
พันธบัตรป่าไม้ประเทศไทย เพื่อไม้เศรษฐกิจของอนาคต
ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่า ระบบนิเวศป่าไม้
โดย...พริบพันดาว
ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่า ระบบนิเวศป่าไม้ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งภาครัฐมีแนวทางการอนุรักษ์ป่าเพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่ามาอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินการโดยใช้ทรัพยากรและกลไกของรัฐในการปกป้องและดูแลรักษาพื้นที่ป่าที่ผ่านมายังมีข้อจำกัด
ดังนั้น จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องหากลไกการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ในการเพิ่มพื้นที่ป่า และระดมทุนจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศป่าไม้ของภาคส่วนต่างๆ เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศป่าไม้อย่างยั่งยืนภายใต้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์จากระบบนิเวศป่าไม้ร่วมกัน
การเสวนาเรื่อง “พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และกลุ่มบิ๊กทรี ที่ตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะมีพื้นที่ป่าเท่ากับ 40% ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าพอจะมีทางเป็นไปได้ จะต้องเป็นไปในทิศทางใด แล้ววันนี้เรามีป่าอยู่เท่าไหร่ ต้องเพิ่มอีกเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรที่เราจะสามารถมีป่าได้ตามเป้าหมาย
แต่ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ประโยชน์ในรูปแบบป่าเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและไม่สูญเสียต้นทุน แล้วที่พูดกันว่า "พันธบัตรป่าไม้" คือทางออกของเรื่องนี้ แท้จริงแล้วคำๆ นี้มีความหมายว่าอย่างไร
Road Map ป่า 40% ประเทศไทย
ข้อมูลป่าไม้ประเทศไทย ป่าไม้มีเหลืออยู่ 31% ซึ่งแผนการจัดการป่าไม้ต้องการให้มีเพิ่มขึ้นเป็น 40% โดยต้องการป่าอนุรักษ์ 25% ต้องการป่าเศรษฐกิจ 15% ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ป่าอนุรักษ์มีอยู่ 23% ถ้ารักษาไว้ได้ไม่โดนทำลายก็น่าจะทำเพิ่มไม่ยาก ส่วนป่าเศรษฐกิจมีเพียง 1-2% ซึ่งต้องเพิ่มตรงนี้ให้ได้ 15% มีโจทย์ว่าป่าเศรษฐกิจทำอย่างไรให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ซึ่งคาดการณ์คร่าวๆ ก็ 20-30 ล้านไร่ นี่แหละเป็นโจทย์ใหญ่
จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมป่าไม้ มองว่าความหวังของการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไทย มีแค่ป่าเศรษฐกิจอย่างเดียว จากจำนวนพื้นที่ป่าในประเทศไทย 102.4 ล้านไร่ จากที่มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 323 ล้านไร่
“ตอนนี้เรากำลังจะแบ่งแยกว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำเรื่องป่าอนุรักษ์ กรมป่าไม้จะไม่ยุ่งแล้ว จะมาดูเรื่องป่าเศรษฐกิจล้วนๆ ซึ่งมีความชัดเจนขึ้นมา กรมอุทยานฯ ดูแลอยู่ประมาณ 72 ล้านไร่ แต่จริงๆ แล้วเหลือพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 61 ล้านไร่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต้องมีกระบวนการทำให้ 10 ล้านไร่ที่มีคนอาศัยอยู่ให้ขึ้นมาเป็นป่า ส่วนกรมป่าไม้มีเหลืออยู่ประมาณ 29.5 ล้านไร่ มีทั้งเป็นป่าที่เป็นการอนุรักษ์ มีทั้งเป็นป่าชุมชน ซึ่งผมพยายามนิยามให้เป็นป่าเศรษฐกิจ เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 12 ต้องการป่าเศรษฐกิจ 15% เราต้องมีต้นทุนให้ได้ ซึ่งป่าชุมชน ชาวบ้านเก็บของป่ามีการใช้สอยไม้นิดๆ หน่อยๆ ก็ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจขึ้นในชุมชน ก็จัดให้เป็นป่าเศรษฐกิจเพื่อให้แยกออกมาจากป่าของกรมอุทยานฯ ให้ชัดเจน
“ผมยืนยันเสมอว่าป่าอนุรักษ์มีครบ 25% ไปตั้งนานแล้ว แต่ที่เรามีปัญหาคือป่าเศรษฐกิจ ซึ่งมาตั้งต้นกันที่ป่าชุมชน ถ้ามอบให้กรมอุทยานฯ 9.3 ล้านไร่ ทำให้เหลืออยู่ 20.2 ล้านไร่ ป่าชุมชนคนอยู่กับป่าให้มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วช่วยปลูกต้นไม้ด้วย ส่วนกรมอุทยานฯ เล่นเรื่องงานอนุรักษ์ป่าล้วนๆ เลย ป่าเสื่อมโทรมมาอยู่ที่กรมป่าไม้ ส่วนป่าดีกรมอุทยานฯ ดูแล เพราะเชื่อศักยภาพของกรมอุทยานฯ ในเรื่องการป้องกัน”
จงคล้าย แจกแจงว่า ปัจจุบันองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ อ.อ.ป. เป็นหน่วยงานเดียวของรัฐที่ทำเรื่องป่าเศรษฐกิจ นอกนั้นเป็นเอกชนทั้งหมด มีประมาณ 3 ล้านไร่ การเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจสามารถทำได้
“ป่าธรรมชาติจะมามีผลกับป่าเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งจะให้กรมอุทยานฯ ดูแล แต่ในส่วนที่เหลือ 19 ล้านไร่ก็ต้องทำควบคู่กันไป ถ้าทำตรงนี้สำเร็จ ต่อไปป่าเศรษฐกิจ รัฐไม่ควรมายุ่ง ควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชนล้วนๆ ตอนนี้มีคนขึ้นทะเบียนออนไลน์การปลูกป่าไม้เศรษฐกิจ 2 หมื่นกว่าไร่แล้ว ตัวเลขขยับขึ้นตลอดเวลา สิ้นปี 2560 นี้ถ้าจะขึ้นไปถึง 3 หมื่นไร่ เฉพาะป่าเศรษฐกิจที่ปลูกโดยชาวบ้านเอง"
ป่าเศรษฐกิจธุรกิจที่สดใสของคนไทย
ป่าเศรษฐกิจ เป็นความพยายามที่จะผลักดันยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานตั้งแต่ตอนนี้ไปถึงปี 2579 ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน มองว่า ทำอย่างไรที่จะให้บทบาทของภาคป่าไม้ โดยเฉพาะป่าเศรษฐกิจ 15% ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ บอกถึงอนาคตของป่าเศรษฐกิจ ซึ่งเท่ากับ 48 ล้านไร่ กับสิ่งที่มีอยู่แล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นจะตอบโจทย์ประเทศไทย
“ป่าเศรษฐกิจท้ายที่สุด ถ้าไม่ทำบนฐานของความยั่งยืน ซึ่งจะสร้างปัญหาอีกต่อไปในอนาคต ป่าเศรษฐกิจจะเข้ามามีบทบาทถึงรายได้และความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมด คิดว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย”
