
Goodbye Sahara ลาก่อนโมร็อกโก
ในสัปดาห์ที่แล้วเราพาคุณผู้อ่านเข้าสู่ดินแดนซาฮารา ดินแดนที่แห้งแล้งและร้อนระอุ
ในสัปดาห์ที่แล้วเราพาคุณผู้อ่านเข้าสู่ดินแดนซาฮารา ดินแดนที่แห้งแล้งและร้อนระอุ
โดย...ปวีณา สิงห์บูรณา
ในสัปดาห์ที่แล้วเราพาคุณผู้อ่านเข้าสู่ดินแดนซาฮารา ดินแดนที่แห้งแล้งและร้อนระอุ แต่กลับมีเรื่องราวและสีสันมากมายที่รอการค้นหา โดยองศาแรกในดินแดนแถบนี้เราเริ่มต้นกันที่เมืองแอรฟูด (Erfoud) เมืองหน้าด่าน แล้วต่อด้วยการผจญภัยฝ่าพายุทรายที่โหมกระหน่ำกันต่อที่อาร์กเชบบี (Erg Chebbi) กองทรายมหึมาที่เมืองเมอร์ซูกา (Merzouga) และสัปดาห์นี้เราก็ยังคงอยู่ที่อาร์กเชบบีเช่นเดิม หากแต่ว่าภารกิจของการเริ่มต้นจรดองศาในวันใหม่กันตั้งแต่เช้ามืด โดยมีจุดหมายปลายทางกันที่ทะเลทรายอันเวิ้งว้างและมืดมิดที่กำลังรอพวกเราอยู่เบื้องหน้า
สายลมเย็นยะเยือกที่พัดอย่างแผ่วเบา ก็ทำให้พวกเรานั้นรู้สึกอุ่นใจได้ว่าพายุทรายได้สงบลงแล้ว และพาหนะในการนำพวกเราไปสู่จุดหมายนั้นก็ยังคงเป็นอูฐนั่นเอง ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมิด และหมู่ดาวที่สุกสกาวเต็มท้องฟ้า ก็ทำให้คนเมืองอย่างเราพลอยตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จนเผลอนึกฝันไปว่าตัวเองเป็นเหมือนดั่งเจ้าหญิงในนิยายปรัมปราอาหรับราตรี แต่เมื่อขอบฟ้าเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ก็พลันต้องตื่นจากฝัน เพราะนั่นคือสัญญาณที่บอกว่า พวกเรามีเวลาไม่มากในการที่จะต้องรีบไปให้ถึงจุดหมาย
สองเท้าเปล่าที่ย่ำลงไปบนผืนทรายที่เย็นเฉียบ และลมหนาวของทะเลทรายในยามราตรีนั้น ก็อาจสร้างความท้อแท้ใจอยู่บ้าง ในการที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ นั่นคือสันทรายสูงที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้าของพวกเรานั่นเอง
แสงสีส้มแสดที่สาดส่อง ดวงอาทิตย์ลูกกลมโตที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าอย่างช้าๆ คือภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏ มายากลแห่งธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนผืนทรายให้เป็นสีทองอร่ามในเมื่อยามต้องแสงอาทิตย์ แสงแรกแห่งวันใหม่ที่สาดส่องร่างกาย ทำให้ได้รู้สึกถึงพลังเหมือนกับการได้ฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ความมหัศจรรย์ของดินแดนซาฮารานี้ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงดงามที่เกิดจากการสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ เช่นที่ Gorge de Todra และ Gorge de Dades ตรอกผาขนาดมหึมาที่เกิดจากการรังสรรค์ด้วยพลังน้ำและลม ที่ใช้เวลากว่าหลายล้านปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Gorge de Dadesนี่คืออีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพจากนักท่องเที่ยว นั่นก็เป็นเพราะว่าภูมิประเทศแห่งนี้ละม้ายคล้ายคลึงกันกับที่แกรนด์แคนยอน จนทำให้ที่นี่นั้นได้รับฉายาว่าแกรนด์แคนยอนแห่งโมร็อกโกเลยทีเดียว
และด้วยความสวยงามนี่เองที่ทำให้ที่นี่นั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉากภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ก็ได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลโดยมีศูนย์กลางการผลิตอยู่ที่เมืองวอร์ซาเซต (Ouarzazate) นั่นเอง
