posttoday
ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

26 สิงหาคม 2560

แทบทุกเวทีเกี่ยวกับงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ มักจะมีชื่อ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

 แทบทุกเวทีเกี่ยวกับงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ มักจะมีชื่อ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นวิทยากรมาแลกเปลี่ยนความรู้มุมมองเศรษฐกิจมหภาค

 ดร.ลักษมณ เป็นนักเรียนทุนของกระทรวงการคลัง หลังจากเรียนจบก็กลับเข้ามารับข้าราชการที่กระทรวงการคลัง ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ครั้งใหญ่ (ต้มยำกุ้ง)  

 นับว่าเป็นงานท้าทายมากสำหรับเด็กจบใหม่ในสมัยนั้น ที่จะต้องมาประชุมหารือกับองค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยต่างๆ ที่จะระดมสมองแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไทย  

 ในช่วงแรกที่ทำงานที่กระทรวงการคลังนั้น ดร.ลัษมณ รับผิดชอบทำงานด้านภาษีตลาดเงินตลาดทุน ต่อมาก็ได้รับผิดชอบดูแลเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศ

 นอกจากนี้ เธอยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อเป็นองค์กรหลักในการเข้ามาสะสางปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินที่กำลังท่วมท้นรุมเร้าด้วยปัญหาหนี้ และภาคธุรกิจล้มละลาย คนตกงานเป็นแพ หลังจากที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

 ดร.ลัษมณ ยังได้รับโอกาสเข้าร่วมทีมงานวิชาการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น โดยมีหน้าที่วิเคราะห์นโยบายการคลัง การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนโยบายพลังงาน

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

 นับย้อนกลับไปเมื่อ 20 ที่แล้ว เธอก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกประวัติศาสตร์วิกฤตไทยต้มยำกุ้ง 20 ปีผ่านพ้นไปนั้น

 จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้เวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว ประเทศไทยได้รับบทเรียนอะไรบ้าง จากในมุมมองจากเด็กจบใหม่ที่ชั่วโมงยังน้อย จนปัจจุบันเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวหน้าของประเทศ 

 ดร.ลัษมณ บอกว่า 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยนั้นได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและผ่านมาทำได้ดีมาก เฉพาะภาคการเงิน ไทยเรียนรู้จากความเจ็บปวดจากตรงนี้ ทำให้ปัจจุบันสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น จะเห็นจากการเกิดปัญหาวิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ไทยไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะสถาบันการเงินไทยมีเงินทุนที่แข็งแรง และมีความระมัดระวังความเสี่ยงการปล่อยเงินกู้

 "นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินไทยมีการเรียนรู้จากบทเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ในส่วนนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีการเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว (Managed Float) ฐานะการเงินของประเทศ และดุลบัญชีก็มั่นคงมาก หนี้ต่างประเทศก็ลดลง

 "อีกด้านหนึ่งคือที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านตลาดทุน ที่ผ่านมาไทยมีการพึ่งพิงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากเกินไป ซึ่งระบบการเงินจะต้องมี 3 สาขา คือ ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดพันธบัตร ปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาโครงการสร้างตลาด (สตรักเจอร์) เยอะขึ้นมาก"

 ดร.ลัษมณ เล่าต่อว่า หลังจากที่เธอย้ายงานจากกระทรวงการคลัง และย้ายมาทำงานที่ "เอดีบี” นั้น เพราะชอบการทำงานด้านการพัฒนา งานวิจัย  

 "ในช่วงที่ทำงานกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับเอดีบีมาตลอด ก็ได้เห็นลักษณะการทำงานว่าเอดีบีได้เข้ามามีส่วนช่วยการพัฒนาประเทศไทย พอเอดีบีเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยก็ ก็ตัดสินใจมาร่วมกับเอดีบี เท่ากับเราก็ช่วยประเทศได้ด้วยอีกมุมหนึ่ง" 

 บทบาทหน้าที่ของ ดร.ลัษมณ จะรับผิดชอบติดตามรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหภาค การเงินภาคประชาชนดูแลโครงการความช่วยเหลือด้านวิชาการจากเอดีบีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินการคลัง การพัฒนาตลาดทุน ด้านธรรมาภิบาล รวมถึงเรื่องของสังคม เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญ เรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำ

"เอดีบีกับประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ซึ่งไทยไม่ได้ต้องการพึ่งพาเงินกู้จากเอดีบีมากนัก แต่เราต้องการความรู้ที่บุคลากรเอดีบีที่มีการสะสมการทำงานความรู้ด้านการพัฒนามากว่า 30-40 ประเทศ 

 "สิ่งที่เราต้องการจาก 'เอดีบี' คือด้านวิชาการความรู้ มุมมองจากต่างประเทศ ตรงนี้มีความสำคัญมาก แต่เอดีบีก็มีการให้เงินสนับสนุนในงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในประเทศไทยปีๆ หนึ่งก็ประมาณ 1-2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็จะนำมาเป็นเงินทุนเพื่อวิจัยด้านต่างๆ ร่วมกับองค์กรของไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง เป็นต้น" 

  ดร.ลัษมณ ยกตัวอย่างโครงการเอดีบีให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงานวิจัยกับไทย เช่น เอดีบีได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาเรื่องระบบบำเหน็จบำนาญ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องระบบบำนาญของประกันสังคม ซึ่งเอดีบี และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

 "ก็เตือนมา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2550 ว่า หากกองทุนประกันสังคมไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีก 30 ปี กองทุนประกันสังคมจะต้องเจ๊ง เพราะมีเงินที่จะจ่ายบำนาญให้กับผู้สูงอายุ และเห็นด้วยที่ประกันสังคมจะขยายอายุการรับเงินบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ในส่วนภาครัฐเองก็พยายามที่จะออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนรับผู้สูงวัยทำงาน รวมถึงต้องมีมาตรการมารองรับปัญหาสูงวัยในอนาคต 

 "ทิศทางของโลกจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น และมีการปรับวัยเกษียณอายุมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้อายุ 60 ปี ก็ไม่ใช่ว่าจะแก่ทำงานไม่ได้ บางอาชีพก็ต้องอาศัยประสบการณ์ทำงาน ซึ่งประเทศสแกนดิเนเวียเกษียณอายุ 67 ปี ญี่ปุ่นก็เริ่มจะเกษียณ 63-65 ปี" 

 ถามถึงสิ่งที่เอดีบีให้ความสำคัญนั้น ดร.ลัษมณ บอกว่า เอดีบีจะให้ความสำคัญเรื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นที่กับประเทศเพื่อนบ้าน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม 

 "ไม่ใช่เน้นการศึกษาเฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น จะต้องวางแผนแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมการไปสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องธรรมชาติสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ"

 ดร.ลัษมณ แสดงมุมมองที่น่าสนใจว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นหว่งคือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ หรือเรื่องคน ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตก

 "เป็นปัญหามานานแล้ว และพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่สามารถพึ่งพาแรงงานที่ราคาถูกมาได้ตั้งนาน และมีการนำเครื่องจักรกลมาทำงานแทนคนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ สเต็ปต่อไปคือจะต้องนำเทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรม (อินโนเวชั่น) มาใช้ ต้องมีนักวิจัยพัฒนามาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งระบบบการศึกษาและคนของเรายังไม่รองรับตรงนี้อย่างเพียงพอ

 “เอดีบีพูดอยู่เสมอว่าเราต้องมีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว รัฐบาลก็ทราบถึงปัญหานี้ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่านิยมของสังคมซึ่งเรื่องนี้แก้ยากมาก เป็นค่านิยมของสังคม เพราะพ่อแม่ก็อยากจะให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี ใครที่เรียนอาชีวะดูว่าด้อย

 "ในตลาดแรงงานต้องการทักษะการทำงาน (สกิล) มากกว่าใบปริญญาหรือวุฒิบัตร สกิลแบบนายช่างมันหายาก ไม่ค่อยมีใครเรียน ไม่มีใครผลิตแรงงานที่มีทักษะ มีแต่แรงงานที่มีใบปริญญาออกมาเต็ม เพราะค่านิยมคนไทยเห็นปริญญามีค่ามากกว่าอาชีวะ วิชาชีพ  มันก็กลายเป็นปัญหาโลกแตก ลำพังรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันอย่างน้อยก็เปลี่ยนทัศนคติค่านิยม"

 ดร.ลัษมณ เล่าว่า ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.คลัง และ รมว.ต่างประเทศ เคยพูดไว้ ถึงปัญหาระดับเงินเดือนระหว่างอาชีวะกับปริญญาตรีแตกต่างกัน โดยภาครัฐกำหนดระดับเงินเดือนแตกต่างกันมาก 

 "คนที่จบอาชีวะได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ภาคเอกชนก็ไปลอกอัตราเงินเดือนมาจากภาครัฐ พ่อแม่ยิ่งเห็นว่าเงินเดือน ปวช. ปวส. ได้เงินเดือนน้อย ก็ยิ่งไม่อยากให้ลูกเรียนอาชีวะ เพราะลูกจบไปแล้วจะเงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้"

 ท้ายสุด ดร.ลัษมณ มีมุมมองว่าการปฏิรูปทั้งในด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพแรงงาน อันนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั้น เป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว แต่การจะก้าวไปสู่จุดเป้าหมายดังกล่าว สิ่งสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวประเทศไทยยังต้องบริหารจัดการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระยะอันใกล้นี้

 และยังมีงานอีกมากมายที่ท้าทาย ดร.ลัษมณ ซึ่งขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล