posttoday
ยุบหนอพองหนอกับอริยมรรค (ตอน๓)

ยุบหนอพองหนอกับอริยมรรค (ตอน๓)

17 กันยายน 2553

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์ โยมได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดร่ำเปิง จ.เชียงใหม่ มาเมื่อวันที่ ๗–๑๔ ส.ค.ที่ผ่านมา

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์ โยมได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดร่ำเปิง จ.เชียงใหม่ มาเมื่อวันที่ ๗–๑๔ ส.ค.ที่ผ่านมา

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์ โยมได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดร่ำเปิง จ.เชียงใหม่ มาเมื่อวันที่ ๗–๑๔ ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแม่ เป็นการจัดของมูลนิธิทางธรรม ได้มีข้อสงสัยในการนั่งภาวนาเนื่องจากว่า ได้ปฏิบัติทางสายพุทโธมาตลอด คือการดูลมหายใจ แต่พอไปปฏิบัติที่วัดร่ำเปิงซึ่งใช้วิธียุบหนอพองหนอ จึงเกิดความสับสนขึ้นในการปฏิบัติ และหลังจากได้ฟังธรรมะก็พบคำว่า อริยมรรคองค์ ๘ ซึ่งก็ยังไม่ทราบความหมาย จึงขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า อริยมรรคองค์ ๘ มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติยุบหนอพองหนอ และภาวนา “พุทโธ” อย่างไร

 ขนิษฐา ดวงสงค์

 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

วิสัชนา : เมื่อเห็นภัยจึงปล่อยตามเป็นไปตามความเป็นจริงของโทษ ให้ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้นดุจอสรพิษ ๔ ตัว ล้วนแล้วแต่ไม่เคยเชื่อง ไม่เคยมีความเป็นมิตรที่แท้จริง ดุจบุคคลเลี้ยงอสรพิษสี่ตัวคล้องคอแขวนไว้กับตัว และพยายามให้น้ำให้ข้าวเลี้ยงดูอย่างดี แต่ไม่เคยซื่อสัตย์ และไม่เคยที่เป็นไปเพื่อความเป็นมิตร พร้อมที่จะทำร้ายทำลายผู้ที่ถือครองอยู่ แต่ผู้ถือครองอยู่นั้นลุ่มหลงเข้าใจว่านั่นคือมิตร
มหาภูตรูป ๔ แท้จริงนั้นแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปดุจอสรพิษทั้ง ๔ 

ขันธ์ ๕ นั้นดุจเพชฌฆาตทั้ง ๕ ที่ติดตามตัวเราไปสืบเนื่องตลอด พร้อมที่จะเงื้อดาบฟาดฟันประหารเราทุกขณะ

ให้เห็นอายตนะภายใน ๖ นั้นดุจบ้านร้าง

อายตนะภายนอก ๖ ดุจบุคคลที่เข้ามาปล้น

และเห็นความจริงของวิญญาณทิฐิทั้ง ๗ ดุจสัตตาวาสทั้ง ๙ ว่าเป็นกองไฟทั้ง ๑๐ ที่ปรากฏอยู่

ให้เห็นความเป็นโทษเป็นทุกข์สืบเนื่องอยู่เสมอ เพราะความเป็นไปของสภาพสังขารทั้งปวงว่าเป็นเช่นนี้ คือความไม่เที่ยง เป็นโทษ เป็นทุกข์ดังกล่าว

ความเป็นโทษ เป็นทุกข์ ที่แสดงให้เห็นในวิถีนั้น จึงแสดงให้เห็นสภาพธรรมที่เป็นอาทีนวานุปัสสนาญาณ หรือความเป็นโทษจริงๆ ความเป็นโทษดังกล่าวคือให้เห็นความแปรปรวนของสังขารขันธ์ของรูปนามขันธ์ ๕ นี้ตามที่กล่าวในนัยสั้นๆ พอให้เห็นว่ามันมีการพิจารณาให้ลุ่มลึกเข้าไป และที่สุดนั้นต้องการให้เห็นความเบื่อหน่าย นิพพิทานุปัสสนาญาณเกิดขึ้น เบื่อหน่ายเพราะสังขารนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นยึดถือ เพื่อให้คลายให้ดับจากความรัก ให้ละจากความยินดี และถอนจากอุปาทานการยึดมั่นถือมั่น ด้วยธรรมทั้งปวงนั้นล้วนแต่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และเป็นอนัตตา เมื่อเห็นดังกล่าวนั้นจึงคิดที่หลีกหนีออกไปจากวิถีแห่งการยึดมั่นยึดถือนั้น และนำไปสู่การพิจารณาละเพื่อจะออกจากความยึดมั่นยึดถือนั้น จึงเกิดธรรมอันต่อเนื่องเรียกว่าปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และที่สุดคือการเพิกถอนสังขารได้อย่างสิ้นเชิง เกิดการระงับสังขารนั้นได้อย่างปกติเรียกว่าสังขารานุปัสสนาญาณ และที่สุดก็เข้าสู่สัจจานุโลมิกญาณ คือญาณเห็นในความจริงพระอริยสัจ ญาณรู้ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นบนกระบวนการธรรมที่มีความพรั่งพร้อมของจิตที่ตั้งมั่นตั้งแต่เบื้องต้น คือมีสมถะอยู่ในตัว ไม่ว่าเราจะอบรมจิตโดยวิธีการใด ก็จะต้องหาอุบายให้จิตนั้นมีความตั้งมั่น จิตตั้งมั่นหรือสงบหรือเกิดสมาธิมี ๒ วิธีการ

วิธีการหนึ่ง ก็คือ ให้จิตนั้นอยู่ในอารมณ์กัมมัฏฐาน เช่น อยู่กับอารมณ์ที่เกิดจากอาการรู้ลมหายใจเข้า–ออกที่เรียกว่าอานาปานสติ คือ มีสติกำกับรู้อยู่ที่ลมเข้า–ออก ให้จิตอาศัยวัตถุคือลมเข้า–ออกนั้น และอาศัยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการกำหนดรู้นั้นจากสติที่รู้ลมนั้นจึงเรียกว่าอานาปานสติ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน