posttoday
ชูลส์ ปาสคีน เจ้าชายแห่งมงต์ปาร์นาส

ชูลส์ ปาสคีน เจ้าชายแห่งมงต์ปาร์นาส

04 มิถุนายน 2560

จูลิอุส มอร์เดไค พินคาส หรือรู้จักกันในแวดวงศิลปะว่า ชูลส์ ปาสคีน เจ้าของฉายา “เจ้าชายแห่งมงต์ปาร์นาส”

โดย...

จูลิอุส มอร์เดไค พินคาส หรือรู้จักกันในแวดวงศิลปะว่า ชูลส์ ปาสคีน เจ้าของฉายา “เจ้าชายแห่งมงต์ปาร์นาส” จิตรกรยุคเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ชาวบัลเกเรียน-ฝรั่งเศส ที่แม้ชีวิตเกิดมาบนกองเงินกองทอง ในฐานะลูกพ่อค้าชาวยิวผู้ร่ำรวย แต่ก็ต้องระเหเร่ร่อนลี้ภัยทางการเมืองออกจากบัลแกเรียบ้านเกิด มายังกรุงบูคาเรสต์ ของโรมาเนีย ตามด้วยกรุงเวียนนา ออสเตรีย ก่อนจะย้ายมาตามฝันที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในที่สุดก็ต้องลี้ภัยสงครามไปถึงสหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่จำความได้ จูลิอุส ก็เห็นว่า มาร์คุส บิดาของเขาเป็นพ่อค้าข้าวผู้ประสบความสำเร็จ กระนั้นครอบครัวก็ต้องย้ายบ้านบ่อยครั้ง หลังจากย้ายมาทำธุรกิจที่โรมาเนีย ตัวเขาก็ถูกส่งมาเรียนหนังสือที่กรุงเวียนนา ในวัย 16 ปี พ่อเรียกตัวเขากลับมายังกรุงบูคาเรสต์ เพื่อที่จะให้ช่วยทำธุรกิจของครอบครัว ขณะที่จูลิอุสในวัยรุ่น ฝักใฝ่จะเป็นจิตรกรมากกว่าพ่อค้า และเริ่มวาดภาพเรือนร่างของอิสตรีเป็นงานอดิเรก

ลูกชายพ่อค้าขบถ หาที่อยู่ของตัวเองได้ในซ่องแห่งหนึ่ง ซึ่งแม่เล้าเป็นคนที่คอยผลักดันให้เขาฝึกฝีมือวาดรูป โดยนางแบบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นบรรดาสาวๆ ที่ว่างๆ ระหว่างรอคอยลูกค้านั่นเอง ในช่วงเวลาดังกล่าว จิตรกรตัวน้อยรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนเจ้าชายครั้งแรก เพราะประหนึ่งอาศัยอยู่ในฮาเร็มก็ไม่ปาน

ไม่นานบิดาของเขาก็มาตามตัวจนเจอ เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล มหาเศรษฐีแห่งยุค จึงรีบส่งลูกชายวัยรุ่นกลับไปเรียนต่อในเยอรมนี โดยเขาได้ใช้ชีวิตในเมืองมิวนิก กรุงเวียนนา และกรุงเบอร์ลิน เพื่อศึกษาในสถาบันศิลปะและสตูดิโอของศิลปินที่หลากหลาย พร้อมๆ กับทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบให้นิตยสารเยอรมัน โดยในปี 1905 นิตยสารแนวเสียดสีล้อสังคมการเมือง Simplicissimus ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างเขาในระยะยาว ให้เงินเดือนๆ ละ 400 ฟรังก์ ซึ่งเขาได้ทำงานวาดภาพประกอบให้นิตยสารฉบับเดียวกันนี้ ตลอดชั่วอายุขัยของเขาเลยทีเดียว

ที่นี่เองที่เขาเริ่มใช้นามแฝงว่า ปาสคีน ที่ผวนคำจากนามสกุล พินคาส (Pincas) ของเขาที่การออกเสียงในภาษาละตินเป็นคำไม่สุภาพ และเมื่อย้ายมายังกรุงปารีสก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก จูลิอุส มาเป็นเป็นเวอร์ชั่นฝรั่งเศส ชูลส์ (Jules) ด้วย กระนั้นคนก็ยังสับสนในนามสกุล ปาสคีนของเขา และคิดว่าคงต้องเป็นศิลปินชาวรัสเซียแน่ๆ เลย

