
‘โซเชียลมีเดีย’ พื้นที่แห่งการระบาย
ยุคไทยแลนด์ 4.0 ถ้าใครไม่เล่นโซเชียล หรือพวกแอพพลิเคชั่นสื่อสังคมออนไลน์ คงถูกมองว่าเป็นคนตกยุคแน่นอน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ยุคไทยแลนด์ 4.0 ถ้าใครไม่เล่นโซเชียล หรือพวกแอพพลิเคชั่นสื่อสังคมออนไลน์ คงถูกมองว่าเป็นคนตกยุคแน่นอน เพราะทุกวันนี้ทุกอย่างมุ่งเข้าสู่ช่องทางนี้ทั้งนั้น อยากดูอะไรก็มีให้ดูหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละคร
ผมเป็นคนหนึ่งนะครับที่เล่นสื่อสังคมออนไลน์ ชอบอ่าน ชอบดู ชอบแชร์ในบางเรื่อง แต่ไม่ถึงขั้นเสพติดนะครับ เอาแค่พอให้รู้ว่าปัจจุบันสังคมมีข่าวสารอะไรบ้างก็พอ
นั่งมอนิเตอร์เนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ เท่าที่ติดตามผมมองว่าจะมีเนื้อหาเรื่องความรักค่อนข้างมาก บางคนอินเลิฟ บางคนถูกเท บางคนเบื่อแฟน บางคนกำลังง้อแฟน บางคนมีปัญหาครอบครัว
ผมอ่านไปก็งงไป ทำไมพวกเขาถึงเอาเรื่องส่วนตัวของตัวเองมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งจะว่าไปแล้วการทำแบบนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการสาวไส้ให้กากิน
ก่อนหน้านี้ ผมเคยเอาประเด็นนี้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนที่มานั่งแฮงเอาต์ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีเพื่อน 4 คนแสดงความคิดเห็นพอสรุปได้ประมาณนี้
เพื่อนคนที่ 1 : “มันก็เป็นวิธีระบายความอัดอั้นตันใจออกมา ดีกว่าไปใช้วิธีอื่น”
เพื่อนคนที่ 2 : “จริงๆ ก็ไม่ควรหรอก เรื่องของตัวเองก็ต้องเก็บเอาไว้ ปัญหาตัวเองต้องแก้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เอามาลงพื้นที่สาธารณะ”
เพื่อนคนที่ 3 : “กูเห็นด้วยนะ ไม่ควรเอาเขียนลงเฟซหรอก ถ้าเกิดแฟนตัวเองมาเห็นเขาจะรู้สึกยังไง”
เพื่อนคนที่ 4 : “ใครอยากทำอะไรก็ทำ โตๆ กันหมดแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง”
เพื่อนแต่ละคนก็แสดงความคิดเห็นออกมาประมาณนี้ ถ้าถามผมว่าเห็นด้วยกับใคร ก็คงเห็นด้วยกับเพื่อนคนที่ 2-4 เหตุผลหลักๆ มีอยู่อย่างเดียวคือ เรื่องของเรา ปัญหาของเรา ทำไมต้องให้คนอื่นมารับรู้ ถ้าเป็นเรื่องที่จะขอความช่วยเหลือที่จำเป็นก็ว่าไปอย่าง
มันก็น่าคิดเหมือนกันนะครับ ถ้าแฟนเราซึ่งเป็นคนที่ถูกพาดพิงมาเห็นจะรู้สึกอย่างไร เปรียบไปเหมือนเวลาที่คนทะเลาะกันในบ้าน ถ้ามีคนนอกบ้านมาเห็นหรือมาแสดงความคิดเห็น มันคงดูไม่ดี เรื่องในบ้านก็ต้องให้คนในบ้านเป็นคนแก้ ไม่ควรดึงคนนอกมาเกี่ยวข้อง
การที่บอกว่าการโพสต์โน่นนี่นั่นเป็นวิธีการระบายความรู้สึกเพื่อปลดความอัดอั้นออกมา มันก็ถูก แต่ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าจะบอกว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูกทางมากนัก หนำซ้ำยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหามากขึ้นไปอีก
มีหลายคู่ที่ต้องเลิกรากันไปหรือครอบครัวมีปัญหาเพราะการใช้สังคมออนไลน์ในแบบที่ไม่ถูกทาง
แต่กระนั้นด้วยสภาพสังคมปัจจุบันก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะทุกคนเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่าในอดีตค่อนข้างมาก ทุกคนมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทุกอย่างมีอยู่ภายใต้ปลายนิ้วของเรา จะลากนิ้วไปทางไหนก็เข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ได้ทั้งหมด
อีกทั้งปัจจุบันคนในเมืองทั่วไป (ไม่ได้หมายถึงแต่กรุงเทพมหานคร) จะดำรงตนอยู่ในลักษณะปัจเจกมากขึ้น ไม่ได้เป็นสังคมรวมหมู่แบบในอดีต
วงจรชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นแบบ “ตื่นเช้า-ทำงาน-กลับบ้าน-เล่นโทรศัพท์-นอน” วนเวียนกันไปประมาณนี้ แน่นอนครับภาวะที่รู้สึกว่า “ตัวเองกำลังขาด...” ย่อมเพิ่มมากขึ้น และเมื่อมาผสมกับความเหงาเข้าไปอีก ทำให้สื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นเพื่อนและทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้ในภาวะเช่นนี้
นับวันผมคิดว่าปัญหานี้ยิ่งเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่สูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอาการที่ค่อยๆ แทรกซึมไปยังวงจรชีวิตของคนโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่รู้เหมือนกันว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะทวีความรุนแรงไปในระดับใด
อย่าลืมนะครับ ทุกวันนี้สังคมไทยมีการแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน เกิดการรีดเค้นการใช้แรงงานทางกายภาพและสมองจากมนุษย์มากขึ้น จึงไม่แปลกที่คนในสังคมทุกวันนี้ถึงได้มีความหดหู่และความเหงามากขึ้น สื่อสังคมออนไลน์จึงกลายเป็นยาสามัญประจำตัวไปโดยปริยาย
ใครแข็งแรงก็อยู่รอด ใครที่อ่อนแอก็แพ้ไป...โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน แต่ก็ต้องอยู่กันต่อไป







