
เรียนรู้นาฬิกาชีวภาพ ไขลานเวลาและอายุขัยให้ยาวยืน
การมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วย ที่สำคัญคือการกินอาหารที่สอดประสานกับนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย
โดย...บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เซ็นทรัลเอ็มบาสซี
การมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ นั่นหมายถึงการมีร่างกายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังเข้มแข็ง ขณะที่ระบบเซลล์ในร่างกายต้องมีระบบรักษาตัวเองที่สมบูรณ์ด้วย จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกาย (ในระบบเซลล์) มีการตอบสนองต่อสารอาหารที่ดี ที่สำคัญคือการกินอาหารที่สอดประสานกับนาฬิกาชีวภาพในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ดร.ทอม วู นักโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา เล่าว่า ในร่างกายคนเรามีนาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock) ซึ่งถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่หลั่งจากสมอง เมื่อร่างกายต้องการอาหาร สมองก็จะส่งสัญญาณความหิวออกมา ทำให้รู้สึกอยากกินอาหาร และเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย สมองก็จะหลั่งซีโรโทนิน ทำให้รู้สึกง่วง
“ถ้าการทำงานและการพักผ่อนในชีวิตของเรา ยึดถือตามการหมุนของนาฬิกาชีวภาพอย่างสมบูรณ์ เราย่อมมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วย แต่ถ้าไม่ทำตามนาฬิกาชีวภาพ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายจะค่อยๆ เสียสมดุล ของเสียและสารพิษที่สะสมในร่างกายไม่ถูกขจัดออกไป ในไม่ช้าก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย” ดร.ทอม เล่า
นาฬิกาชีวภาพ 3 ระยะ
- 04.00-12.00 น. ช่วงการขับถ่าย
ช่วงเวลาตีสี่ถึงเที่ยงวัน ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายขับถ่ายของเสีย ขณะเดียวกันก็เป็นเวลาอาหารเช้า ขอแนะนำให้กินผักและผลไม้สดให้มาก เพื่อให้เส้นใยอาหารในผักผลไม้ช่วยอวัยวะย่อยอาหาร รวมทั้งช่วยเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ขจัดสารพิษออกไปจากร่างกาย
- 12.00-20.00 น. ช่วงดูดซึมอาหาร
ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันถึงสองทุ่ม เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร ขณะเดียวกันก็เป็นเวลากินมื้อเที่ยงและมื้อเย็น คนจำนวนมากคิดว่ามื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน ทรรศนะนี้ไม่ค่อยถูกต้องนัก เมื่อพิจารณาจากหลักนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย เพราะช่วงเวลามื้อเที่ยงเป็นเวลาที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร ดังนั้น มื้อเที่ยงจึงเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน
แนะนำให้กินผักและผลไม้มากๆ รวมทั้งผักชีและเครื่องเทศสดต่างๆ ขณะเดียวกันก็เพิ่มอาหารทะเลด้วย ในส่วนของโปรตีนนี้ อาจเพิ่มปลาซาร์ดีน 1-2 ตัว (30 กรัม) ปลาแซลมอนนึ่งหรือดิบหั่นเป็นแผ่น หรือไข่ต้มสุก 1 ฟอง
- 20.00-04.00 น. ช่วงแจกจ่ายสารอาหาร
ดร.ทอม อธิบายว่า จากเวลาสี่ทุ่มถึงตี 2 เป็นเวลาที่เมลาโทนิน (Meloatonin) ควบคุมระบบรักษาตัวเอง เพื่อซ่อมแซมร่างกาย ตับซึ่งผ่านการดูดซึมและสะสมอาหารไว้ จะเริ่มแจกจ่ายสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ พร้อม
