
มาช้ายังดีกว่าไม่มา...ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ
....กิตติศักดิ์ โมฆรัตน์
ฤดูร้อนปี 2008 ถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดเปิดประตูต้อนรับการเยื้องย่างเข้ามาของ ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ หลังจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาเงินไปกองไว้หน้าสโมสรทอตแนม ฮอตสเปอร์ 30.75 ล้านปอนด์ (ราว 1,476 ล้านบาท)
ด้วยค่าตัวสูงลิบลิ่ว ส่งผลให้ความคาดหวังในตัวของหัวหอกบัลแกเรียรายนี้สูงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ทว่าเขาไม่สามารถระเบิดฟอร์มได้พีกสุดยอดเหมือนสมัยที่อยู่ในถิ่นไวต์ฮาร์ตเลนเลย
เบอร์บาตอฟโดนโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะสไตล์การเล่นที่ออกแนวศิลปินลูกหนัง วิ่งบ้างเดินบ้าง ยิ่งเมื่อไปเทียบกับ เวย์น รูนีย์ ที่บ้าพลังวิ่งไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ทำให้
“เบิร์บ” ถูกตราหน้าว่าเป็น ศูนย์หน้าจอมขี้เกียจในช่วง 2 ฤดูกาลแรก เบอร์บาตอฟสร้างความประทับใจให้แฟนบอลเรดอาร์มีได้ไม่มากเท่าที่ควร จนมีข่าวลือออกมาเป็นระยะๆ ว่าอาจจะโดนเลหลังขายต่อให้ทีมอื่น แต่พอมาถึงปีนี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 3 ภายใต้สีเสื้อของแมนฯ ยูไนเต็ด เบอร์บาตอฟเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ด้วยฟอร์มการถล่มประตูอันร้อนแรงที่สุดของศึกพรีเมียร์ลีก ณ วินาทีนี้ !!!
nที่มาฟอร์มเทพ
ซีซันแรกในโอลด์แทรฟฟอร์ด เบอร์บาตอฟลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก 31 นัด ยิงได้กระจุ๋มกระจิ๋ม 9 ประตู ส่วนปีถัดมา ลงสนาม 33 นัด ยิงได้ 12 ประตู รวมสถิติ 64 นัด ยิง 21 ประตู เฉลี่ยแล้ว 3 นัดต่อ 1 ลูก
“
ผมผิดหวังตัวเองที่ไม่สามารถทำให้แฟนบอลทุกคนพอใจได้ แต่อย่างที่ผมเคยบอกคือ แฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเป็นผู้ตัดสินทุกอย่างเอง”แต่สำหรับฤดูกาลนี้ เบอร์บาตอฟใส่สตั๊ดลงสัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 5 นัด กะซวกตาข่ายคู่แข่งทั้งสิ้น 6 ประตู นั่งแท่นนำเป็นดาวซัลโวร่วมกับ ฟลอรองต์ มาลูดา (เชลซี) อย่างสง่าผ่าเผย
จากฟอร์มยิงประตูแบบกะปริดกะปรอย เพราะเหตุอันใด จู่ๆ พี่เบิร์บถึงทำเอาทุกคนตกตะลึง จากฟอร์มโดดเด่นแบบผิดหูผิดตา ? คำตอบคือ...ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม
“
ผมทำงานหนักกับสภาพร่างกายของตัวเอง ผมไม่ใช่คนอ้วน ดังนั้นผมมั่นใจว่าคุณสามารถเห็นรูปร่างผมได้ชัดเจน ผมวิ่งเป็นระยะทาง 6 ไมล์ทุกวันในช่วงปิดฤดูกาล ช่วงนั้นผมดูฟุตบอลโลกจบนัดหนึ่งแล้วก็ออกไปวิ่ง หลังจากนั้นก็กลับมาดูบอลโลกอีกนัดหนึ่งแล้วก็ออกไปวิ่งอีก นี่เป็นกิจวัตรประจำวันของผมเลย” เบอร์บาตอฟ กล่าวต่อจากนี้ใครจะมาว่าพี่เบิร์บขี้เกียจวิ่งคงไม่ได้แล้วนะ
nแรงกระตุ้นจากเรดอาร์มี
การกลายเป็นแข้งผีแดงรายแรกในรอบ 64 ปีที่ระเบิดแฮตทริกใส่ลิเวอร์พูล ในศึกแดงเดือดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ย. นับเป็นผลงานสุดยอดที่สุดของเบอร์บาตอฟ ตั้งแต่ย้ายออกจากทีมไก่เดือยทอง
เกมวันนั้นเบอร์บาตอฟถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 88 พร้อมกับเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสังเวียนแข้งโอลด์แทรฟฟอร์ด เล่นดาวยิงจอมอาร์ตถึงกับปลื้มจนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
“
ตอนผมเดินออกจากสนาม ทุกคนปรบมือให้กับผม ผมรู้สึกเขินจริงๆ ผมชอบนะ แต่ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงดี”และการมีแฟนบอลหลายหมื่นคนคอยให้การหนุนหลังอยู่นี่เองที่ทำให้เบอร์บาตอฟมีแรงกระตุ้นจนสามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ และมีความกระตือรือร้นที่พัฒนาฝีเท้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะสร้างฝันร้ายให้กับกองหลังทุกทีมในพรีเมียร์ลีก
“
แฟนบอลที่โอลด์แทรฟฟอร์ดทำให้ผมรู้สึกดีมาก ผมไม่เหนื่อยเลย แถมยังตื่นตัวอยู่ตลอด ผมพูดเสมอว่า ผมโชคดีมากที่ได้มาเล่นที่นี่ ได้อยู่ร่วมกับผู้คน ผู้จัดการทีม สโมสร และเพื่อนนักเตะทุกคนที่นี่ ซึ่งพอผมกลับไปถึงบ้าน ผมก็หยอกล้อกับครอบครัว จากนั้นก็อาจจะดูหนัง ทั้งที่จริงแล้วผมอยากจะออกไปฝึกซ้อมใจจะขาด”n
ยิงกระจาย เมื่อสไตล์เปลี่ยนนอกจากการพยายามฝึกซ้อมพัฒนาตัวเอง และแรงกระตุ้นจากแฟนบอลแล้ว การปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เบอร์บาตอฟเริ่มยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จากมุมมองของ เนมานยา วิดิช กัปตันทีมคนใหม่ของทีมปีศาจแดง
“
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เขาได้รับเมื่อปีที่แล้วมาจากการที่เขายิงประตูได้ไม่มาก พอมาถึงฤดูกาลนี้เขายิงประตูได้เยอะและยิงได้ในเกมสำคัญด้วย เขารู้แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง เขาเปลี่ยนสไตล์ของตัวเองจากฤดูกาลที่ผ่านมา เขาพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษมากขึ้นและกดดันกองหลังได้มากกว่าเดิม” ปราการหลังทีมชาติเซอร์เบีย กล่าววิดิช กล่าวอีกว่า ถ้าเบอร์บาตอฟยังสามารถรักษาฟอร์มอันร้อนแรงนี้ได้ ก็จะส่งผลดีต่อการลุ้นแชมป์ของทีม รวมทั้งโอกาสที่จะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย
ขณะเดียวกันประตูที่ 2 ที่เบอร์บาตอฟยิงได้ในเกมกับลิเวอร์พูล ก็น่าจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมแห่งปี โดยจังหวะดังกล่าว นานี เปิดบอลจากริมเส้นฝั่งขวาเข้ามาในเขตโทษ เบอร์บาตอฟใช้ต้นขาพักบอลลอยขึ้นมา ก่อนที่
“เบิร์บ” ซึ่งหันหลังให้ประตูจะตวัดยิงกลับหลัง บอลพุ่งเช็ดคานบนเข้าไปชนิดที่ โฆเซ เรนา นายทวารทีมหงส์แดงทำได้ดีที่สุดคือการใช้สายตาป้องกันแฟนบอลทั่วโลกอาจจะตื่นตาตื่นใจจากลูกยิงอันยอดเยี่ยมดังกล่าว แต่สำหรับ ปาทริซ เอฟรา แบ็กซ้ายทีมชาติฝรั่งเศส บอกว่าไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าใดนัก
“
เขาเคยทำแบบนี้ในตอนซ้อมและทำได้หลายครั้งแล้วด้วย ซึ่งผมหวังว่าเขาจะทำแบบนี้ได้อีกตลอดฤดูกาล”






