posttoday
โมร็อกโก 6 : ย่ำเท้าลุยตะกุยผืนทรายที่ซาฮารา

โมร็อกโก 6 : ย่ำเท้าลุยตะกุยผืนทรายที่ซาฮารา

25 กันยายน 2553

สายลมอันร้อนระอุพัดผ่านผืนทรายอันแห้งแล้ง ละเอียดดุจดังผุยผง รอยเท้าอูฐที่ย่ำลงบนผืนทรายปรากฏเป็นเส้นสายสุดสายตา ท้องฟ้าสีส้มแสดที่สาดส่องด้วยดวงอาทิตย์ลูกกลมโต ณ ดินแดนที่ได้ขึ้นชื่อว่าร้อนแรงและโหดร้ายที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกที่ซาฮารา

สายลมอันร้อนระอุพัดผ่านผืนทรายอันแห้งแล้ง ละเอียดดุจดังผุยผง รอยเท้าอูฐที่ย่ำลงบนผืนทรายปรากฏเป็นเส้นสายสุดสายตา ท้องฟ้าสีส้มแสดที่สาดส่องด้วยดวงอาทิตย์ลูกกลมโต ณ ดินแดนที่ได้ขึ้นชื่อว่าร้อนแรงและโหดร้ายที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกที่ซาฮารา

โดย.....ปวีณา สิงห์บูรณา

 

โมร็อกโก 6 : ย่ำเท้าลุยตะกุยผืนทรายที่ซาฮารา

พวกเราออกเดินทางด้วยรถยนต์จากเมืองมาราเคช มุ่งหน้าทางทิศตะวันออก ผ่านเส้นทางอันเขียวขจีของหมู่แมกไม้ที่พลิ้วไหวราวกับจะเป็นการโบกมือเพื่อทักทายผู้เดินทางอย่างพวกเรา และจุดหมายปลายทางในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 6-7 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ทิวเขาลูกน้อยใหญ่สีน้ำตาลเข้มที่ทอดตัวยาวสลับซับซ้อนกันไป ไม่ปรากฏสีเขียวของพืชพรรณแต่อย่างใด นี่คงอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ตอนนี้พวกเราเริ่มเข้าสู่เขตทะเลทรายกันแล้ว

แต่ในความแห้งแล้งที่ปรากฏอยู่ตลอดสองข้างทางนั้น เราก็กลับพบทะเสสาบน้อยใหญ่ตลอดเส้นทาง

ซึ่งเราก็ได้คำตอบว่าประเทศโมร็อกโกนั้นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องของทรัพยากรน้ำ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพแห้งแล้ง และอีกหนึ่งเหตุผลที่ได้ยินแล้วก็ต้องทึ่ง เพราะเขามองว่าในอนาคตอาจเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร และทรัพยากรน้ำก็คืออีกหนึ่งยุทธปัจจัยที่อาจมีความสำคัญในอนาคตนั่นเอง ดังนั้นที่นี่จึงมีนโยบายในการเพิ่มจำนวนเขื่อนทุกๆ ปี

และในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงที่เมืองแอรฟูด (Erfoud) ในยามที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี เมืองแอรฟูดนั้นคือเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 2 หมื่นกว่าคนเท่านั้น แต่สาระสำคัญของที่นี่ คือการเป็นเมืองหน้าด่านแรกสุดในการที่จะเข้าสู่ดินแดนซาฮารานั่นเอง แต่เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงได้มีโอกาสเห็นเมืองนี้มาบ้างแล้ว จากการเป็นส่วนหนึ่งในฉากของภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด อย่าง The Mummy หรือล่าสุด Prince of Persia

 

โมร็อกโก 6 : ย่ำเท้าลุยตะกุยผืนทรายที่ซาฮารา

เมื่อมาถึงที่นี่แล้วทั้งที ก็ต้องหาโอกาสไปเดินตลาด ไปดูวิถีชีวิตหรือสีสันของผู้คนในเมืองนี้ ซึ่งไกด์ก็ได้แนะนำว่าอินทผลัมของที่เมืองนี้ไม่เป็นสองรองใครในโมร็อกโกเลยทีเดียว ได้ยินดังนั้นแล้วพวกเราก็ไม่รอช้า พุ่งตรงไปยังร้านขายอินทผลัม ซึ่งสิ่งที่สะดุดตาที่สุดเลยก็คือขนาดที่ใหญ่กว่าอินทผลัมทั่วๆ ไป และความรู้สึกแรกที่เมื่อลองชิมก็พบว่าอินทผลัมของที่นี่หวานฉ่ำจริงๆ และจากการได้พูดคุยกับบรรดาแม่ค้าที่นี่ เราก็พบว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาสเปนได้เป็นอย่างดี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในอดีตนั้น เมืองแอรฟูดคือจุดพักของคาราวานสินค้าของพ่อค้าชาวสเปนนั่นเอง

ผู้คนในเมืองแอรฟูดนี้ส่วนใหญ่แล้วมีรายได้หลักจากธุรกิจสองอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือธุรกิจค้าขายและการท่องเที่ยว ส่วนอย่างที่สองคือธุรกิจที่เกี่ยวกับซากฟอสซิล ซึ่งสร้างชื่อเสียงและมูลค่าให้กับเมืองแอรฟูดนับหลายล้านบาทเลยทีเดียว

ทะเลทรายซาฮารานั้นคืออีกหนึ่งสถานที่ที่มีความเก่าแก่นับพันล้านปี ในอดีตนั้นที่แห่งนี้เคยจมอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนตัวของเปลือกโลกก็ทำให้ในปัจจุบันที่นี่ก็ได้กลายมาเป็นทะเลทรายอย่างที่เห็น และหลักฐานที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายใต้ผืนทราย นั่นก็คือซากฟอสซิล จำพวกสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทริโลไบท์ (Trilobite) แอมโมไนท์ (Ammonite) ครินอยด์ (Crinoid) ออโธเซรัส (Orthoceras) และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งซากฟอสซิลเหล่านี้เป็นสัตว์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าไดโนเสาร์เลยทีเดียว และในปัจจุบันก็ได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาล โดยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านและของที่ระลึกต่างๆ

เสร็จสิ้นภารกิจในเมืองแอรฟูดกันแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปยังเมืองเมอร์ซูกา ด้วยระยะทางอีก 35 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางออฟโรดที่บุกตะลุยไปในทะเลทราย โยกซ้ายโยกขวาสนุกไปกับจังหวะของรถในยามที่ต้องหลบเลี่ยงเส้นทางที่เป็นหินกรวดและเนินทราย ซ้ำยังต้องคอยระวังเด็กๆ ที่ต่างวิ่งกรูกันออกจากบ้าน เพื่อโบกมือทักทายเชิญชวนให้ซื้อของที่ระลึกอยู่ตลอดทาง และในที่สุดก็มาถึงที่เมืองเมอร์ซูกา อันเป็นที่ตั้งของอาร์ก เชบบี (Erg Chebbi) กองทรายสีทองอันมหึมาที่มีความกว้างถึง 5 กิโลเมตร และยาวถึง 22 กิโลเมตร และกิจกรรมที่รอเราอยู่ข้างหน้านั่นคือการขี่อูฐตะลุยทะเลทราย แต่สภาพอากาศในวันที่พวกเรามาถึงนั้นก็ต้องเจอกับพายุทรายที่โหมกระหน่ำจนไม่สามารถที่จะออกไปข้างนอกได้เลย และก็ต้องคอยจนกว่าพายุจะเบาหรือสงบลง

แต่ในที่สุดพวกเราก็รอไม่ไหวและยอมที่จะฝ่าพายุทรายเพื่อไปให้ทันกับช่วงที่พระอาทิตย์ตกนั่นเอง

ในที่สุดด้วยความทุลักทุเลอย่างแสนสาหัส พวกเราก็มาถึงเนินทรายที่สูงที่สุดในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าพอดี แต่พายุก็ไม่ได้สงบลงแต่อย่างใด ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏให้เห็นก็เพียงแต่ดวงอาทิตย์ลูกกลมโตที่เลือนราง ซึ่งถูกกลบและบดบังด้วยฝุ่นที่เกิดจากพายุทรายตลอดทั้งวัน

แต่ถึงอย่างไร พวกเราก็รู้สึกภูมิใจที่ถึงแม้จะพลาดหวัง แต่ก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วนั่นเอง

ยังมีเรื่องราวและภาพสวยๆ ที่เกี่ยวกับซาฮาราให้ได้ติดตามกันอีกมากมาย ในรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ 3 ทุ่มครึ่ง ทาง ททบ.5

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท