
OTOP ท๊อปของชาวบ้าน
ผมรู้ว่าถ้ามีงาน OTOP ก็ต้องมีที่เมืองทอง แต่ไม่ค่อยรู้ว่ามีเมื่อไหร่ จนกระทั่งช่างทำเรือจำลองที่รู้จักกันดีโทร.มาบอก แต่กว่าจะหาเวลาไปได้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว คนล้นหลามมาก ซึ่งผมไม่รู้ว่าคนจะมากอย่างนั้นตลอดทุกวันที่มีงานหรือไม่ ถ้ามีคนอย่างที่เห็นก็ปลื้มใจแทนคนค้าขายที่มาจากไกลๆ จะได้คุ้มค่าเหนื่อยหน่อย
ผมรู้ว่าถ้ามีงาน OTOP ก็ต้องมีที่เมืองทอง แต่ไม่ค่อยรู้ว่ามีเมื่อไหร่ จนกระทั่งช่างทำเรือจำลองที่รู้จักกันดีโทร.มาบอก แต่กว่าจะหาเวลาไปได้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว คนล้นหลามมาก ซึ่งผมไม่รู้ว่าคนจะมากอย่างนั้นตลอดทุกวันที่มีงานหรือไม่ ถ้ามีคนอย่างที่เห็นก็ปลื้มใจแทนคนค้าขายที่มาจากไกลๆ จะได้คุ้มค่าเหนื่อยหน่อย
โดย... สุธน สุขพิศิษฐ์
ช่างทำเรือจำลองที่ผมตั้งใจไปหาชื่อ เชวง โล่ห์เจริญสุขเกษม เป็นตัวแทน OTOP ของ จ.นครสวรรค์ คนนี้รู้จักกันมาเกือบ 20 ปี เป็นคนทำเรือจำลองเล็กๆ เป็นเรือใบกึ่งเรือยอชต์แบบฝรั่ง ฝีมือเนี้ยบมาก รายละเอียดเช่น ตัวรอก เชือก และใบเรือที่เป็นผ้า พวงมาลัยเรือ การให้สีเรือ เก็บละเอียดไม่หลุดเลยแม้แต่น้อย ผมสะสมมาตั้งแต่รุ่นแรกๆ จนมีครั้งหนึ่งอยากจะช่วยเชวงซื้อเป็นชุดๆ ส่งไปที่อเมริกาและนิวซีแลนด์เพื่อไปวางขายในร้านในสโมสรเรือใบ เพราะรู้ว่าฝีมือการทำเรือใบของเชวงนั้นสู้ฝรั่งได้ ทั้งๆ ที่ไทยไม่ได้เป็นเมืองเรือใบแต่อย่างใด แต่คนที่รับเอาไปนั้นหวังดีมาก เอาไปแจกเพื่อนฝูงฝรั่งด้วยกันเสียฉิบ แต่ก็ดีอย่างว่าถ้าเอาไปขายแล้วเกิดติดตลาดขึ้นมาคงยุ่งเหมือนกัน เพราะเป็นงานฝีมือทำด้วยมือเป็นลำๆ จะทำเอาปริมาณมากๆ เดี๋ยวจะพังเอา และภายหลังเชวงก็เลิกทำเรือใบเล็กๆ แล้วด้วย
ที่มาเจออีกครั้งนี้ เชวงก็เล่าว่าที่เลิกทำเรือใบเล็กๆ เพราะคู่แข่งเยอะมาก ฝีมือก็ห่วยแตกอาศัยเอาราคาให้ถูกเข้าว่า แล้วลูกค้าคนไทยนั้นไม่ค่อยสนใจเรื่องสัดส่วน รายละเอียดของฝีมือ ขอให้ถูกไว้ก่อน แล้วไม่ใช่จะมีคู่แข่งคนไทยด้วยกันเท่านั้น เรือจากเวียดนามก็เข้ามาเยอะ ก็เลยเลิกทำดีกว่า