กับส่งมอบพลังงานแก่อวัยวะในร่างกาย เพื่อทดแทนส่วนที่ใช้ไปแล้วในหนึ่งวัน โดยเฉพาะช่วง 22.00-02.00 น. ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองทำงาน ถือเป็นเวลาทองของการนอนหลับ ทั้งยังเป็นช่วงที่เมลาโทนิน จะควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวได้ดีที่สุดด้วย
ในมื้อเย็นนี้ เราสามารถกินอาหารให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพได้โดยงดกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์จะรบกวนการนอนหลับ ขณะที่ธัญพืชที่อุดมไปด้วยทริปโตแฟน (Tryptophan) จะช่วยให้นอนหลับง่าย ทางที่ดีควรกินให้เสร็จก่อนหกโมงเย็น การปรุงอาหารหลีกเลี่ยงการทอด ผัดและย่างในมื้อเย็น
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ หากอาหารที่เรากินทั้ง 3 มื้อมีอินทรียสารจากพืชเพียงพอ จะสามารถส่งต่อสารอาหารให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ ทำให้พร้อมสู้รบในแต่ละวันได้ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อให้ระบบรักษาตนเองให้ซ่อมแซมตนเองได้ในทุกวัน อินทรียสารจากพืชผักเป็นกุญแจการขับพิษของเซลล์ ทำให้กระบวนการเมตาโบลิซึมภายในเซลล์ทำงานได้เป็นปกติ รักษาการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งสมบูรณ์ และคงความหนุ่มสาว
สรุปสั้น ๆ คือ
มื้อเช้า - กินผักผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูง
มื้อกลางวัน - กินอาหารที่มีสารอาหารสูง
มื้อเย็น - งดเนื้อสัตว์ ควรกินแต่เนิ่นๆ และไม่ควรกินอิ่มเกินไป โดยเฉพาะมื้อดึก ไม่ควรกินเลยเพราะไม่ดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ทุกมื้อที่กิน ต้องมีหรือประกอบด้วย อินทรียสารจากพืชผักผลไม้อย่างเพียงพอ
นี่คือหลักการกินที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพที่มีอยู่ในตัวคนทุกคน เมื่อกินได้สอดประสานกันแล้ว ก็จะช่วยให้อายุขัยยืนยาว แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูล “ธรรมชาติช่วยชีวิต” สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
การมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ นั่นหมายถึงการมีร่างกายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังเข้มแข็ง ขณะที่ระบบเซลล์ในร่างกายต้องมีระบบรักษาตัวเองที่สมบูรณ์ด้วย จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกาย (ในระบบเซลล์) มีการตอบสนองต่อสารอาหารที่ดี ที่สำคัญคือการกินอาหารที่สอดประสานกับนาฬิกาชีวภาพในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ดร.ทอม วู นักโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา เล่าว่า ในร่างกายคนเรามีนาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock) ซึ่งถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่หลั่งจากสมอง เมื่อร่างกายต้องการอาหาร สมองก็จะส่งสัญญาณความหิวออกมา ทำให้รู้สึกอยากกินอาหาร และเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย สมองก็จะหลั่งซีโรโทนิน ทำให้รู้สึกง่วง
“ถ้าการทำงานและการพักผ่อนในชีวิตของเรา ยึดถือตามการหมุนของนาฬิกาชีวภาพอย่างสมบูรณ์ เราย่อมมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วย แต่ถ้าไม่ทำตามนาฬิกาชีวภาพ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายจะค่อยๆ เสียสมดุล ของเสียและสารพิษที่สะสมในร่างกายไม่ถูกขจัดออกไป ในไม่ช้าก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย” ดร.ทอม เล่า
นาฬิกาชีวภาพ 3 ระยะ
- 04.00-12.00 น. ช่วงการขับถ่าย
ช่วงเวลาตีสี่ถึงเที่ยงวัน ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายขับถ่ายของเสีย ขณะเดียวกันก็เป็นเวลาอาหารเช้า ขอแนะนำให้กินผักและผลไม้สดให้มาก เพื่อให้เส้นใยอาหารในผักผลไม้ช่วยอวัยวะย่อยอาหาร รวมทั้งช่วยเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ขจัดสารพิษออกไปจากร่างกาย
- 12.00-20.00 น. ช่วงดูดซึมอาหาร
ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันถึงสองทุ่ม เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร ขณะเดียวกันก็เป็นเวลากินมื้อเที่ยงและมื้อเย็น คนจำนวนมากคิดว่ามื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน ทรรศนะนี้ไม่ค่อยถูกต้องนัก เมื่อพิจารณาจากหลักนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย เพราะช่วงเวลามื้อเที่ยงเป็นเวลาที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร ดังนั้น มื้อเที่ยงจึงเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน
แนะนำให้กินผักและผลไม้มากๆ รวมทั้งผักชีและเครื่องเทศสดต่างๆ ขณะเดียวกันก็เพิ่มอาหารทะเลด้วย ในส่วนของโปรตีนนี้ อาจเพิ่มปลาซาร์ดีน 1-2 ตัว (30 กรัม) ปลาแซลมอนนึ่งหรือดิบหั่นเป็นแผ่น หรือไข่ต้มสุก 1 ฟอง
- 20.00-04.00 น. ช่วงแจกจ่ายสารอาหาร
ดร.ทอม อธิบายว่า จากเวลาสี่ทุ่มถึงตี 2 เป็นเวลาที่เมลาโทนิน (Meloatonin) ควบคุมระบบรักษาตัวเอง เพื่อซ่อมแซมร่างกาย ตับซึ่งผ่านการดูดซึมและสะสมอาหารไว้ จะเริ่มแจกจ่ายสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ พร้อม
กับส่งมอบพลังงานแก่อวัยวะในร่างกาย เพื่อทดแทนส่วนที่ใช้ไปแล้วในหนึ่งวัน โดยเฉพาะช่วง 22.00-02.00 น. ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองทำงาน ถือเป็นเวลาทองของการนอนหลับ ทั้งยังเป็นช่วงที่เมลาโทนิน จะควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวได้ดีที่สุดด้วย
ในมื้อเย็นนี้ เราสามารถกินอาหารให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพได้โดยงดกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์จะรบกวนการนอนหลับ ขณะที่ธัญพืชที่อุดมไปด้วยทริปโตแฟน (Tryptophan) จะช่วยให้นอนหลับง่าย ทางที่ดีควรกินให้เสร็จก่อนหกโมงเย็น การปรุงอาหารหลีกเลี่ยงการทอด ผัดและย่างในมื้อเย็น
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ หากอาหารที่เรากินทั้ง 3 มื้อมีอินทรียสารจากพืชเพียงพอ จะสามารถส่งต่อสารอาหารให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ ทำให้พร้อมสู้รบในแต่ละวันได้ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อให้ระบบรักษาตนเองให้ซ่อมแซมตนเองได้ในทุกวัน อินทรียสารจากพืชผักเป็นกุญแจการขับพิษของเซลล์ ทำให้กระบวนการเมตาโบลิซึมภายในเซลล์ทำงานได้เป็นปกติ รักษาการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งสมบูรณ์ และคงความหนุ่มสาว
สรุปสั้น ๆ คือ
มื้อเช้า - กินผักผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูง
มื้อกลางวัน - กินอาหารที่มีสารอาหารสูง
มื้อเย็น - งดเนื้อสัตว์ ควรกินแต่เนิ่นๆ และไม่ควรกินอิ่มเกินไป โดยเฉพาะมื้อดึก ไม่ควรกินเลยเพราะไม่ดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ทุกมื้อที่กิน ต้องมีหรือประกอบด้วย อินทรียสารจากพืชผักผลไม้อย่างเพียงพอ
นี่คือหลักการกินที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพที่มีอยู่ในตัวคนทุกคน เมื่อกินได้สอดประสานกันแล้ว ก็จะช่วยให้อายุขัยยืนยาว แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูล “ธรรมชาติช่วยชีวิต” สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์







