
ตำแหน่งตำรวจ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม
เมื่อเร็วๆ นี้สังคมพากันจับตาการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หลัง “วิทยา แก้วภราดัย” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด
เมื่อเร็วๆ นี้สังคมพากันจับตาการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หลัง “วิทยา แก้วภราดัย” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และแกนนำ กปปส. ออกมาแฉว่ามีการซื้อขายตำแหน่งในราคาที่สูงมาก
ระดับผู้กำกับการ 5-7 ล้านบาท ระดับสารวัตร 1.5 ล้านบาท ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ หรือนครบาล ราคาจะอัพขึ้นเป็น 2 เท่า
ผมเห็นเรื่องนี้แล้วนึกถึงวันที่ได้คุยกับ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษาสำนักงานควบคุมยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCD)
ชายคนนี้มีความรู้ ประสบการณ์และข้อมูลที่ยอดเยี่ยมต่อการปฏิรูปตำรวจจำนวนมาก เคยเป็นอดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แถมยังเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับตำรวจ
เท่าที่ได้สนทนา พบว่าแนวทางปฏิรูปตำรวจนั้นมีหลากหลายประเด็นและต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยพื้นฐานคือต้องเริ่มปรับโครงสร้างองค์กรจากระบบรวมศูนย์อำนาจเป็นกระจายอำนาจ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างพี่น้องประชาชนและตำรวจ ทั้งในแง่การปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมและการตรวจสอบ
หากว่ากันเฉพาะเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ
ประเทศที่มีการกระจายอำนาจอย่างอังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา จะมีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการภาคประชาชน” เข้ามาร่วมบริหารงานภายในองค์กรตำรวจ
ผู้ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ ถูกคัดเลือกจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยราชการอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษา อัยการ นักสิทธิมนุษยชน และภาคประชาชน ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ เกษตรกร และนักวิชาการ
หน้าที่ของคณะกรรมการภาคประชาชน คือ ทำงานควบคู่กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ร่วมกันปรึกษาหารือค้นหาทางออกของปัญหา ตลอดจนทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจในพื้นที่
อ.กฤษณพงค์ ยืนยัน ไม่ต้องกลัวว่าการกระจายอำนาจจะทำให้เกิดการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล เพราะสามารถออกแบบวางกลไก ระบบตรวจสอบถ่วงดุลและคานอำนาจที่เข้มแข็งได้ โดยคณะกรรมการระดับจังหวัด ภูมิภาค ส่วนกลาง และท้องถิ่น เต็มไปด้วยคนจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อให้โอกาสล็อบบี้นั้นเป็นไปได้ยาก
“การกระจายอำนาจ” สำคัญมากต่อการบริหารงานบุคคล ซึ่งหมายรวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน
หากมีการกระจายอำนาจ คณะกรรมการภาคประชาชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะมีส่วนร่วมต่อการเติบโตตามสายงานของตำรวจ ทำให้การโยกย้ายตำแหน่งมีความเป็นธรรม เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายมากขึ้น เนื่องจากถูกคานอำนาจจากทั้งรัฐบาล ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น
“ตำรวจคนไหนทำงานให้กับประชาชน แก้ปัญหาอาชญากรรมได้ดี คนนี้จะได้รับการสนับสนุนเรื่องตำแหน่ง เราสามารถสร้างรูปแบบเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนสะท้อน ประเมินผลได้ว่า ตำรวจคนนี้ทำงานดีเหมาะสมที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง วิธีการนี้ทำให้ตำรวจแข่งขันกันด้วยการทำงาน อย่างเอฟบีไอของสหรัฐให้ความสำคัญกับทุกคดีไม่เฉพาะแค่ที่สื่อสนใจเหมือนบ้านเรา” ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อตำแหน่งของตำรวจถูกเชื่อมโยงกับประชาชนและความสามารถของตัวเองแล้ว คำสั่งย้ายจากส่วนกลางจึงเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากมาก หากเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากจะถูกปกป้องและคัดค้านจากภาคประชาชนในจังหวัด
ถ้าตำรวจประพฤติดี ทำงานเก่ง จะไม่มีการสั่งย้ายเขาไปอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากความคุ้นเคย ซึ่งไม่มีประโยชน์หรือส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเขาเลย กลับกันยังเป็นผลเสียต่อทั้งผู้ให้บริการอย่างตำรวจและผู้รับบริการอย่างประชาชนในพื้นที่เสียอีก
สรุปว่าการกระจายจากส่วนกลาง จะทำให้ประชาชนในแต่ละภูมิภาคและจังหวัดตลอดจนท้องถิ่นที่เล็กกว่านั้นมีสิทธิตรวจสอบ ปฏิเสธ และเชิดชูนายตำรวจที่พวกเขาเห็นว่าปฏิบัติหน้าที่ได้เหมาะสมกว่าปัจจุบัน แถมยังเป็นการส่งเสริมให้ตำรวจเข้าใจพื้นที่และหัวใจประชาชนมากขึ้นด้วย เนื่องจากต้องทำงานอยู่กับคนในพื้นที่ เป็นอิสระและห่างจากอิทธิพลทางการเมืองมากขึ้น
อ.กฤษณพงค์ ยกตัวอย่างประโยคหนึ่งจากเซอร์โรเบิร์ด พีล (Sir Robert Peel) ผู้ก่อตั้งตำรวจนครบาลแห่งกรุงลอนดอน ให้ฟังระหว่างการสนทนา
“ตำรวจคือประชาชน และประชาชนคือตำรวจ” (the police are the public and the public are the police)
ผมฟังแล้วได้แค่คิดว่า การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจของประเทศไทย ยังห่างไกลจากความหมายของประโยคนี้เสียเหลือเกิน