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1900 บรรดาศิลปินชาวเยอรมันเริ่มย้ายเข้าไปอยู่ในกรุงปารีสมากขึ้นเรื่อยๆ นำโดยรูดอล์ฟ เลวี ทำให้เหล่าศิลปินที่พูดภาษาเยอรมันทั้งหลายแห่ตามกันไปจำนวนมาก ทั้งจากเช็กโกสโลวะเกีย บัลแกเรีย และประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน โดยมี เลอ โดม คาเฟ เป็นศูนย์กลางของกลุ่มที่ภายหลังได้ชื่อว่า เลส์ โดมิเยร์ส (Les Domiers) ซึ่งชูลส์ ปาสคีนได้เข้าร่วมกลุ่มเมื่อวันคริสต์มาสของปี 1905

จูลิอุส ฝึกฝนอย่างหนักด้วยการวาดก๊อบปี้ภาพเขียนของโอลด์มาสเตอร์ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ รวมทั้งเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะโคลารอสซี ที่เขาได้ฝึกฝนการวาดภาพสีน้ำ ที่นำเอาผงกาแฟมาผสมกับน้ำโซดาแทนสี

นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาจัดขึ้นที่ พอล คาสสิเรอร์ ในกรุงเบอร์ลิน ปี 1907 หลังจากนั้นเขาก็รับงานพิเศษจากเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนี้อีกบ่อยครั้ง ขณะที่ระหว่างปี 1908-1914 ก็กลายเป็นขาประจำได้แสดงงานในซาลง โดตอมน์ และแกลเลอรี เบอร์เท เวลล์ ที่โด่งดังในกรุงปารีสไปโดยปริยาย

สงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้นขณะที่ จูลิอุส ไปทำงานอยู่ที่เบลเยียม ตามสัญญาว่าจ้างของ พอล คาสสิเรอร์ ทว่า ภารกิจยังไม่เสร็จ เขาก็ตัดสินใจกลับกรุงปารีส เพื่อที่จะแสดงความผูกพันเหนียวแน่นกับฝั่งเยอรมนี เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องถูกเนรเทศไปยังบ้านเกิด และต้องบรรจุเป็นทหารบัลแกเรีย และเพื่อให้มั่นใจแน่ๆ เขาเดินทางไปยังกรุงลอนดอน เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังสหรัฐ โดย แอร์มีน ดาวิด ศิลปินกราฟฟิกชาวฝรั่งเศส แฟนสาวของเขาเดินทางตามไปเจอกันที่กรุงนิวยอร์ก

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จิตรกรลี้ภัยก็ได้โอกาสจัดแสดงงานในนิวยอร์ก และเริ่มต้นชีวิตในเมืองใหญ่แบบอู้ฟู่ เขาและแอร์มีน ไปใช้ชีวิต 4 เดือนในคิวบา และสร้างสรรค์ผลงานดรออิ้งแนวชีวิตบนท้องถนน ทั้งในคิวบา และระหว่างการเดินทางกลับเข้ามาในสหรัฐ ผ่านรัต่างๆ ทางตอนใต้ด้วย 

จูลิอุส ยังคงติดต่อกับเพื่อนๆ ศิลปินชาวเยอรมันในกรุงปารีสอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ถูกสอบสวนจากหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐ เขาพยายามหาพาสปอร์ตอเมริกันเพื่อที่จะเดินทางกลับฝรั่งเศส โดยในวันที่ 30 ก.ย. 1920 เขาได้กลายเป็นพลเมืองอเมริกัน และได้กลับมายังกรุงปารีสในเดือนถัดมา ขณะที่เพื่อนๆ ศิลปินเยอรมันได้แยกย้ายออกจากฝรั่งเศสไปเกือบหมดแล้ว

เขาได้เจอกับเซซิล (ลูซี่) วีดิล นางแบบที่เคยมีสัมพันธ์ด้วยราวปี 1910 โดยบังเอิญ แม้ทั้งคู่จะต่างแต่งงานแล้ว แต่การเจอกันก็จุดไฟขึ้นมาใหม่ ทำให้เขาต้องหย่าขาดจากแอร์มีน ขณะที่เซซิลพยายามจะรักษาชีวิตแต่งงานของเธอเอาไว้ ไม่ว่าครอบครัวของเซซิลจะไปไหน จูลิอุสก็ติดตามเธอไปทุกที่ ตามไปทั้งตัวหรือส่งจดหมายไปแทน ขู่ว่าจะฆ่าตัวตายหากเธอไม่เห็นใจ และเริ่มดื่มอย่างหนัก เซซิลต้องใช้ชีวิตแบบคู่ขนาน ด้านหนึ่งเป็นภรรยาผู้แสนดีของจิตรกรชาวนอร์เวย์ และคุณแม่ลูกหนึ่ง ขณะที่ต้องจัดสรรเวลาไปอยู่กับจูลิอุสด้วย อย่างไรก็ตาม ในที่สุดสามีของเธอก็ทนไม่ได้ต้องขอแยกทาง แต่เธอก็ไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่กับจูลิอุสอยู่ดี

