
‘ธรรมะรักษาโรคใจ’
เมื่อได้เดินสายบรรยายธรรมไปทั่วประเทศในรูปแบบของฆราวาสธรรม โดยเฉพาะในมุมของการปฏิบัติที่อาศัยแนวทาง
โดย...ราช รามัญ
เมื่อได้เดินสายบรรยายธรรมไปทั่วประเทศในรูปแบบของฆราวาสธรรม โดยเฉพาะในมุมของการปฏิบัติที่อาศัยแนวทางของศาสตร์โค้ชวิถีพุทธเข้าไปร่วมด้วย จึงทำให้ได้เห็นประเด็นที่สำคัญว่า มนุษย์ทุกวันนี้โดยมากจะสบายแต่กาย แต่หัวจิตหัวใจปวดร้าวไม่แพ้หัวขั้วหัวเข่าเมื่อผ่านพ้นวัยกลางคน
จึงพอทำให้ระลึกนึกได้ว่า ธรรมะเป็นยาดี เป็นยาแก้โรคทางใจ คือ ยาของพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องเป็นยาขนานแท้ ไม่ใช่ยาที่มาแปลงสูตรกันโดยสไตล์ยาพระตี๋และยาผีบอก หลายคนเป็นโรคทุกข์ปวดที่หัวใจอันเนื่องมาจากหลายเรื่อง อาทิ เรื่องครอบครัว เรื่องการงาน เรื่องความรัก เรื่องการเงิน ยาของพระพุทธเจ้ารักษาได้แบบชะงักดีนักแลแบบไม่มีผลข้างเคียงต่อหัวใจด้วย แล้วเชื่อหรือไม่ แม้จะทุกข์ปวดใจเพราะเรื่องอะไรก็ตามต่างก็มีสาเหตุเพียงข้อเดียวที่ทำให้เป็นโรคแบบนี้ คือ เป็นเพราะไม่ได้ดั่งใจคิดและคาดหวัง
เราจะแก้โรคใจนี้ ด้วยยาของพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่า จิตสัมปชัญญะ
เพราะความไม่รู้ เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ (ผัสสะ) กับจิตใจเรา ที่ไม่เป็นตามที่เราคิดหรือคาดหวัง มักจะต้องทุกข์ ดังนั้นเมื่อเราเอาความรู้สึกทั้งหมดมาอยู่กับปัจจุบันขณะได้ เราก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ เลย แต่การรู้สึกนี้เราจะต้องรู้สึกให้จริงๆ ไม่ใช่แกล้งรู้สึก จึงไม่ทุกข์
เคยบรรยายเรื่องนี้แล้วมีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่า...มีวิธีแก้ไขอย่างไรให้จิตสัมปชัญญะเกิดขึ้น หรือใจอยู่กับปัจจุบันขณะได้ โดยที่ไม่ต้องนั่งหลับตาภาวนาหรือทำกรรมฐานอะไรเลย เพราะคนธรรมดาทั่วไปเขาไม่มีเวลาว่างมากพอกับนักบวชที่จะไปทำแบบนั้น นับได้ว่าเป็นคำถามที่ดีมาก...
จึงถามกลับไปว่า...ที่เป็นทุกข์ไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องอะไรนั้น ความรู้สึกที่แย่ๆ ลบๆ ย่อมเกิดขึ้นก่อนแล้วหรืออย่างไร?
“ใช่...เมื่อความรู้สึกไม่ดี หรือที่เรียกว่าความรู้สึกที่แย่ๆ เกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์จึงตามมาครับ”
ผมถามเขาต่อไปว่า
ถ้าเราเปลี่ยนความรู้สึกด้วยการเปลี่ยนมุมคิด เมื่อเวลาที่มีอะไรมากระทบ แทนที่เราจะคิดไปในมุมลบแต่หันกลับมาคิดในแบบมองบวก คิดบวกในเชิงกุศลทั้งหมดด้วยจิตสัมปชัญญะ คาดว่าจะทำให้เรามีความรู้สึกแตกต่างจากที่เป็นอยู่ไหม?