เมืองวอร์ซาเซตแห่งนี้อาจเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่กว่า 6 หมื่นคนเท่านั้น หากแต่ว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงถ่ายภาพยนตร์มากมาย และ Atlas Studio คือโรงถ่ายอันดับต้นๆ ที่ภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดต่างก็เคยมาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Kundun, Gladiator, Kingdom of Heaven, Lawrence of Arabia และอื่นๆ อีกมาย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วที่นี่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ถึง 5 เรื่องต่อปีเลยทีเดียว และมากไปกว่านั้นยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์นั่นก็คือ เรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่ค่อยมีฝนตกและฟ้าเปิดตลอดทั้งปี ตลอดจนถึงหน้าตาของชาวโมร็อกกันนั้นก็สามารถแสดงได้ทั้งเป็นชาวยุโรป หรือแม้กระทั่งเป็นชาวอาหรับได้เลยทีเดียว
นอกเหนือไปจากความสวยงามที่ปรากฏแล้วนั้น ความเก่าแก่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลเช่นเดียวกันที่ได้กลายมาเป็นจุดดึงดูดของดินแดนแถบนี้ ดังเช่นที่เมืองอิตเบนฮัดดู (Aitbenhaddu) ชุมชนโบราณที่มีความเก่าแก่และยังคงสภาพสมบูรณ์ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก
สภาพบ้านเรือนที่สร้างขึ้นมาจากดินล้วนๆ ที่ทอดตัวและลดหลั่นเป็นขั้นลงมา สถาปัตยกรรมคาสบาห์ (Kasbah) ที่เป็นเอกลักษณ์และมีสภาพสมบูรณ์ ก็ทำให้การเดินชมเมืองนี้เหมือนกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตนั่นเอง หากแต่ว่าด้วยความสูงชันของพื้นที่นั้นก็ต้องแลกกับการออกกำลังไม่น้อยเลยทีเดียว
ในอดีตนั้นที่นี่มีครอบครัวอาศัยอยู่ถึง 400 ครอบครัวเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 11 ครอบครัวเท่านั้น โดยที่ในหนึ่งคาสบาห์นั้นประกอบไปด้วย 4 ครอบครัวที่อาศัยอยู่รวมกัน
ส่วนคาสบาห์ที่สร้างด้วยดินนั้น เขาว่ากันว่าปีหนึ่งๆ ก็จะซ่อมแซมเพียงหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น
การเดินทางมาจรดองศาของพวกเราในประเทศโมร็อกโกในครั้งนี้ นับตั้งแต่ก้าวแรกจนก้าวสุดท้ายนั้น พวกเราก็ได้รับรู้และสัมผัสประสบการณ์ รวมทั้งได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายที่ถึงแม้ว่าจะสามารถเปิดอ่านได้จากคู่มือท่องเที่ยวหรือคลิกอ่านได้จากอินเทอร์เน็ต ก็ไม่อาจเทียบได้กับการมาสัมผัสด้วยประสบการณ์ตรง และสิ่งสำคัญที่พวกเราสัมผัสได้จากชาวโมร็อกกันที่ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ หากแต่ว่าก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกเราแต่อย่างใด เพราะน้ำจิตน้ำใจหรืออัธยาศัยไมตรีจิตรองชาวโมร็อกกันต่างหาก ที่ทำให้พวกเราสามารถสื่อกันได้อย่างไร้ขอบเขต ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจบอกไม่ได้ว่าประเทศนี้ดี ประเทศนี้น่ามาเที่ยว หรือน่ามาทำธุรกิจแต่อย่างใด แต่คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าการได้มาเรียนรู้ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองต่างหาก คือคำตอบที่อาจจะดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นแห่งหนใดก็ตาม...ลาก่อนซาฮารา ลาก่อนโมร็อกโก







