
ชีวิต... อยู่ที่ไหน
ช่วงอายุ 30 ปี เขาว่ากันว่าเป็นช่วงของการเริ่มลงหลักปักฐานในชีวิต ทั้งเรื่องอาชีพการงานที่ต้องเข้าที่เข้าทาง
โดย...เสกสรร โรจนเมธากุล
ช่วงอายุ 30 ปี เขาว่ากันว่าเป็นช่วงของการเริ่มลงหลักปักฐานในชีวิต ทั้งเรื่องอาชีพการงานที่ต้องเข้าที่เข้าทาง มองเห็นความมั่นคงในระยะยาว และอีกเรื่องสำคัญที่คนวัยนี้จะต้องคิดให้มากคือเรื่อง "ที่อยู่อาศัย" หรือบ้าน
เพราะใครที่คิดจะมีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง ก็ควรจะต้องมีในช่วงอายุสามสิบ ถ้าอายุมากขึ้นไปกว่านี้ ก็จะยากขึ้นในการขอกู้สินเชื่อจากธนาคาร ช่วงนี้จึงเป็นช่วงแห่งการตัดสินใจเลือกทิศทางของชีวิตสำหรับใครหลายๆ คน
และจะเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งขึ้นต่อการตัดสินใจ สำหรับคนวัยหนุ่มสาวจากต่างจังหวัดที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในกรุงเทพมหานคร
ด้วยเมื่อถึงวัยนี้ ต้องตัดสินใจว่า ชีวิตนับจากนี้ไป จะขอลงหลักปักฐานที่เมืองหลวง หรือจะกลับไปตั้งต้นชีวิตที่บ้านเกิด ซึ่งจะเลือกอย่างไหน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ตามแต่เงื่อนไข ปัจจัยอีกหลายอย่างในชีวิตของคนๆ นั้น
เพื่อนฝูง คนรอบข้างหลายๆ คน เช่นเดียวกับผม ก็กำลังประสบอยู่ในภาวะแห่งช่วงวัยนี้ จึงทุกวันนี้พอเจอหน้ากันก็อดไม่ได้ที่จะปรึกษากัน จะซื้อบ้านหรือคอนโด ถ้าซื้อแล้วจะเลือกทำเลไหนดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร
สุดท้ายเเล้วก็ไม่พ้นต้องสรุปว่า ชอบอยู่แบบไหน อะไรลงตัวกับชีวิตโดยรวมมากกว่า ก็เอาอันนั้น เพราะว่าแค่เรื่องบ้านหรือคอนโดก็ยังชอบไม่เหมือนกัน
บางคนหัวเด็ดตีนขาด ยังไงก็เอาบ้าน ทนอยู่ชานเมืองแล้วฝ่าเข้ามาทำงานในเมือง ยังดีกว่าอยู่ห้องสี่เหลี่ยมกลางอากาศแม้จะอยู่กลางเมือง
บางคนมีแผนซื้อคอนโดวันนี้ก่อน มีครอบครัวแล้วค่อยขายหรือปล่อยเช่า
บางคนว่าขอเช่าอยู่ไปเรื่อยๆ ถึงวัยกลางคนแล้วจะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดแน่ๆ เลยไม่เลือกสร้างอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้มีพันธะติดตัวดีกว่า
พอฟังเหตุผลของแต่ละคนแล้ว นั่นสิ เราจะเอาความคิดของเราไปตัดสินใจแทนคนอื่นๆ ไม่ได้เลย
ว่ากันถึงเรื่องที่อยู่อาศัยไปแล้ว มาว่ากันที่เรื่องอาชีพการงานกันบ้าง ที่ใกล้ตัวก็ในแวดวงอาชีพสื่อมวลชน ที่ตอนนี้บรรยากาศชวนให้รู้สึกเหมือนยามอัสดง หดหู่ หวิวใจ ด้วยคนรอบข้างทยอยลาออกกันไปทีละคนสองคน
เหตุผลหนึ่งมาจากองค์กรสื่อที่หดตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ ไม่เฟื่องฟูเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ทำให้หลายคนเลือกที่จะออกจากอาชีพไป อีกส่วนหนึ่งก็ย้ายไปอยู่องค์กรอื่นที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า
มองไปก็เป็นเรื่องแสนธรรมดา จริงๆ แล้วผมยินดีด้วยซ้ำกับการตัดสินใจไม่ว่าของใครก็ตาม ไม่ว่าใครจะลาออกไปทำอย่างอื่นหรือย้ายบริษัท เพราะเชื่อว่าเขามั่นใจว่าเจอหนทางที่ดีกว่า การย้ายงานก็เเค่ขั้นตอนหนึ่งในชีวิต ที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ชีวิตลงตัว เพราะว่าชีวิตเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ความฝัน ก็เปลี่ยนแปลงได้ ตอนยังหนุ่ม ฝันอย่างหนึ่ง อยากทำงานที่เปลี่ยนแปลงโลก ทุ่มเทสุดตัว ทั้งแรง กำลัง เวลา ถึงไหนถึงกัน แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็อาจฝันอีกอย่าง วัยนี้เป้าหมายคือการสร้างครอบครัว ดูแลรับผิดชอบครอบครัวให้ดี งานอาจจะเป็นเรื่องรอง
ผมคิดว่าธรรมชาติของชีวิตมันก็เป็นเช่นนั้น
สิ่งที่พอสัมผัสได้อย่างหนึ่งในช่วงนี้ คือหลายคนเมื่อถึงวัยกลางคน ชีวิตถวิลหาการกลับไปอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น พูดอย่างกว้างๆ ก็อาจจะเรียกว่า "เทรนด์" ที่ก่อนหน้านี้เคยเกิดกระแส "สโลว์ไลฟ์" อยากใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ
หลายๆ คนก็ลองผิดลองถูก บ้างก็พบว่า ตัวเองอาจจะแค่อยากไปพักผ่อนตามต่างจังหวัดในช่วงวันหยุด แต่ยังไม่พร้อมที่จะย้ายทั้งชีวิตไปอยู่ต่างจังหวัดจริงๆ หรอก
หลายคนก็สะสมความปรารถนาลึก มองหาลู่ทาง เริ่มหาซื้อที่ดินในต่างจังหวัด แล้วใช้เวลาว่างช่วงวันหยุด ค่อยๆ ไปก่อร่างสร้างเรือกสวนไร่นาอะไรต่างๆ ตามที่ถนัด
เตรียมที่ทางให้ชีวิต ได้พักกายอยู่กับธรรมชาติหลังเกษียณตัวเองจากการทำงาน
การได้เฝ้ามองดูชีวิต เคลื่อนไปตามเหตุปัจจัย ก็เป็นสิ่งเจริญสติเช่นกัน
ได้ย้อนกลับมามองดูชีวิตตัวเองเหมือนกันว่า ในแต่ละขั้นตอนของชีวิตที่เคลื่อนไป เราได้เตรียมพร้อมสำหรับชีวิตเราเองเเล้วหรือยัง