ผศ.ดร.นิคม ยอมรับว่า พันธบัตรป่าไม้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญทางการเงิน และยุทธศาสตร์ประเทศ
“เรื่องการเติบโตสีเขียว และป่าเศรษฐกิจ ก็สอดคล้องกัน ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ได้ใช้บทบาทของภาคป่าเศรษฐกิจเลย ไทยแลนด์ 4.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สามารถโยงโดยตรงกับป่าเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นทาง เพาะเมล็ด เก็บเมล็ด จนถึงผลิตภัณฑ์สุดท้าย นโยบายทางเศรษฐศาสตร์และการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมในยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปีข้างหน้า ตรงนี้แหละที่แตะเรื่องพันธบัตรป่าไม้ ซึ่งต้องลงลึกและทำให้มันเป็นจริงให้ได้ หลายภาคส่วนต้องมาช่วยกัน”
ท้ายสุด ผศ.ดร.นิคม คาดการณ์ว่ามี 8 อุตสาหกรรมที่ใช้ไม้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตปี 2548 ใช้อยู่ประมาณ 40 ล้านตัน มาถึงปี 2559 ขึ้นเป็น 58 ล้านตัน ปี 2564 คาดว่าทะลุถึง 80 ล้านตัน ปี 2569 100 ล้านตัน และปี 2579 หรือ 20 ปีข้างหน้า ประมาณ 156 ล้านตัน/ปี
แนวคิดพันธบัตรป่าไม้
ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษา ด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกว่า ที่ผ่านมาป่าไม้ในประเทศไทยมีอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือเจอพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่เข้าไปทำลายป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ซึ่งเป็นป่าสงวน
“เราก็พยายามต่อสู้กับภัยตรงนี้มาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งยังทำไม่ค่อยได้ ทุกๆ ปีเราก็ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าเป็นระดับแสนไร่ ซึ่งจะเห็นภาพ จ.น่าน มีเขาหัวโล้นจนชินตา พื้นที่เป็นหลักล้านๆ ไร่ของป่าไม้ปล่อยให้หายไปได้อย่างไร สิ่งที่ตามมาก็คือน้ำแห้ง ถึงเวลาหน้าน้ำก็จะไม่มีน้ำให้เกษตรกร รัฐบาลก็ต้องชดเชยไป พอหน้าฝนน้ำก็จะหลากลงมา ก็ต้องชดเชยค่าเสียหายกันอีก จังหวัดหนึ่งต้องชดเชยกันตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีเลย ไม่ว่าจะน้ำแล้งหรือน้ำท่วม ปรากฏการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นได้เลยว่าเราเผชิญกับปัญหาที่เราเอาไม่อยู่”
วิธีการแก้ไขคือต้องมาดูนวัตกรรมกลไกที่เรียกว่า "พันธบัตรป่าไม้" ซึ่ง ดร.อดิศร์ คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่จะช่วยได้
“พันธบัตรป่าไม้จะเป็นการรวมเอาองค์ความรู้ทางระบบนิเวศเข้ากับหลักทางเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจ ท้ายสุดก็จะนำมาบวกกับหลักนิติศาสตร์หรือกฎหมาย สามเรื่องเข้าด้วยกันที่จะผลักดันพันธบัตรป่าไม้ออกมาได้ ลักษณะก็คือว่าเรามีกิจกรรมหรือผลกำไรบนพื้นที่สูง โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำลายป่าไม้ของเรา โจอี้ บอย ก็สู้ไม่ไหวเพราะมีเงินอยู่ 4 แสนกว่าบาท จะไปสู้กับเขาได้อย่างไร?