แต่ก็ไม่เลิกอาชีพทำเรือไปเสียทีเลย เพียงแต่หนีไปทำเรือใหญ่ขึ้น สำหรับตลาดลูกค้าระดับพรีเมียม เชวงบอกว่าเรือที่ทำนั้นใหญ่ขนาดเมตรกว่าขึ้นไป เป็นเรือสำคัญของประเทศมหาอำนาจทางเรือ เช่นของอังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเรือแต่ละลำนั้นที่เอามาถอดแบบทำขึ้นนั้นใช้พิมพ์เขียวของแท้จากเรือเหล่านั้น ย่อสัดส่วนและรายละเอียดถูกต้อง โดยที่พิมพ์เขียวนั้นก็ได้มาจากประเทศเหล่านั้นจริงๆ
เชวงบอกว่ามีแนวคิดทำเรือสำคัญๆ อยู่ 3 อย่างคือ ต้องเป็นเรือหลวง เป็นเรือที่ขึ้นทะเบียน และเป็นเรือเกียรติยศของประเทศนั้นๆ อย่างของอังกฤษก็มีเรือVICTORY นั่นเป็นเรือสำคัญที่มีชื่อเสียงมาก สร้างขึ้นเมื่อ 300 กว่าปีแล้ว และยังมีเรือ SOVEREIGN OF THE SEAS นั่นก็อายุเรือจริงๆ 300 กว่าปีเช่นกัน เรือดังกล่าวล้วนมีรายละเอียดนั้นยุบยับไปหมด สำหรับราคาเรือแต่ละลำนั้น เกือบ 3 หมื่นทั้งนั้น และลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ชอบจริงๆ มีทั้งคนไทยและฝรั่ง ส่วนฝรั่งก็มีทั้งสะสมและเอาไปขายต่อ เชวงบอกว่าเขาไม่เคยโฆษณาและไม่เคยเอาเรือไปผูกกับความเชื่อ ที่มีพวกนักฮวงจุ้ยชอบเอาไปผูกว่า มีเรือจะดึงโชคลาภเข้ามาเหมือนเรือพาทรัพย์สมบัติมาให้ และต้องหันหัวเรือเข้าบ้านอะไรทำนองนั้น เรือจำลองก็คือเรือจำลองไม่ได้ขนทองมาจากไหน แล้วเวลามาแสดงงานใครอยากจะถ่ายรูปอย่างไรก็ได้ ไม่กลัวการก๊อบปี้ เพราะถ้าทำได้ก็ทำไปเลย ซึ่งตอนนี้มีคนสั่งให้ทำเรือพระราชพิธีของไทยด้วย ก็เลยเป็นเรืออีกประเภทหนึ่งที่ต้องทำในขณะนี้
ที่ผมเล่าเรื่องเรือและเชวงเสียยาวหน่อยเพราะนับถือฝีมือ และที่สำคัญผมชอบเรือครับ และถ้าสนใจเรือจำลองใหญ่ๆ นี่ติดต่อเชวงได้ที่ 089-991-2901
มาถึงงาน OTOP บ้าง ผมเคยอคติกับงานนี้อยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์และการออกแบบ ผลิตภัณฑ์หลายอย่างทำซ้ำๆ กันที่ทำกันจนเฝือ อย่างไม้กวาดกับฝาชี กล่องกระดาษที่ใช้กระดาษสา ดอกไม้ประดิษฐ์ หลายจังหวัดก็ทำเหมือนๆ กันหมด อย่างเสื้อผ้านั่นในจังหวัดเดียวกันแท้ๆ ยังมีรูปแบบ เนื้อผ้า สีสัน ก็เหมือนกัน ผมว่าจะเป็นการลงทุนที่เสี่ยง ต้องแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
สำหรับเรื่องการออกแบบก็เหมือนกันยังตันๆ จนมุมไม่หนีไปไหนอยู่ แต่เท่าที่ผมเห็นและชอบมี กลุ่มจักสานบ้านเลโคะ จากสบเมย แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ปกติชาวกะเหรี่ยงแถบนี้มีฝีมือเรื่องจักสานอยู่แล้ว ทั้งพืชที่เอามาจักสานก็มีเฉพาะไม่เหมือนที่อื่นแล้วมาผสมกับหวาย นานมาแล้วมีอาสาสมัครกลุ่มชาวสวีเดนเข้าไปช่วยออกแบบเครื่องจักสานและทอผ้า รูปแบบและสีคลาสสิกมาก กลุ่มอาสาสมัครยังหาตลาดให้ด้วย ตั้งร้านที่สุขุมวิทชื่อร้านสบเมย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่งกับญี่ปุ่น เมื่อมีงาน OTOP กลุ่มชาวกะเหรี่ยงบ้านเลโคะก็มาออกร้าน ขายดีเสียด้วย อีกจังหวัดหนึ่งที่ชอบคืออุทัยธานี ที่หนีไม่พ้นเป็นเรื่องมีด มีดฝรั่งก็เถอะเจอมีดอุทัยธานีเข้า เสียงดังไม่ออกเหมือนกัน
งาน OTOP ในแง่ของผมที่เป็นคนเห็นแก่กินนั้น เป็นเรื่องอาหารที่มาจากหลายภูมิภาคดีๆ ทั้งนั้น ผมว่าเป็นงานที่ชุมนุมดาวของอาหาร วันที่ผมไปนั้นกระเป๋าไม่มีหูรูดเอาที่นั่น เจอปลาส้มจากนครพนมก่อน ใจจริงอยากกินปลาส้มปลาตะเพียน แต่ไปจ๊ะเอ๋ร้านหนึ่งมีปลาส้มจากปลาคังและปลาโจก ที่เป็นปลาแม่น้ำโขงก็เอามาเลย ซื้อมาแล้วยังสงสัยว่าจะกินหมดเมื่อไหร่ไม่รู้ซื้อมาอย่างละกิโล ยังดีว่าเห็น เค็มบักนัดใส่ขวด แล้วไม่รู้จะทำอะไรเลยไม่ได้ซื้อมา เจอไส้กรอกอีสานกับหม่ำของชัยภูมิ ก็ซื้อมาอีกพวงหนึ่ง เดินไปอีกเจอร้านจากชุมพร มีแกงคั่วหน่อไม้กับปูม้า แกงเหลืองกับผักคูน มีต้มใบเหลียงกับกะทิ ปลาทูต้มเค็ม สำหรับใบเหลียงต้มกะทิเคยกินครั้งแรกที่ร้านป้าปวดที่ชุมพรยังติดใจอยู่ เจอที่นี่ก็เสร็จผม อาหารปักษ์ใต้แบบชุมพรนั้นดีอย่างที่ไม่เผ็ดแบบดุดันเหี้ยวโหดเหมือนสุราษฎร์ธานี นี่ก็อีกพวงหนึ่ง มาเจอเส้นจันท์ผัดปูของจันทบุรีไม่เตะตาเพราะเล่นแยกเส้น แยกปู ใครซื้อก็ตักใส่รวมกัน มันต้องผัดรวมกันจริงๆ จะเข้าตาน่ากิน ส่วนที่เป็นย่านของกินนั้นถึงมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกิน แต่ที่ชอบว่าน่ารักดีคือกลุ่มที่มากันเป็นครอบครัว นั่งกับพื้นล้อมวงกัน เหมือนนั่งกินที่บ้าน สบายๆ ที่แหละลักษณะไทย ลูกเด็กเล็กแดงก็ไม่วุ่นวายนั่งกินกันครื้นเครง น่ารักมากครับ
งาน OTOP เท่าที่ดูกว้างๆ นั้นเป็นงานที่สำคัญมาก เป็นงานที่รวมสรรพสิ่งของทุกภาคทุกจังหวัด ชาวบ้านทำมาเพื่อให้ชาวบ้านซื้อ แล้วเวลาชาวบ้านซื้อนี่ก็วัดฐานะทางเศรษฐกิจได้เหมือนกัน ฉะนั้นเดินๆ เห็นคนกินเห็นคนซื้อแล้ว ใครว่าเศรษฐกิจไม่ดีผมเถียงครับ