เขาหยุดแล้วนึกอยู่นานพอควรก่อนที่จะพูดออกมาว่า...นั่นแสดงว่าต้องการให้เปลี่ยนวิธีคิดกับทุกอย่างเมื่อมากระทบ โดยให้มองหรือให้หาแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว กับทุกๆ เรื่องที่เข้ามากระทบ ไม่ให้มองหรือคิดลบ ผมตอบไปว่า...ใช่ เขาถามต่อไปว่า
แล้วแบบนี้จะไม่เป็นการหลอกตัวเองหรืออย่างไร
ผมจึงบอกว่า ไม่ใช่อย่างนั้น...การหลอกสมองนั้นมักจะเป็นเทคนิคของคนที่ทำชั่วมา ทำผิดมา แล้วพยายามมาหลอกสมองของตัวเองว่า ไม่ได้ทำ ถึงทำก็ไม่ใช่คนผิด แต่สำหรับการมองทุกสรรพสิ่งในแง่ดี ในมุมที่ดีมุมกุศล จะทำให้จิตใจเราไม่เป็นทุกข์ อะไรเข้ามากระทบก็ดีไปหมดด้วยจิตสัมปชัญญะ คือ จิตมีความรู้สึกกับปัจจุบันขณะ ในมุมบวก ไม่ใช่มุมลบ ซึ่งต้องฝึกฝนบ่อยๆ ในการคิดแบบนี้
อาทิ เราไปธนาคารคนเยอะมาก รอต่อคิวยาวยืด เสียเวลาก็เสีย เราเริ่มรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะช้า ไม่เป็นไปอย่างใจคิด อารมณ์เริ่มเสีย ใจเริ่มทุกข์ ในข้อนี้ คือ จิตเรารู้สึกแย่กับปัจจุบันขณะ ถ้าเราจะมองบวกมองแบบกุศลในเรื่องนี้จะมองอย่างไรดี...
มองแบบนี้ได้ไหมว่า (ผมเลยยกตัวอย่าง)...ธนาคารนี้น่าจะดีมาก มีคนมาใช้บริการเยอะแยะเลย เราโชคดีที่ใช้ธนาคารนี้ เพราะเป็นธนาคารที่ได้รับความนิยมแสดงว่ามาตรฐานสูง มีความปลอดภัยทางด้านความมั่นคงทางการเงินดีเยี่ยมแน่ๆ เลย
นี่พอเราคิดในมุมแบบนี้แล้ว...ใจเราก็ไม่ทุกข์ จิตสัมปชัญญะ ของเราในปัจจุบันขณะก็ไม่เศร้าหมอง เมื่อฝึกคิดและทำบ่อยๆ จนเป็นนิสัยเคยชิน จิตสัมปชัญญะจะมองและคิด ตลอดทั้งรู้สึกและมีความรู้สึกกับทุกๆ เรื่องที่เข้ามาในชีวิตเป็นมุมดีมุมบวกทั้งสิ้นเลย
โรคของใจเรา...จะค่อยๆ หายเป็นปลิดทิ้ง ในที่สุดเมื่อจิตสัมปชัญญะทำงานอย่างสมบูรณ์และเต็มที่แล้ว ความทุกข์ทั้งหลายจะค่อยๆ ถูกหลอมละลายให้จางคลายคืนไป ใจของเราก็จะเลิกป่วยไปตลอดชีวิต
เพราะการเข้าวัดทำบุญมากๆ เพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถรักษาโรคใจได้เลย เป็นโรคใจต้องใช้ใจนั่นแหละรักษา ไม่ใช่ไปใช้ความรู้ในตำราแห่งความเป็นนักบวชมารักษา เช่น คนป่วยทางใจ เป็นทุกข์ก็ทุกข์ใจกับเรื่องของการคาดหวัง ผิดหวัง ถ้าก็ไปบอก ไปสอน เขาว่า ปล่อยวางๆ ทำไปทำมา ไม่รู้ว่า ปล่อยวางหรือปล่อยทิ้งกันแน่ ...อย่าเอาธรรมะปรมัตถ์มายัดมาใส่เพื่อแก้ปัญหาใจ ให้คนธรรมดาๆ แต่ควรนำเอาธรรมะที่เหมาะสมกับโลกียธรรมมาแก้โลกียธรรมนั่นแหละ จะได้ผลในการรักษาโรคใจได้ดีที่สุดแบบ ปราชญ์แห่งธรรม