“สิ่งที่เราต้องการคือพลังหรือกำลังที่หนักแน่นพอๆ กับกลุ่มทุนที่เข้าไปทำลายป่าไม้ของเรา ซึ่งจะฟื้นหรือเปลี่ยนสภาพพืชเชิงเดี่ยวให้เป็นป่ากลับคืนมาให้ได้ เพราะฉะนั้นแนวคิดพันธบัตรป่าไม้อยากจะดึงพลังจากภาคเอกชนเข้ามาฟื้นสภาพป่าให้กับเรา ซึ่งการที่เอกชนจะเข้ามาเขาก็ต้องมีการแสวงหาผลกำไร ซึ่งก็ไม่ได้ปฏิเสธ และจริงๆ แล้วอยากให้การปลูกป่าเป็นธุรกิจที่ทำกำไรค่อนข้างดี เพราะหนึ่ง-เราต้องตอบแทนคนที่จะมาลงทุน สอง-อยากให้ประชาชนซึ่งปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนที่สูง เขาสามารถมีอาชีพใหม่ได้ คือมาทำงานในสวนป่าและก็มีเงินทองมากพอที่จะดูแลครอบครัวเขาได้ นี่คือการเอากำลังของเอกชนที่เป็นฝ่ายดีมาสู้รบกับตัวเอกชนที่ทำลายป่าเรามา 20-30 ปีที่ผ่านมา”
ในการทำงาน ดร.อดิศร์ มองว่าต้องมีการระดมทุนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ซึ่งวิธีการออกพันธบัตรก็เหมือนการออกพันธบัตรทั่วๆ ไป
“ตัวแบบอันหนึ่งที่เราทำคล้ายกับเขามากก็คือกองทุนที่เรียกว่า 'ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์' เป็นการที่กระทรวงการคลังระดมทุนโดยการขายพันธบัตรเอาเงินมาสร้างถนนมอเตอร์เวย์ แล้วก็เก็บค่าผ่านทาง ได้เงินมาก็เอามาใช้หนี้ผู้ลงทุน พันธบัตรป่าไม้ก็ทำงานเหมือนกัน ก็จะมีการออกพันธบัตรจำนวนหนึ่งโดยผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง พอระดมเงินมาได้สักจำนวนหนึ่งหมื่นล้านหรือแสนล้านบาท เงินนี้ก็นำมาใช้ในการปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นเอกชนที่จะมาปลูก พอระดมทุนได้แล้ว ทุนที่เป็นเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง เราจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ซื้อพันธบัตรหรือผู้ที่เข้ามาลงทุน 5% ก็ถือว่าเป็นเงินลงทุนที่ต่ำ
“ทุนที่ 2 คือเราต้องการพื้นที่จากกรมป่าไม้ ซึ่งน่าจะมีศักยภาพอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านไร่ ทุนอันที่ 3 ซึ่งอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว คือแรงงาน แนวคิดพันธบัตรป่าไม้ เราไม่ได้ผลักดันเกษตรกรหรือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้ไปหาที่อยู่อื่น แต่ให้เขาอยู่ตรงนั้นที่เดิม แต่เราจะเปลี่ยนอาชีพเขาจากอาชีพที่ผิดกฎหมายคือรุกล้ำป่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย โดยเป็นคนทำงานในสวนป่า นี่ก็คือหลักการ”
ดร.อดิศร์ มองว่าพอมีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุน ซึ่งสัญญาเช่าของกรมป่าไม้ก็เปิดให้เอกชนมาเช่าพื้นที่ป่าได้รอบละประมาณ 30 ปี ซึ่งมีอายุยาวนานพอที่จะปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งมีหลากหลายสูตร
“บางสูตรก็อาจจะมีไม้สักมากหน่อย ถ้าพื้นที่อำนวย บางสูตรก็เป็นพืชพลังงาน บางสูตรก็เป็นไม้เพื่อนำไปทำกระดาษทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งก็ต้องผสมผสานกันระหว่างพืชเศรษฐกิจบางตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนได้เร็ว เพื่อให้แรงงานได้มีเงินเลี้ยงดูลูกเมียหรือครอบครัว แต่ไม้เศรษฐกิจบางตัวก็ต้องสายป่านยาว ตัดเมื่อ 8 ปี หรือ 20 ปี เหล่านั้นเป็นต้น”
