posttoday
จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ จากพอร์เทรตคนดัง สู่ภาพบันทึกประวัติศาสตร์

จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ จากพอร์เทรตคนดัง สู่ภาพบันทึกประวัติศาสตร์

02 กรกฎาคม 2560

จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ จิตรกรชาวอเมริกัน (ยุคอาณานิคม) และอังกฤษ (มีชีวิตระหว่างปี 1738-1815)

โดย...ปณิฏา

จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ จิตรกรชาวอเมริกัน (ยุคอาณานิคม) และอังกฤษ (มีชีวิตระหว่างปี 1738-1815) ครอบครัวของเขาสืบเชื้อสายจากชาวไอริชอพยพ โดยคาดว่าตัวเขาน่าจะเกิดที่เมืองบอสตัน สหรัฐ หลังจากที่พ่อแม่อพยพจากไอร์แลนด์มายังอเมริกาแล้ว

จอห์น โด่งดังจากผลงานการวาดภาพเหมือนบุคคล หรือพอร์เทรต (Portrait) ของคนดังๆ ในนิวอิงแลนด์ โดยส่วนใหญ่ลูกค้าของเขาเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง โดยผลงานของเขาเป็นที่นิยม นอกจากฝีมือทางศิลปะแล้ว ยังเป็นเพราะการที่เขาสามารถดึงเอาตัวตนของแบบแต่ละคนออกมา ด้วยการสังเกตและนำเอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนใส่ลงไปในภาพ

ไม่มีหลักฐานว่า จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ ได้รับการศึกษาด้านศิลปะที่เป็นแบบแผนจากสถาบันใด คาดว่าเขาอาจจะเรียนด้วยตัวเอง หลังจากที่บิดาของเขาเสียชีวิต และแม่ได้แต่งงานใหม่กับ ปีเตอร์ เพลแฮม นักวาดภาพพอร์เทรตและภาพพิมพ์ไม้ ทำให้หนุ่มน้อยได้อาศัยครูพักลักจำ ทั้งได้จับเครื่องไม้เครื่องมือ โดยแม่ของเขาซึ่งทำธุรกิจยาสูบ ได้ย้ายกิจการจากท่าเรือลองวาร์ฟ มายังบ้านของสามีใหม่ ซึ่งบ้านของพวกเขาอยู่ติดกับบ้านของ โทมัส จอห์นสัน ผู้เชี่ยวชาญการทำศิลปะเครื่องเรือนแลคเกอร์แวร์สไตล์ญี่ปุ่น จอห์นและวิลเลียม ลูกชายของโทมัส กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน และได้เติบโตมาเป็นจิตรกรด้วยกันทั้งคู่

จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ จากพอร์เทรตคนดัง สู่ภาพบันทึกประวัติศาสตร์

การศึกษาศิลปะด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคสมัยของเขา โดยเฉพาะบรรยากาศในสหรัฐช่วงยุคอาณานิคม ซึ่งไม่มีงานศิลปะต้นแบบใดๆ ให้เรียนรู้ สิ่งที่เขาพอทำได้ก็คือ การเริ่มต้นวาดภาพเซลฟ์-พอร์เทรตเพื่อฝึกฝีมือ รวมทั้งขยันฝึกฝนกับการรับวาดภาพพอร์เทรตให้ผู้คน ด้วยความเป็นลูกของนักธุรกิจ ทำให้รู้จักนำเอาความสามารถพิเศษของตัวเองมาสร้างรายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

เชื่อว่า เขาวาดภาพพอร์เทรตของบาทหลวงวิลเลียม เวลสตีด แห่งโบสถ์บริกเชิร์ช ตอนอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น โดยวาดก๊อบปี้จากภาพที่พ่อเลี้ยงของเขาวาดไว้ นอกจากนั้น ด้วยความมีหัวการค้า ยังทำภาพพิมพ์ไม้ของรูปเดียวกัน เพื่อที่จะได้พิมพ์ขายได้จำนวนมาก (เป็นภาพพิมพ์เพียงชิ้นเดียวที่เขาทำ)

นอกจากเรียนรู้ด้านการวาดภาพสีน้ำจากพ่อเลี้ยง ปีเตอร์ เพลแฮม แล้ว ด้วยความใฝ่รู้ของจอห์น แต่ไม่มีต้นแบบมากนักที่สหรัฐ ทำให้เขาเขียนจดหมายไปถึงศิลปินที่เชี่ยวชาญเรื่องสีโทนพาสเทล อย่าง ชอง-เอเตียน โลตารด์ เพื่อขอให้เขาส่งดินสอเครยงของสวิส และสีที่เหมาะกับการวาดภาพพอร์เทรตให้หน่อย แม้จะอยู่กันคนละมุมโลก และเด็กน้อยก็เขียนจดหมายไปอย่างไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย ทว่า ศิลปินชาวสวิสก็ส่งอุปกรณ์และสีมาครบเซต แถมด้วยจดหมายที่บอกว่า เขาหวังให้อเมริกาที่เต็มไปด้วยสงครามและความโดดเดี่ยว จะกลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ศิลปะในสักวันหนึ่ง

ในปี 1766 ชื่อเสียงเขาโด่งดังไปถึงฝั่งอังกฤษ ด้วยภาพ A Boy with a Squirrel พอร์เทรตรูปน้องชายต่างบิดา เฮนรี เพลแฮม กำลังนั่งเล่นกับกระรอก ทำให้ได้รับการโหวตให้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมศิลปินแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมฉายาในวงการว่า “กระรอกหนุ่มอเมริกัน” (American Squirrel) ซึ่งแน่นอนว่า จากความสำเร็จนี้เขาได้รับการเชื้อเชิญให้เดินทางไปยุโรป แต่ด้วยหัวการค้าของเขา เมื่อต่อรองค่าใช้จ่ายไม่ลงตัว จอห์นย่อมไม่ก้าวเท้าออกจากบอสตันไปง่ายๆ

แค่ทำงานในบอสตัน จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ ก็เหมือนเศรษฐีน้อยๆ โดยไม่นานเขายังตกถังข้าวสาร ได้แต่งงานกับ ซูซานนา ฟาร์นแฮม คลาร์ก ลูกสาวมหาเศรษฐี เจ้าของลิขสิทธิ์เส้นทางขายสินค้าของอีสต์ อินเดีย ในบอสตัน ซึ่งมีอิทธิพลกว้างขวาง ทั้งมีเส้นสายในแวดวงชั้นสูงมากมาย เขาใช้ชีวิตแบบอู้ฟู่ หรูหรา และย่อมไม่ทิ้งอาชีพที่ทำเงินให้มหาศาลและยังเป็นอาชีพที่รัก นั่นคือ อาชีพจิตรกร

จอห์น ซิงเกิลตัน โคปลีย์ จากพอร์เทรตคนดัง สู่ภาพบันทึกประวัติศาสตร์

ครอบครัวโคปลีย์ ไม่เคยมีความคิดที่จะออกจากบอสตันไปไหน ทว่าสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในบอสตันนั้นเลวร้ายขึ้นทุกที ทำให้จอห์น มีความจำเป็นต้องเดินทางมาหางานทางฝั่งยุโรป เริ่มจากกรุงลอนดอน ที่เขาได้ใบสั่งจากเบนจามิน เวสต์ สมาชิกของรอยัล อคาเดมี ให้สร้างสรรค์ศิลปะที่ใหม่และสร้างประวัติศาสตร์!

ในปี 1775 เขาเดินทางไปยังเมืองเนเปิลส์ ที่ที่เขาประทับใจมาก แม้จะบ่นเรื่องฝุ่นบนท้องถนน โดยเฉพาะเรื่องราวของภูเขาไปปอมเปอินั้น สร้างความประทับใจให้เขาพอๆ กันงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ที่เข้าไปศึกษา เขาบอกให้ครอบครัวรีบตามเขามายังอิตาลี เนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้าย ระหว่างรอเขาก็เดินทางรับงานไปทั่วยุโรป ตั้งแต่ฟลอเรนซ์ ปาร์มา เวนิส สตุตการ์ต ไมนซ์ โคโลญ ฯลฯ ก่อนมารับภรรยา ลูกๆ และครอบครัวทั้งหมดไปปักหลักกันที่เลสเตอร์

หลังจากกลายเป็นจิตรกรชาวอังกฤษเต็มตัว ถือได้ว่าเป็นช่วงที่พีกสุดๆ ของเขา ทั้งความเป็นผู้ใหญ่และฝีมือในการวาดภาพที่พัฒนาขึ้นมามีสไตล์ที่ลงตัว เขายังคงวาดภาพพอร์เทรต และเพิ่มเติมการวาดภาพเชิงประวัติศาสตร์ขึ้นมา โดยภาพแรกที่เขาวาดคือ Watson and the Shark เล่าเรื่องของจิตรกร บรูค วัตสัน ที่กำลังถูกฉลามโจมตี ขณะว่ายน้ำในอ่าวฮาวาน่าตอนอายุ 14 ปี ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับศิลปิน ที่พัฒนาตัวเองให้เป็นจิตรกรดัง แม้จะโดนฉลามกัดขาออกไปหนึ่งข้างตั้งแต่ยังเด็ก

ทว่า ภาพแนวประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้เขา คือ  The Death of the Earl of Chatham ซึ่งเขาวาดภาพการตายของอดีตนายกรัฐมนตรี วิลเลียม พิตต์ โดยได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ของ อันโทนี ฟาน ไดก์ จิตรกรยุคบาโรก ขณะที่เขาเองก็สนุกสนานกับการวาดภาพเชิงประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่ The Red Cross Knight, The Arrest of Five Members of the Commons by Charles the First, The Siege of Gibraltar, The Offer of the Crown to Lady Jane Grey by the Dukes of Northumberland and Suffolk, The Resurrection และอีกมากมาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท