าง จากนั้นก็จะเขียนเรื่อยมา เมื่อไรที่อึดอัดกับข่าวต่างๆ นานาพอทนได้ก็จะทน แต่บางเวลาก็เหลือทน คนมีอำนาจมากกว่าไม่เห็นใจคนมีอำนาจน้อยกว่า คนรวยกว่าไม่เข้าใจคนที่จนกว่า คนที่เรียนหนังสือมามากกว่าใจจืดใจดำกับคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ อึดอัดมากก็จะเริ่มเขียน แล้วก็เขียนมาเรื่อยๆ”
สำหรับผลงาน 2 เล่มล่าสุด “ถึงเจ็บก็ไม่ป่วย” และ “โรคจิตที่รัก” คุณหมอบอกว่า เล่มแรกต้องการส่งสารให้ผู้อ่านเห็นว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา
“อยากให้เราได้ปลงๆ กันบ้าง ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรที่ร้ายแรงก็พยายามปลง และยอมรับความตาย ไม่แสวงหาการรักษาจนเกินเลยสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวกันถ้วนหน้า อย่าหลงกระแสคลั่งสุขภาพมากนัก อะไรๆ ก็ต้องแข็งแรงกันไปเสียทั้งหมด แต่เนื้อหาที่ผมเขียนก็ไม่ได้เทศนาใครแบบนี้หรอกนะครับ พยายามเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เข้าใจว่าอะไรต่อมิอะไรล้วนมีเหตุปัจจัย มาแล้วก็ไป ลองใคร่ครวญกันเองว่าชีวิตจะเอาอะไร เอาได้แค่ไหน”
ส่วน “โรคจิตที่รัก” นั้น คุณหมอตั้งใจอยากจะให้สังคมรู้จักโรคทางจิตเวชหลายๆ อย่างแบบง่ายๆ อยากให้ผู้ที่ได้อ่านเข้าใจ และลดอคติต่อผู้ป่วยหรือบุคคลที่มีอาการทางจิตเวช
“พวกเขาไม่ได้อยากเป็น พวกเขาเลือกไม่ได้ที่ต้องเป็น เป็นแล้วทุกข์กว่าโรคอื่นๆ คล้ายๆ ไม่มีใครอยากเป็นเบาหวาน ติดเหล้า ติดบุหรี่ หรือติดเชื้อเอดส์ เราไม่รังเกียจผู้ป่วยเบาหวานใช่ไหมครับ ก็อย่ารังเกียจผู้ป่วยแบบอื่นๆ ด้วยครับ ซึ่งสำหรับ 2 เล่มนี้ผมก็คาดหวังว่าอยากมีคนอ่าน แล้วเอาไปถกเถียงกันต่อ”
นพ.ประเสริฐ ทำงานทางด้านจิตเวชมากว่า 25 ปี ตรวจคนไข้มาก็ปีละหลายหมื่นคน คุณหมอพบว่าผู้ป่วยทางด้านจิตเวชในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีสมมติฐานว่าน่าจะเกิดจากสองสาเหตุใหญ่ๆ
“สาเหตุที่หนึ่งคือปัญหาทางเศรษฐกิจร่วมกับปัญหาเรื่องไม่รู้จักพอ คนไม่มีกินจริงๆ เป็นแบบนี้ใครก็เครียด เครียดนานๆ ไม่มีวันจบก็ต้องกลายเป็นโรคทางจิต ส่วนปัญหาไม่รู้จักพอมิใช่หมายถึงมีเงินไม่รู้จักพอแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความอยากมีอยากได้รวมทั้งความอยากมีสุขภาพแข็งแรงยืนยาว อยากเป็นอมตะ เหล่านี้ก็เป็นความอยากมีอยากได้ชนิดหนึ่งด้วย ถ้าเราไม่อยากได้อะไรก็ไม่เครียดสาเหตุที่สองที่สำคัญกว่าคือการแพทย์ขยายนิยามของ “โรค” ให้กว้างขึ้น เราทำแบบนี้กับเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ คือเปลี่ยนนิยามให้กว้างขวางเพื่อจะได้มีผู้ป่วยเข้าสู่ระบบมากขึ้น เราก็ทำกับโรคซึมเศร้าในลักษณะเดียวกัน นั่นคือเพิ่มขอบเขตของนิยาม และโน้มน้าวให้ผู้คนคิดว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้าที่ต้องใช้ยาแล้วเข้ารับการรักษามากขึ้น”
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันที่สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ทำให้หลายคนเกิดความเครียดขึ้นมาได้ง่ายๆ นั้น ในฐานะที่เป็นจิตแพทย์ คุณหมอก็มีคำแนะนำดีๆ มาให้...
“ต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สำคัญที่สุดครับ สังคมของเรามีชั้นอำนาจมาก คนที่ได้ก็จะได้เรื่อยๆ คนที่เสียก็จะเสียเรื่อยๆ คนที่มีการศึกษาสูงกว่า รวยกว่า อยู่ในชั้นอำนาจที่สูงกว่าจะดูดทรัพยากรจากคนที่ด้อยกว่าทุกด้านโดยไม่รู้ตัวเสมอๆเพราะระบบเป็นแบบนี้เอง ถ้ารู้ตัวเรื่องแบบนี้อะไรที่คืนเขาได้ให้คืน คืนเล็กคืนน้อยเท่าที่ทำได้ ไม่จำเป็นต้องบริจาคอะไรใหญ่โต เวลาคืนก็ไม่ได้แปลว่าคืนเงิน ให้คืนอำนาจ คืนโอกาส คืนน้ำใจ ใครที่มีความรู้มาช่วยแก้ไขระบบได้ควรเข้ามาช่วยกัน เกลี่ยความเท่าเทียมให้กระจายออกไปดีที่สุดเท่าที่ทำได้ สังคมจะได้มีความสุขกันมากๆ ทุกคน คนอื่นเป็นสุขเราก็จะเป็นสุขนะครับ”