ดร.อดิศร์ แจกแจงว่า ป่าเศรษฐกิจให้ประโยชน์คือ 1.ให้ไม้เศรษฐกิจที่จะประหยัดการนำเข้าไม้ รวมถึงส่งออกได้ 2.ให้ไม้พลังงาน 3.รักษาสมดุลทางธรรมชาติ ลดปัญหาการสูญเสียด้านน้ำแล้วน้ำท่วม 4.ให้คนในพื้นที่มีงานทำ 5.เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ 6.การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอนาคต
“เพราะฉะนั้นเมื่อป่าผืนนี้สร้างประโยชน์มากมาย ผลตอบแทนร้อยละ 25 ได้อยู่แล้ว แค่ประโยชน์ข้อ 1 ก็ปาเข้าไป 19% แล้ว เมื่อมีการขายหรือมีรายได้จากแหล่งเหล่านี้มา เงินเหล่านั้นก็กลับเข้าสู่วงจรคือนำกลับมาจ่ายให้คนที่ซื้อพันธบัตรป่าไม้ด้วยต้นทุนเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการระดมทุนที่ไม่แพง นี่ก็คือหลักการของพันธบัตรป่าไม้ที่แสดงให้เห็นถึงว่าระบบนิเวศกับกลไกทางเศรษฐกิจสามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างไร อยากผนวกเข้ากับแนวคิดรัฐบาล เรื่องไทยแลนด์ 4.0
“แนวคิดอย่างนี้ควรทำเมื่อ 10 ปี หรือ 20 ปีที่แล้ว คำตอบก็คือว่า ตอนนั้นเรายังไม่มีเทคโนโลยี วันนี้เรามีจีพีเอส เพราะฉะนั้นคนที่มาลงทุนสามารถตรวจสอบการปลูกไม้เศรษฐกิจที่เป็นป่าที่ตัวเองลงทุนในพันธบัตรได้ แนวคิดพันธบัตรป่าไม้ไม่ได้เป็นการเข้าไปเซ็งลี้ป่าของกรมป่าไม้ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เราให้ประชาชนหรือผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรร่วมเป็นเจ้าของพื้นที่ป่าด้วยกันและร่วมกันดูแลพื้นที่ป่า โดยอาศัยกลไกการทำกำไรของผู้ประกอบการ ประสิทธิภาพในการดำเนินงานดูแลพื้นที่สวนป่าเป็นกลจักรที่จะไปต่อสู้กับพืชเชิงเดี่ยว”
สุดท้าย ดร.อดิศร์ บอกว่า พันธบัตรป่าไม้ยังทำไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะติดปัญหาด้านกฎหมาย ซึ่งหลายๆ มาตราไม่ค่อยอำนวยให้เอาไม้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ
“เมื่อปลูกไม้ยืนต้นก็จะมีกฎหมายเรื่องไม้หวงห้าม จะปลูกจะตัดจะขนย้ายและส่งออก ล้วนต้องขออนุญาตทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ความฝันเรื่องป่าเศรษฐกิจของประเทศไทยยังเกิดไม่ได้ แล้วเราก็ต้องมาดูกันว่าตรงไหนที่จะต้องปลดล็อกกัน ซึ่งเผลอๆ อาจจะต้องยกร่างพระราชบัญญัติป่าสงวนกันใหม่ เพราะฉบับเก่าถูกเขียนออกมาในโครงสร้างและบริบททางสังคมที่ไม่เหมือนวันนี้ กฎหมายป่าไม้เขียนมาในสมัยที่มีการสัมปทานป่า ซึ่งมีการจ่ายค่าภาคหลวง แต่วันนี้เป็นการพูดถึงป่าที่เป็นคนละอย่างกัน ซึ่งอาจจำเป็นที่เราต้องยกร่างกฎหมายป่าไม้ฉบับใหม่เพื่อให้พันธบัตรป่าไม้สามารถเกิดขึ้นได้
“ถ้ามีพันธบัตรป่าไม้ก็ต้องมีองค์กรใหม่ที่เป็นองค์กรเล็กๆ คล้ายๆ กับทีเอฟเอฟ หรือไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ เป็นการเปิดกองทุนขึ้นมากองหนึ่งขายพันธบัตรเพื่อเอาเงินเข้ากองทุนแล้วเอาเงินเหล่านั้นไปใช้ในกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะ และมีเอกชนเข้ามาร่วมอย่างหลากหลาย เพราะอยากเห็นบรรยากาศการแข่งขัน อยากเห็นฟิวเจอร์มาร์เก็ต ตลาดกลางของผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อให้ต้นทุนในการปลูกป่าแข่งกับต่างประเทศได้ แต่ถ้ามีเจ้าเดียวก็จะมีปัญหาเหมือนรัฐวิสาหกิจที่เราเคยมี"
คอสตาริกา โมเดล สู่ไทยแลนด์ โมเดล
พันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โมเดลของการปลูกป่าที่ทั่วโลกชื่นชมกัน สันติ โอภาสปกรณ์กิจ แห่งกลุ่มบิ๊กทรี บอกว่าก็คือ เกาหลีใต้ กับคอสตาริกา ส่วนประเทศที่ 3 ก็น่าจะเป็นประเทศไทยถ้าเราทำสำเร็จ
“ป่าไม้ในเกาหลีใต้เคยมีเยอะมากแล้วก็ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็สามารถฟื้นกลับคืนมารวดเร็วใน 20-30 ปีที่ผ่านมา เกาหลีเคยมีป่าไม้ 75% ของพื้นที่ อยู่ดีๆ ช่วงสงครามเกาหลี ก็เหลือแค่ 30% แล้วฟื้นขึ้นมาจากการใช้เทคโนโลยี ประธานาธิบดี ปักจุงฮี ได้พาคนไปปลูกป่า ลงทุนและใช้ตำรวจป่าป้องกันไม่ให้คนเข้าไปตัดต้นไม้ ปลูกต้นไม้ 1 หมื่นกว่าล้านต้นใน 20-30 ปี ประเทศไทยก็เคยใช้โมเดลนี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่
“คอสตาริกาอยู่ในอเมริกากลาง เคยมีป่าอยู่ประมาณ 85% ตอนมีการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตมากๆ ป่าเหลือแค่ 20% สาเหตุสำคัญคือ ตัดไม้ขายและปลูกพืชเชิงเดี่ยว และทำพื้นที่ปศุสัตว์ เลี้ยงวัว ซึ่งคล้ายๆ กับประเทศไทย ปัญหาที่คล้ายๆ กับไทยคือ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปลูกแล้วจน จึงเลิกตัดต้นไม้ปลูกข้าวโพดมาปลูกป่า จาก 21% ตอนนี้มีป่าเพิ่มขึ้นเป็น 53% แล้ว ใช้เวลา 20 ปี วิธีการที่เขาใช้คือ 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งการตั้งกองทุน เงินที่เข้ามามากที่สุดก็คือส่วนของภาษีน้ำมัน และส่วนที่ 2 คือ 75% ของพลังงานไฟฟ้ามาจากพลังงานน้ำ แล้วมีการเก็บภาษีไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีป่าไม่มีน้ำและไม่มีไฟฟ้าใช้ คนใช้ไฟฟ้าก็ต้องมาจ่ายค่าปลูกป่า ส่วนที่สาม คนที่ปลูกป่าจะได้ส่วนลดภาษี และที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลคอสตาริกาเลิกสนับสนุนการเลี้ยงวัว ประชาชนอยู่ไม่ได้ อุตสาหกรรมเลี้ยงวัวอยู่ได้เพราะรัฐบาล จึงไม่มีการสนับสนุนการปลูกข้าวโพด ตัวเลขของคอสตาริกากับไทยจึงคล้ายๆ กัน ถ้าเราทำได้ก็จะเป็นโมเดลประเทศที่ 3 ที่ทำสำเร็จ”
สันติ ชี้ว่าคอสตาริกาเปลี่ยนจากประเทศจนๆ กลายเป็นประเทศที่รวยขึ้นและป่าเยอะขึ้น ถ้าคิดว่าป่ากับความรวยนั้นต้องแลกกัน ตัดต้นไม้เพื่อให้รวยขึ้นนั้น ไม่ใช่
“ยิ่งตัดต้นไม้ยิ่งจน ไปปลูกข้าวโพด ป่าดีกว่าข้าวโพดเยอะ รายได้ที่ได้มาจากการปลูกป่าของคอสตาริกาคือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน คนก็มาเที่ยวป่าของคอสตาริกา ในเกาหลีใต้ ป่าไม้เป็นของเอกชน 70% ของคอสตาริกาเป็นป่าเอกชนถึง 75% เพราะเขาใช้เอกชนในการช่วยรัฐบาลปลูกป่า ส่วนของประเทศไทยใช้เอกชนแค่ 13% เพราะฉะนั้น อนาคตของประเทศไทยทำอย่างไรให้รัฐบาลสามารถใช้เอกชนมาช่วยปลูกป่ามากขึ้น อัตราการบุกรุกป่าของคอสตาริกาที่ลดลงอย่างรวดเร็วคือรัฐบาลเลิกสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ ถ้ายังสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่บุกรุกและทำลายป่า ป่าไม้ก็ไม่มีทางเกิดเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องลดเลิกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ทำลายป่าไม้”
คอสตาริกามีการตั้งกองทุนที่ทั่วโลกนิยมกัน ซึ่งทำให้มีป่าเพิ่มขึ้น สันติ เร่งเร้าว่า การทำให้ประเทศไทยเป็นตัวอย่างการปลูกป่าที่ดี จะทำให้กองทุนจากทั่วโลกหรือจากยูเอ็น เข้ามาสนับสนุนรัฐบาลได้ด้วย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาคนจนและความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางสังคม
“การที่กองทุนนี้น่าจะมีป่าของตัวเอง และเอาไม้ขายในตลาด ทำให้มีรายได้ของตัวเองไม่ต้องแบมือขอรัฐบาลหรือซีเอสอาร์อย่างเดียว ส่วนพันธบัตรป่าไม้ก็จะมาสนับสนุน ภายใน 10-20 ปี เงินก็จะหมุนวนและเป็นการบริหารอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการสนับสนุนรัฐบาล การแก้ปัญหาคนจนโดยให้งบประมาณลงไปก็น่าจะมีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปด้วย ถ้าทำได้ก็จะดีกว่าเกาหลีใต้และคอสตาริกา เพราะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาป่าไม้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาสังคมไปด้วย และทำให้เงินกลับมาเพิ่มขึ้นอีกเยอะ
“อย่างปลูกป่าไร่ละหมื่น การดูแลต่อปีหนึ่งพันรัฐบาลก็ออกให้ เพราะเป็นการจ้างคนจนมาทำงาน สิ่งที่ได้กลับมาจะสูงมาก การขายไม้จะได้กลับมาสูงมาก และเป็นการจ้างงานให้คนจนมีงานทำ เป็นการแก้ปัญหาสังคมไปด้วย เป็นโอกาสที่จะทำให้ป่าไม้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นภาระของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว เป็นภาระของกระทรวงการคลังที่จะลดช่องว่างของรายได้ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นภาระของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นภาระของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเลิกสนับสนุนที่ดูมีตัวเลขเยอะๆ อย่างปลูกข้าวโพดมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นภาระของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องมาคอยช่วยการบุกรุกป่า มาทำให้คนอยู่กับป่าอย่างเรียบร้อย”
สันติ บอกว่า กองทุนปลูกป่าของคอสตาริกามีความตั้งใจเต็มที่ในการตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยผู้ปลูกป่าขนาดเล็กกับขนาดกลาง
“สำหรับประเทศไทยเป็นชาวบ้านที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ จะขายไม้แบบทางตรงหรือขายผ่านกองทุนก็ได้ กองทุนเหมือนกับเป็นผู้ว่าจ้างให้ชาวบ้านดูแลต้นไม้ให้ โดยชวนองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ มาช่วยสหกรณ์ในการบริหารจัดการ กรมป่าไม้ก็จะเป็นพี่เลี้ยงและคอยตรวจสอบ ถ้าทำได้ก็จะเป็นโมเดลที่ต่างชาติน่าจะมาดูงานได้”