แม้ชีวิตรักจะลุ่มๆ ดอนๆ แต่จูลิอุส ก็กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปินในมงต์ปาร์นาส ทุกๆ เสาร์ ศิลปินดังๆ รวมทั้งพวกอยากดังทั้งหลายจะมาสังสรรค์กันที่สตูดิโอของเขา บ้างก็รวมตัวกันดินเนอร์ และบางครั้งเขาก็จัดปิกนิกรวมตัวศิลปินริมแม่น้ำมาร์น ซึ่งเป็นอีเวนต์ที่โด่งดังมากๆ นอกจากการทำงานในสตูดิโอแล้ว เขาไม่ชอบอยู่คนเดียว หากรักที่จะห้อมล้อมไปด้วยคนเยอะๆ ทั้งเพื่อน ภรรยาเพื่อน และลูกๆ เพื่อน แม้กระทั่ง สามีเก่าของเซซิลและแอร์มีน ภรรยาเก่าของเขา ก็ยังกลายเป็นเพื่อนที่ดีตลอดระยะเวลาในชีวิตของเขา

ช่วงกลางทศวรรษที่ 1920 ชื่อเสียงของ ชูลส์ ปาสคีน โด่งดังมาก โดยเฉพาะในหมู่นักสะสมชาวอเมริกัน อย่างเช่น อัลเบิร์ต บาร์นส นั้น ซื้อผลงานของเขาไปมากมายเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของเขา ส่วนแกลเลอรี่ ปิแอร์ โลบ (Galerie Pierre Loeb) ที่เพิ่งเปิดใหม่ในกรุงปารีส ใช้ผลงานของเขาเบิกฤกษ์เบิกชัย และหลังจากนั้น งานของเขาก็ได้จัดแสดงเคียงคู่ศิลปินดังๆ อย่าง จอร์จ บราก, แฟร์นองด์ เลอแชร์, อองเดร เดอแร็ง, โฆอัน มีโร, ปาโบล ปิกัสโซ ฯลฯ

นอกจากเป็นนางแบบให้เขาวาดภาพแล้ว เซซิล ยังช่วยเขาขายงานให้แกลเลอรี่ในปารีสได้มาก อย่างแกลเลอรี่ แบร์นไอม์-เชิน (Galerie Bernheim-Jeune) ช่วยดูแลเรื่องสัญญาทางการเงินทุกๆ อย่าง เพราะเข้าใจกระจ่างแจ้งถึงตัวตนและผลงานของ ชูลส์ ดีที่สุด

แม้จะมีงานนิทรรศการใหญ่ในกรุงนิวยอร์ก กรุงปารีส และเมืองมาร์เซยส์ อยู่เนืองๆ แต่แอลกอฮอล์และโรคซึมเศร้าก็ยังคงรุมเร้าเขาอย่างไม่ลดละ ทำให้อารมณ์ของเขาขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งมีทั้งการทำร้ายคนอื่น และความพยายามจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในวันที่ 5 มิ.ย. 1930

ทั้งกรุงปารีสต่างช็อกกับการจากไปของ ชูลส์ ปาสคีน และมอบฉายาใหม่ๆ ให้เขามากมาย ทั้ง “เจ้าชายแห่งสามขุนเขา” (มงต์ปาร์นาส, มงต์มาร์ตร์ และเมาต์ ออฟ วีนัส) รวมทั้ง “เจ้าชายแห่งตะวันออก” (จากชุดแฟนซีที่เขาชอบสวมใส่ในปาร์ตี้) เขาได้รับเครื่องราชย์ของฝรั่งเศส (Order of the Legion of Honor) ในปี 1932 และได้รับรางวัลกร็องด์พรีซ์ จากผลงานภาพวาดสีน้ำ ที่งานโดวิลล์ เบียนนาเล ปี 1965 ภายหลัง เซซิล เปิด แกลเลอรี ลูซี โกรห์ (Galerie Lucy Krogh) เน้นแสดงงานของชูลส์ ปาสคีน และศิลปินฝรั่งเศสยุคโมเดิร์นนิสม์

เช่นเดียวกับอองรี เดอ ตูลูส-โลเทร็ค ชูลส์ ปาสคีน มักวาดภาพสิ่งของรอบตัวและเพื่อนสนิทมิตรสหาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหญิงชาย ลูกๆ เพื่อน แถมยังมีบรรดานางแบบเปลือย และโสเภณี มาให้เลือกวาดมากมายแบบหัวกระไดไม่แห้งทีเดียว

ในกลุ่มเพื่อนของเขามีนักเขียนคนดัง อย่างเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ รวมอยู่ด้วย ภาพพอร์เทรตเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ สีน้ำสีสันสดใสแต่บางเบา อันเป็นเอกลักษณ์ของชูลส์ ปาสคีน ยังคงหาชมได้ในคาเฟ่บางแห่งของกรุงปารีส

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท