
รางวัลมิเกลังเจโลอวอร์ดส์ ที่ แอฟริกาใต้
เรื่อง ภารณี จิตรกร
เกริ่นไว้ตั้งแต่ศุกร์ที่แล้วว่า ได้รับเทียบเชิญให้ไปเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินไวน์ รางวัลมิเกลังเจโลอวอร์ดส์ (The Michelangelo International Wine Awards) ที่เมืองสเตลเลนบอซ ประเทศแอฟริกาใต้ วันนี้จะมาเข้าเรื่องกัน
การจัดการประกวดไวน์รางวัลมิเกลังเจโลอวอร์ดส์ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2540 โดย ลอเรน อิมเมลมัน นักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์ ซึ่งรักและหลงใหลในไวน์เป็นอย่างยิ่ง ต้องการยกระดับไวน์แอฟริกาใต้ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เธอจึงได้ริเริ่มจัดการตัดสินไวน์ โดยคัดเลือกและเชิญกรรมการที่ทรงคุณวุฒิในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไวน์เมคเกอร์ นักเขียน และนักวิจารณ์ไวน์ บรรณาธิการนิตยสาร และหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับอาหาร ไวน์ และการท่องเที่ยวจากนานาชาติ เพื่อที่จะให้การตัดสินไวน์รางวัลมิเกลังเจโลอวอร์ดส์นี้ เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกประเทศ
ก่อนหน้านี้การแข่งขันไวน์ในแอฟริกาใต้มีอยู่แล้วในระดับท้องถิ่น จัดขึ้นและตัดสินกันเองในระหว่างผู้ผลิตไวน์ด้วยกัน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ และขาดความคิดเห็นอันเป็นสากล รางวัลมิเกลังเจโลอวอร์ดส์ จึงนับได้ว่ามาช่วยยกระดับมาตรฐานในการตัดสินไวน์ของแอฟริกาใต้ไปสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง
จากในปีแรกที่มีไวน์ส่งเข้าแข่งขันเพียง 146 ขวด กระทั่งถึงปีนี้ 2553 ซึ่งเป็นปีที่ 14 มีไวน์ส่งเข้ามาให้ตัดสินถึง 1,310 ขวดแล้ว โดยเมื่อปี 2540 ถึงปี 2547 นั้น การตัดสินไวน์จัดขึ้นที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก จนกระทั่งปี 2548 จึงย้ายมาที่เมืองสเตลเลนบอซ ในเขตเคป
สำหรับกรรมการอีก 14 ท่าน (นอกจากผู้เขียน) จากดินแดนต่างๆ ทั่วโลก เริ่มจาก ซู ฟาน ไวก์ ซึ่งเป็นประธานการตัดสินมาตั้งแต่เริ่มแรก ขลังมากจนขนาดที่ว่า มีการให้ถ้วยรางวัลพิเศษในนามของเธอเองเลยล่ะค่ะ คือรางวัล The Sue Van Wyk Pinotage Trophy ซึ่งมอบให้แก่ไวน์ที่ผลิตจากองุ่น Pinotage อันเป็นพันธุ์องุ่นผสมข้ามสายพันธุ์ (Cross) ระหว่างองุ่นพันธุ์ปิโนต์ นัวร์ (Pinot Noir) และแซงโซต์ (Cinsaut) ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส
เมื่อนำ Pinot Noir มาปลูกที่ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเกือบ 300 ปีที่แล้วที่มีการอพยพ ออกล่าอาณานิคมนั้น Pinot Noir ก็ไม่มีคุณลักษณะเหมือนอย่างที่ในแคว้นเบอร์กันดี แถมยังปลูกยาก ปลูกเย็น ให้ผลผลิตไม่น่าประทับใจอะไรเลย ซึ่งท่านทั้งหลายต้องเข้าใจนะคะ ว่าฤดูกาลต่างๆที่ประเทศแอฟริกาใต้ที่ตั้งอยู่ใต้สันศูนย์สูตร นั้นย่อมผกผันกับทางประเทศยุโรป ที่ตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร จนกระทั่งในปี 2468 ก็ได้มีการค้นพบการครอส กับองุ่นพันธ์ Cinsaut จึงออกมาเป็น Pinotage ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังเฉยๆอยู่ จนกระทั่งในปี 2502 ที่ ไวน์ Pinotage ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขัน จึงทำให้คนทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับองุ่นพันธ์นี้ขึ้นมา และก็นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ได้คิดค้นเป็นต้นตำรับให้การปลูกองุ่น และทำไวน์จาก Pinotage
