
เบตง 1
ผู้อำนวยการท่องเที่ยวนราธิวาส ท่านอะหมาน หมัดอาดัม ชวนผมนั่งรถไฟอ้อมไปยังบัตเตอร์เวิร์ท มาเลเซีย เพื่อย้อนกลับมา “เบตง” อำเภอ “ใต้สุดแห่งสยาม”
ผู้อำนวยการท่องเที่ยวนราธิวาส ท่านอะหมาน หมัดอาดัม ชวนผมนั่งรถไฟอ้อมไปยังบัตเตอร์เวิร์ท มาเลเซีย เพื่อย้อนกลับมา “เบตง” อำเภอ “ใต้สุดแห่งสยาม”
โดย...จำลอง บุญสอง
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยไม่อยากเห็นเบตง “อยู่อย่างโดดเดี่ยว” ทั้งยังช่วยงานด้านจิตวิทยาความมั่นคงด้วยก็คือ การสร้างภาพให้เห็นว่าสามจังหวัดภาคใต้ไม่ได้ร้ายไปเสียหมดอย่างที่มีข่าวตามหน้าสื่อในทุกๆ วัน เพราะถ้ารัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนในเมืองกรุงหรือที่อื่นๆ เห็นว่า “รัฐไทย” หมดอำนาจในการปกครองแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “อำนาจรัฐ(บาล)ไทย” ทั้งในสายตาของคนในชาติและต่างชาติหมดไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีการใช้ “การท่องเที่ยว” มาช่วยพยุงสถานการณ์ให้เสมอ ตราบใดที่การเมืองในภาคนี้ยังสั่นไหว แต่การแก้ปัญหาปลายเหตุดังกล่าวจะช่วยยั้งสถานการณ์ได้หรือไม่ ผมขออนุญาตที่จะไม่ก้าวล่วง แต่ที่ต้องเกริ่นเรื่องนี้ก่อนจะพาท่านไปเที่ยวเบตง ก็ด้วยหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของคนอ่านเป็นหลัก ไม่ใช่ว่านึกจะชวนใครไปเที่ยวก็ชวนไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน นั่นไม่ใช่วิสัยของผม
เศรษฐกิจของเมืองเบตงโดยพื้นฐานดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวไทยเลยก็ได้ เพราะ
1.มี “น้ำเลี้ยง” จากนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เข้ามาซื้อ “บริการ” จากหญิงขายบริการทั้งไทย จีนแผ่นดินใหญ่ และฝรั่งตาน้ำข้าว ที่มาคั่งอยู่ในพื้นที่นี้
2.มี “น้ำยาง” จาก “ต้นยาง” คุณภาพที่มีมากมายบนเทือกสันกาลาคีรี
3.มี “ผลไม้” สุดยอดผลไม้จากสวน ที่บอกว่าเป็นผลไม้ที่สุดยอดของผลไม้ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพราะนอกจากเป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่บนที่ลาดชันของภูเขาที่มีฝนตกตลอดปีแล้ว เจ้าของสวนยังเก็บมาขายในระยะที่ผลแก่จัดอีกต่างหาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทุเรียนบ้าน ทุเรียนพันธุ์ มังคุด เงาะ ลองกอง ส้ม หรืออื่นๆ เรื่องนี้คุณพี่ยี่หวา แห่ง ททท.ภูมิภาคภาคใต้ตอนล่างของผม และผู้ประกอบการทัวร์ท่านอื่นยืนยันเรื่องนี้ได้ เพราะผมเห็นแต่ละท่านกินทุเรียนกันชนิดไม่วางมือเลย ส่วนผลไม้อื่นๆ ที่พวกเราไปขโมยชิมเอาตามสวนก็อร่อยไม่แพ้กัน เสียดายไม่ได้ไปชิมส้มเบตง ส้มเบตงนั้นขึ้นชื่อมากที่สุดในบรรดาส้มทั้งหลายในภูมิภาคนี้ เจ้าของเขาทำพันธุ์นี้ขึ้นมา (จากการกลายพันธุ์) เอง เรื่องการดูแลส้มนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์นะครับ ไม่ใช่ใครอยากจะปลูกก็ปลูกได้ ต้องพิจารณาเรื่องดิน อากาศ อุณหภูมิ โรคแมลงสารพัด เพราะปลูกพื้นที่เดียวนานๆ ไปโรคแมลงรุมกินตาย มะเขือเทศก็เป็นผลไม้แบบเดียวกับส้มคือไวต่อโรคมาก ดังนั้นจึงปลูกได้ดีที่ริมฝั่งโขง เพราะน้ำโขงที่บ่าท่วมในแต่ละปีจะช่วยทำลายโรคแมลงลงได้ สวนผลไม้แถวดำเนินก็เหมือนกัน สมัยก่อนที่ยังไม่กั้นเป็นคันอย่างในปัจจุบัน น้ำจากลำน้ำแม่กลองท่วมไปบนดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ราชบุรียันสมุทรสงคราม ปลวกและโรคแมลงอื่นๆ ไม่มีหรอกครับ ตอนหลังน้ำไม่มาท่วมก็เลยต้องใช้ยากันมาก
ผมไปเบตงครั้งแรกในฐานะช่างภาพของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ก็ด้วยคำเชิญของ พ.อ.กิตติ รัตนฉายา (ยศในขณะนั้น) ผบ.หน่วยเฉพาะกิจเข้าไปปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (ที่เข้ามาอาศัยพื้นที่แถวนั้นหลบซ่อนตัวเพื่อไปปฏิวัติมาเลเซีย) ที่ท่าน ผบ.ท่านเชิญช่างภาพและนักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษไป ก็เพราะต้องการใช้หนังสือพิมพ์เหล่านี้เป็น “บันได” ที่จะสื่อสารไปถึงมาเลเซียให้เข้าใจในการ “ปราบจริง” ของไทยนั่นเอง
ผมและนักข่าวเวลาผมจะเดินทางเข้าออก ก็ต้องผ่านเมืองยะลา บันนังสตา นิคมธารโต ผ่านทะเลสาบเหนือเขื่อนบางลางที่สวยงาม ช่วงที่ผ่าน “นังตา” ที่ไม่มีใครพูดไทยกับผมเลย แต่ก็ไม่มีใครที่เล่นงานคนเดินทางอย่างผมและพรรคพวก เพราะผู้ปกครองไทยสมัยโน้น “ยังไม่เฮี้ยน”
ตอนไปเช็กอินโรงแรมที่เบตง พนักงานที่นั่นพูดไทยก็ไม่ชัด ทีแรกนึกว่าไม่ใช่คนไทย แต่พอสนิทสนมกันจึงรู้ว่าคนเหล่านั้นมีสัญชาติไทย 100% ที่พูดได้ไม่ชัดก็เพราะครอบครัว คนรอบข้างพูดจีนกันทั้งหมด
คืนแรกที่นอนในโรงแรมก็ได้ยินเสียง “ตะกุกตะกัก” อยู่ทั้งหน้าห้องและข้างห้อง เพราะโรงแรมที่ผมไปนอน (หรือว่าโรงแรมไหนๆ ในเบตง) ต่างล้วนเป็นโรงแรมที่ “หญิงบริการ” ทำงานเพื่อหาเงินกลับไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ของพวกเขาทั้งสิ้น
ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้ยินเสียงล้งๆ เล้งๆ อยู่ริมหน้าต่าง เพราะโรงแรมอยู่ใกล้ตลาดเช้า ด้วยเพราะเป็นคนชอบตลาด เพราะตลาดสะท้อนวิถีการผลิต สะท้อนวิถีชีวิตของท้องถิ่น จึงรีบลงมาดู ทั้งๆ ที่ก็ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ เห็นหญิงคนจีนใส่กางเกงสีดำขายของ ขายผักแปลกๆ ที่กรุงเทพฯ ไม่มี ขายไก่เป็น ปลาเป็น และของสดอื่นๆ เวลาเจรจาต่อรองซื้อขายก็พูดจีน คุยกันเองก็พูดจีน ผมไปถามซื้อของก็ฟังไม่รู้เรื่อง ในใจคิดว่ากูมาผิดประเทศหรือเปล่าเนี่ย วันนอนที่ปัตตานีก็พูดกันแต่ภาษายาวี ตื่นมาก็ได้ยินเสียงสวดจากมัสยิดตั้งแต่เช้ามืด นึกว่าอยู่ประเทศในตะวันออกกลาง ครั้นมานอนที่เบตงก็นึกว่าอยู่ในเมืองจีน แล้วจะมาทำข่าวได้หรือนี่!
