
30 ปีแห่งความเฟื่องฟู
เสิ่นเจิ้น อยู่ที่ตัวเลข 30 ซึ่งถ้าเทียบกับอายุของคนเรา ก็ถือว่ายังน้อยมาก
ความสำเร็จของเศรษฐกิจภาพรวมของเสิ่นเจิ้นในวันนี้ เป็นที่กล่าวขานกันไปต่างๆ นานา ในจำนวนนี้มีบทวิเคราะห์ในวารสารธุรกิจสุดสัปดาห์ของสหรัฐ แสดงทัศนะเกี่ยวกับบทบาทของเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศจีนว่า
“คนจำนวนไม่น้อยต่างแปลกใจในความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจีนที่รวดเร็วปานติดจรวด จนสามารถก้าวขึ้นสู่ความเป็นยักษ์ใหญ่บนเวทีโลกนั้น เกิดขึ้นจากปัจจัยประการใด” คำตอบที่อยู่ในความคิดของใครหลายคนมีเพียงแค่ 4 คำสั้นๆ ว่า ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’” นั่นเองนับแต่มีการประกาศให้เสิ่นเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน และซัวเถา เมืองที่ตั้งบริเวณชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของประเทศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ปี ค.ศ. 1980 เมืองเหล่านี้ต่างทำหน้าที่เสมือนหน้าต่างบานใหญ่ คอยช่วยเป็นสะพานเชื่อมต่อการแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างจีนกับนานาประเทศ และเริ่มย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางอันน่าพิศวงในการสร้างเมืองเหล่านี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของดินแดนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ล้อมรอบ
หลังจากดำเนินนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วยการระดมเงินทุนต่างชาติ เปิดตลาดการเช่าขายที่ดิน มีการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ที่สำคัญคือ การเปิดประเทศสู่โลกภายนอกมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เดือน ม.ค. ปี ค.ศ. 1984 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเดินทางไปสำรวจทางดินแดนทางใต้ของประเทศ ถึงกับเขียนถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ไว้ว่า
“การพัฒนาและประสบการณ์นานัปการที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมืองเสิ่นเจิ้นชี้ให้เห็นว่า นโยบายการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดำเนินการกันอยู่นี้มาถูกทางแล้ว” เมื่อได้เห็นความสำเร็จของการใช้นโยบายดังกล่าว เติ้งเสี่ยวผิงจึงเสนอความเห็นให้มีการขยายเขตพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 14 แห่งผลงานที่น่าภาคภูมิใจทางเศรษฐกิจของดินแดนที่อยู่ภายใต้การพัฒนาที่เรียกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ ทำให้มีการรายงานถึงความสำเร็จของการพัฒนาทางเศรษฐกิจไว้อย่างน่าฟัง ดังเช่นหนังสือพิมพ์ Asian Times ของฮ่องกง เขียนบทวิเคราะห์ว่า
“ในโลกนี้ เมืองที่มีประชากรอาศัยมากกว่าล้านคนมีอยู่ไม่มาก และเมืองเหล่านี้ต่างเป็นที่รู้จักกันในเวทีโลก เช่น โตเกียว นิวยอร์ก ฯลฯ แต่หากมีการถามว่า มีเมืองแห่งใดบ้างที่ราว 30 ปีก่อนมีประชากรไม่ถึง 2 หมื่นคน คำตอบของคำถามดังกล่าวก็มีเพียงเมืองเดียว นั่นคือ เสิ่นเจิ้นนับจากการเป็นห้องทดลองของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจแห่งแรกๆ ของประเทศ จนกลายมาป็นหัวรถจักรใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของดินแดนแห่งนี้นับแต่ปี ค.ศ. 1980 โดยเฉลี่ยตกอยู่ที่ร้อยละ 20 ต่อปี ถือว่ายังไม่เคยมีเมืองแห่งใดในโลกที่สามารถสร้างสถิติดังกล่าวได้
”เคยมีการนำคำว่า
“ความเร็วระดับเสิ่นเจิ้น” มาใช้ในการเปรียบเทียบกับการพัฒนาที่รวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจอันเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของเติ้งเสี่ยวผิง จำได้ว่า ราวเดือน ก.พ. ปี ค.ศ. 1997 ชาวเสิ่นเจิ้นที่เริ่มใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อันเป็นอานิสงส์จากผู้นำท่านนี้ของจีน ถึงกับร่ำไห้ปานขาดใจทันทีที่ทราบข่าวการจากไปของเติ้งเสี่ยวผิง ภาพชาวเสิ่นเจิ้นที่ให้สัมภาษณ์ถึงผู้นำอันเป็นที่รักท่านนี้ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำแม้เวลาจากผ่านพ้นไปสิบกว่าปีแล้วหญิงชราผู้หนึ่งถึงกับร่ำไห้พร้อมกับกล่าวว่า
“เหตุใดจึงไม่เอาชีวิตของเธอไปแทน เติ้งเสี่ยวผิงเปรียบเหมือนผู้มีพระคุณที่ชาตินี้ก็ทดแทนไม่หมด” แต่ความสูญเสียผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค มิได้ทำให้ชาวจีนที่รักชาติท้อถอย กลับมุ่งมั่นในการเจริญรอยตามปณิธานที่ผู้นำท่านนี้วางนโยบายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และแล้วความสำเร็จของเศรษฐกิจเสิ่นเจิ้น ก็เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวจีนและชาวโลกจนน่าอัศจรรย์ใจที่ว่าความเร็วระดับเสิ่นเจิ้นนั้น มีการเปรียบว่าสามารถสร้างตึกหนึ่งแห่งภายในเวลา 3 วัน แน่นอนว่าความเร็วเช่นนี้ย่อมกลายเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ของเมืองแห่งอื่นๆ ของประเทศในเวลาต่อมา จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นเมืองต่างๆ มีความทันสมัยและก้าวทันเศรษฐกิจโลกได้อย่างน่าทึ่ง
เสิ่นเจิ้นในฐานะเป็นเมืองปกครองตนเองที่ตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง มีพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 1 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งหมด นับแต่ปลายยุคราชวงศ์ซ่งใต้ ก็มีการอพยพของผู้คนจากทั่วสารทิศมาตั้งรกรากยังที่แห่งนี้ หลังจากที่รัฐบาลกลางกำหนดให้เป็นเมืองอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1979 ประชากรของเมืองแห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อโฉมหน้าของเมืองแห่งนี้ เปลี่ยนจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ มาเป็นเมืองศิวิไลซ์ที่มีตึกระฟ้าตั้งเรียงรายกันหนาแน่น แสงไฟจากหลอดนีออนบนป้ายโฆษณาขนาดมหึมาสาดส่องไปทั่วเมือง รถราที่แล่นไปมาอย่างแน่นขนัด ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับฉายาว่า เมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แกร่งที่สุดทางตอนใต้ของประเทศ เมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นเมืองที่มีการแข่งขันของบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง
นอกเหนือจากพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจแล้ว การศึกษา สังคมและวัฒน ธรรมของเสิ่นเจิ้นก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสนใจในการพัฒนาเช่นกัน ดังจะเห็นจากงบประมาณที่ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของชาวเสิ่นเจิ้น
ความเจริญก้าวหน้าของเมืองแห่งหนึ่ง ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาทางสังคมนานัปการ เสิ่นเจิ้นก็หนีไม่พ้นปัญหาดังกล่าว แต่ถึงกระนั้น การปฏิรูปด้านต่างๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไป ดังเช่นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ที่ว่า
“ต้องยืนหยัดในการเปิดกว้างทางความคิด กล้าที่จะเจาะลึก ไม่ย่ำอยู่กับที่หรือไม่เดินถอยหลัง เพราะกระทำดังกล่าวไม่เพียงจะเป็นการปิดฉากผลงานการปฏิรูปทางเศรษฐกิจตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น หากยังเป็นการปิดกั้นโอกาสดีๆ ในการพัฒนาสังคม ทั้งยังเป็นการผิดต่อปณิธานอันแน่วแน่ของประชาชน ในที่สุดก็ต้องพบกับจุดจบ”เชื่อเหลือเกินว่า เสิ่นเจิ้นในอนาคตจะกลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจชั้นแนวหน้าของโลกอย่างมิต้องสงสัย!