ไหนๆก็เล่าแล้ว ขอเอ่ยถึงองุ่นพันธ์ Chenin Blanc ที่ใช้ผลิตไวน์ขาวหน่อยนะคะ จริงๆแล้วประเทศแอฟริกาใต้นั้น จะปลูกองุ่นอะไรก็ได้ทั้งนั้น เนื่องจากมีพื้นที่กว้าง และมีความหลากหลายในด้านภูมิประเทศ และภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นองุ่นพันธ์ อินเตอร์อย่าง Cabernet Sauvignon, Merlot, Shiraz, Chardonnay, Riesling ติดปลายนวม เล็กน้อย แต่ที่เป็นดาวเด่นจริงๆ ก็ต้องยกให้ Chenin Blanc ซึ่งชาวแอฟริกันเรียกว่า Steen ค่ะ ถึงแม้ว่าจะมาไกล จากแคว้นลัวร์ (Loire Valley) ในประเทศฝรั่งเศส ก็ไม่ทำให้ชาวแอฟริกันต้องผิดหวัง กลับเป็นที่เชิดหน้าชูตา และเป็นที่กล่าวขวัญถึงในระดับอินเตอร์เลยทีเดียวค่ะ
นอกจากนั้นยังมี ป้าคริสติน ซึ่งเป็น Cape Wine Master เหมือน ซู ตัวแทนจากประเทศเจ้าภาพ แล้วก็มีคณะกรรมการจากทวีปเอเชียหลายท่าน แต่ล้วนหน้าตาฝรั่งทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น รอดเดอริก จากสิงคโปร์ ซึ่งจริงๆ มีเชื้อสายฝรั่งเศส เคลาดิโอ จากฮ่องกง ชื่อก็บอกว่าเป็นชาวบราซิล ขณะที่รูเบ็น ชาวสเปน แต่ไปอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็กลายเป็นตัวแทนจากญี่ปุ่น
ขณะที่ตัวแทนจากเอเชียขนานแท้ ก็มี สุบาช จากอินเดีย และผู้เขียนที่มาจากกรุงเทพฯ (เขาว่าอย่างนั้น ไม่ได้บอกว่ามาจากประเทศไทย) ส่วนหญิงหน้าเอเชียอีกคนอย่าง อะเน็ต เพื่อนจากนาปา วัลเลย์ เธอเป็นชาวอเมริกัน เชื้อสายญี่ปุ่น ที่เหลือเป็นนักเขียนสาวจากอิตาลี หัวหน้า Sommelier สาวจากประเทศกรีซ ไวน์เมกเกอร์หนุ่มจากสโลวีเนีย และฝรั่งเศส รวมไปถึงนักเขียน และนักวิจารณ์ไวน์อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ (2 ประเทศนี้ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นประเทศพ่อประเทศแม่ของเขา) ตบท้ายด้วยหนุ่มใหญ่ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์จากโปรตุเกส
กรรมการตัดสิน แบ่งเป็น 5 โต๊ะ โต๊ะละ 3 ท่านผู้เขียนโชคดีที่ได้นั่งตัดสินกับสุดยอดกรรมการ อย่าง ซู และโบยาน ไวน์เมกเกอร์จากสโลวีเนีย
คะแนนในการตัดสินไวน์เต็ม 100 คะแนน โดย 95 ขึ้นไปได้ Grand d
’Or Winner เป็น Creme de la Creme ส่วนคะแนน 9095 ได้รับรางวัล Gold Winner และคะแนน 85–90 นั้นจะได้รางวัล Silver Medal Winner งานนี้ไม่มี Bronzeการตัดสินของเราเป็นประชาธิปไตยมาก ถ้าเห็นว่าไวน์ที่เราให้คะแนนสมควรจะได้รางวัลเหรียญทอง แต่อีก 2 ท่าน ให้แค่เหรียญเงิน ก็ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่า สมควรจะได้รับรางวัลอะไรกันแน่ ในการตัดสินไวน์ใช้เวลาทั้งสิ้นไป 6 วัน ถึงแม้จะเป็นในช่วงเช้าของแต่ละวัน วันละ 4 ชั่วโมง เราทุกคนต้องชิมไวน์คนละ 80 ตัว จากนั้นจึงจะได้รางวัลให้ไปเยี่ยมชมโรงไวน์ชั้นนำในเขตสเตลเลนบอซกัน ต่อด้วยดินเนอร์อีกด้วย ลองคิดสะระตะดูแล้ว แต่ละคนต้องชิมไวน์ไปทั้งสิ้น 480 ตัวทีเดียว เป็นการตัดสินไวน์ที่มาราธอนสุดๆ เพราะปกติไม่เคยตัดสินเกิน 2