สัมผัสทั้งคนจีน คนอิสลาม ทั้งทหาร (ต้องไปประชุมกับ) ตำรวจ เช้าตื่นกินกาแฟกับติ่มซำ กลางวันกินบะกุ๊ดเต๋บ้าง ผัดหมี่เบตงบ้าง กินข้าวบ้านเพื่อนบ้าง เย็นกินไก่เบตง เคาหยก ผัดเผ็ดกบภูเขา (สมัยโน้นไม่ผิดกฎหมาย) นั่งดูสาวๆ มากินข้าวกับแขกจีนมาเลย์ไปพลาง (หญิงเหล่านี้ในสมัยโน้นล้วนมาจากน่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ หน้าตาวัยรุ่นสดใสกันทั้งนั้น บางรายเพิ่งจบประถมต้นมาเพียงปีหรือสองปีก็มี พวกเธอสวยแบบคนพื้นเมืองเหนือ จะให้จมูกเฉียบแบบสาวปัจจุบันคงไม่ได้ เพราะศัลยกรรมในสมัยโน้นยังแพง)
จากช่วงปราบในหน้าร้อน ก้าวเข้าสู่ฝน (ก็ฝนอยู่อย่างนั้นจนคนเบตงไม่เคยรู้เลยว่าความหนาวเป็นอย่างไร เพราะพื้นที่เบตงอยู่ในเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่มีป่าทึบเพราะเสือ (พรรคคอมมิวนิสต์มลายา) เป็นเสือยัง ใครๆ ก็ไม่กล้าไปตัดไม้
“คนสะพายกล้อง” อย่างผมก็ยังคงขึ้นๆ ล่องๆ เมืองเบตงทั้งด้วยหน้าที่การงานเหมือนไปเยี่ยม “บ้านตัวเอง” ความแปลกแยกในความเป็น “จีน” แปลกแยกในความเป็น “อิสลาม” หายไป ท้ายสุดความคุ้นชินและความประทับใจก็เข้ามาแทนที่ ผมหลงรักความเป็นยะลา เบตง รวมทั้งสามจังหวัดภาคใต้ส่วนอื่นไปโดยไม่รู้ตัว กลับมาทำงานในกรุงเทพฯ ได้ไม่นานก็ชวนเพื่อนขับรถไปเบตง เหมือนคนชอบดูนกที่ไปแก่งกระจาน ไปดอยอินทนนท์อะไรทำนองนั้น
ไม่ได้ไปติดสาวที่โน่นหรอกครับ แต่ชอบชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงไปเที่ยว เที่ยวในที่ที่เราประทับใจนั่นเอง ไปแล้วก็ติดใจกันทุกคน แต่การที่จะไปเบตงในวันนี้ก็ต้องคิดให้ดีก่อนถ้าจะผ่านทางสงขลาปัตตานียะลาบันนังสตา ธารโตเบตง เพราะผมไม่แน่ใจในสถานการณ์ในแต่ละวัน ง่ายและดีที่สุดก็คือเข้าหาดใหญ่แล้วเข้าไปมาเลย์ หรือเข้าทางด่านสะเดา (เปิดใหม่) แล้วเข้าไปเบตง รถเอาเข้าไปได้ เติมน้ำมันได้ แต่ได้ปั๊มละ 5 หรือ 10 ลิตรเท่านั้น เพราะน้ำมันเขาเอาไว้ช่วยคนมาเลย์ ไม่ใช่ไทย บางแห่งมาเลย์เขาจับรถตู้ไทยนะครับ โดยเฉพาะอัลลอสตาร์ (มีต่อนะครับ)