–3 วันมาก่อนเลยวันสุดท้าย ต้องให้รางวัลพิเศษ (Trophy) ที่เราต้องตัดสินแบบตัวใครตัวมัน จากไวน์นางงามรอบสุดท้าย 15 ตัว ให้เหลือไวน์ในดวงใจของกรรมการแต่ละท่านเพียง 5 ตัว มีทั้งหมด 9 รางวัล คือ CCL Label Grand Prix Trophy รางวัลสูงสุด ให้โดยผู้สนับสนุนการตัดสินไวน์ในครั้งนี้ (CCL เป็นผู้ผลิตฉลากไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก)
จากนั้นก็มีรางวัล Grotto Top Producer Trophy, Toneleria Magrenan Brandy Trophy, RX Most Innovative Wine, Organic Trophy, Good Taste Wine of The Month Club Garagiste Trophy, Golden Oldie Trophy และ Best Dessert Wine ซึ่งไวน์ที่ส่งเข้าแข่งขันนั้นมีตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน และที่ไม่ระบุวินเทจ เช่น บรั่นดี ที่มีอายุอย่างน้อย 20 ปี
ในตอนเช้านั้น ก็เคร่งเครียด ระดมพล ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึงเวลาอาหารกลางวัน จากนั้นในช่วง
บ่ายแก่ๆ ถึงค่ำ เราก็ออกทัวร์ ไร่องุ่น และ โรงไวน์ที่ ทางผู้จัดพาไปเยี่ยมชม ซึ่งบางรายก็ทำมาเป็น
เวลาเกือบ 300 ปีแล้ว และนับเป็นรุ่นที่ 10 บางรายก็เพิ่งจะอพยพมาก่อนสงครามครั้งที่ 2 นี้เอง แต่
ทั้งหมดก็เป็นชาวยุโรปทั้งสิ้น การก่อสร้างไวน์เซลล่าก็แน่นอนว่าเป็นแนวยุโรป เน้นสีขาว และ
อาหารก็จะเป็นพวกเนื้อต่างๆ ทำบาร์บีคิวทั้งกลางแจ้ง และในโรงบาณบีคิว อย่างที่ได้เล่าไปบ้าง
ในตอนที่แล้ว ทุกๆที่ที่ได้ไปถ้าถ่ายรูปมา แล้วไม่บอกว่าเป็นที่ไหนใครๆ เห็นก็ต้องนึก ว่าเป็นแถบ
ทวีปยุโรปอย่างแน่นอนเลยค่ะ และนี่ละค่ะ ที่เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ ผู้จัดย้ายการตัดสินมาจัด
ที่เมืองสเตลเลนบอซ ซึ่งนอกจากว่าจะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยคนหนุ่ม คนสาว คล้ายๆ
กับออกซ์ฟอร์ดหรือ เคมบริดจ์ (ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ) มีประวัติศาสตร์ ความเก่าแก่มาตั้งแต่
ศตวรรษที่ 19 ตึกรามบ้านช่องเป็นสไตล์ชาวดัทช์ล้วน เป็นสีขาวไปทั้งเมือง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ
ที่นี่เป็นพื้นที่ ที่มีการปลูกองุ่น และผลิตไวน์ที่สำคัญที่สุด ได้รับรางวัลต่อหัว มากกว่าทุกๆเขตการ
ผลิตไวน์ของประเทศแอฟริกา มีถนนสายที่เป็นWine routes มานานกว่า 30 ปี ครอบคลุม ไร่
องุ่น และโรงไวน์กว่า 200 เจ้า เลยทีเดียวค่ะ เอาเป็นว่าน้องๆ นาปา วัลเลย์เขาล่ะค่ะ
การมาร่วมเป็นกรรมการตัดสินไวน์ในครั้งนี้ นับว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดทีเดียว นอกจากว่าจะได้เรียนรู้และเข้าใจไวน์ของแอฟริกาใต้อย่างถึงแก่นแล้ว ยังได้เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ที่สวยงาม เช่น The Water Front ในเมืองเคปทาวน์ พิพิธภัณฑ์ชีวิตสมัยโคโลเนียล อาหารรสเลิศ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่เท่ากับการได้เพื่อนใหม่ในวงการไวน์ เข้าทำนอง good food, good wine, good company







