posttoday
ความจริงกับสิ่งที่คิดไปเอง

ความจริงกับสิ่งที่คิดไปเอง

03 มิถุนายน 2560

ผมเคยได้รับบทเรียนเรื่องข้อเท็จจริงกับสิ่งที่คิดไปเอง ครั้งแรกเมื่อตอนยังเป็นเด็กที่ไม่ประสีประสาอะไรนัก

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

ผมเคยได้รับบทเรียนเรื่องข้อเท็จจริงกับสิ่งที่คิดไปเอง ครั้งแรกเมื่อตอนยังเป็นเด็กที่ไม่ประสีประสาอะไรนัก แต่ก็จดจำได้ดีว่าบทเรียนครั้งนั้น เปลี่ยนแปลงมุมมองต่อความจริงและเรื่องสมมติ จากที่ไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่กระผีกเดียวไปตลอดกาล

เหตุนั้นเริ่มจากวันหนึ่ง ระหว่างที่ตัวเองกำลังเล่าเรื่องราวจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ (ซึ่งก็คือคุยโม้นั่นแหละครับ) ที่ได้มีโอกาสชมจากวิดีโอเทปบ้านญาติในเมือง ให้เด็กในละแวกบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันฟัง ตอนที่กำลังโม้อย่างเมามันนั่นเอง เพื่อนบ้านรายหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าพวกเรา เป็นเด็กโตที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นได้ยินเข้าก็ปรี่เข้ามายังวงสนทนาทันที พร้อมกับบอกด้วยท่าทียียวนว่า เรื่องที่ผมเล่าไปนั้น เป็นเรื่องหลอกเด็กทั้งเพ

ผมพยายามใช้ปัญญาเท่าที่เด็กมีเถียงกลับไป โดยให้เหตุผลว่าพระเอกในเรื่องแข็งแรงเหนือมนุษย์และปราบผู้ร้ายได้เพราะมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ที่สำคัญคือ มีผู้ช่วยเป็นหุ่นยนต์สุดทันสมัยที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งขวางหน้าได้ เจอกำแพงกั้นเจ้าหุ่นก็พร้อมใช้แขนกลอันแข็งแกร่งทุบทำลายเป็นผุยผง

แต่ดูเหมือนเหตุผลที่ผมบอกไปด้วยความมั่นใจ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เพื่อนบ้านวัยรุ่นซึ่งอดทนฟังจนจบ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ และบอกว่านั่นมันหนัง เป็นเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์เท่านั้นเอง 

ไอ้หุ่นกระป๋องที่ผมออกปากปกป้อง ไม่มีน้ำยาทำลายอะไรได้ แม้แต่กำแพงที่สร้างจากโฟมเจ้าหุ่นก็บ้อท่าทำให้เป็นรอยขีดข่วนไม่ได้ หนังนั้นทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพเหมือนจริงมาหลอกคนดูเท่านั้นเอง หนังแบบที่ผมเพิ่งเอามาโม้ให้เด็กคนอื่นๆ ฟังนั้น เป็นจินตนาการเพ้อฝันของคนสร้างหนังที่หลอกได้แต่เด็กๆ ที่ชอบคิดไปเองว่าโน่นนี่เป็นจริง ทั้งที่มีไว้ดูสนุกเป็นความบันเทิง ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนที่เชื่อเรื่องขี้โม้เป็นตุเป็นตะหรอก

ในตอนนั้นผมไม่เห็นสีหน้าผิดหวังจากสิ่งที่ได้ยินของตัวเอง แต่ดูจากสีหน้าของเพื่อนคนอื่นๆ แล้ว ก็คิดว่าคงแสดงออกในแบบที่ไม่ต่างกันนัก

สิ่งที่เพื่อนบ้านคนนั้นทิ้งไว้ เกาะกินความรู้สึกผมในช่วงนั้น กลายเป็นก้อนอสุรกายที่ค่อยๆ เติบโต กัดแทะความรู้สึกนึกคิดอยู่ตรงไหนสักแห่งในจิตใจของผม

ผมปฏิญาณตนอยู่ลึกๆ ในใจว่าจะไม่กลายเป็นคนพูดทำร้ายความรู้สึก ทำลายจินตนาการของคนอื่นแบบเพื่อนบ้านรายนั้นเป็นอันขาด

แต่ผลลัพธ์ก็กลับตรงกันข้าม นอกจากสิ่งที่ได้ยินจะทำให้ผมกลายเป็นเด็กที่อคติกับเรื่องใดๆ ซึ่งได้รู้เห็นในเวลาต่อๆ มา โดยเฉพาะทันทีที่ได้ฉุกคิดว่าสิ่งนั้นๆ ส่อเค้าว่าจะเป็นแค่เรื่องหลอกเด็ก สิ่งที่ได้ยินในวันนั้นยังมีพลานุภาพแยกโลกความจริงและจินตนาการในวัยเด็กของผมออกจากกันอย่างค่อนข้างชัดเจน และสิ่งที่ถูกเติมขั้นไว้ตรงกลางก็คือความหวาดระแวง

ผมจมอยู่ในความคิดที่ว่า บางครั้งสิ่งที่คิดไปเองก็กลายเป็นภาพล้อให้อับอายขายหน้าในชีวิตจริงได้ แต่นั่นก็ใช่จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถึงกับกลายเป็นปมชีวิต เพราะมีกิจกรรมอื่นๆ มากมายที่ประดาประดังเข้ามา วิ่งเล่นรอบบ้าน อ่านการ์ตูน ต่อสู้กับเพื่อนในโรงเรียน ดูหนังเรื่องใหม่ๆ ฯลฯ ไม่นานขอบเขตของความจริงและสิ่งที่คิดไปเองก็เลือนหาย ละลายเข้าหากันอย่างไม่มีอะไรเป็นส่วนเกินของความรู้สึกนึกคิด

ยากจะระบุได้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่ในที่สุดผมก็ต้องมาตระหนักถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเดียวกับเพื่อนบ้าน ในวันที่เนื้อหาในชั้นเรียนเปิดช่องให้ถกเถียงกันเรื่องข้อเท็จจริงกับสิ่งที่คิดไปเอง

วันนั้นระหว่างที่อาจารย์ผู้สอนพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของภาพเขียนสำคัญชิ้นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์จบ ผมก็ยกมือขึ้นแสดงความเห็นว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ความยิ่งใหญ่ที่ว่านั้น เป็นความรู้สึกที่คิดไปเอง เพราะผู้ชมส่วนใหญ่กำลังมองเห็นและถูกสะกดด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากวัตถุที่ไม่คุ้นเคย และเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและเดินผ่านภาพเขียนชิ้นนั้นทุกวัน แทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย อาจารย์ผู้สอนบอกว่า ความเห็นของผมเป็นเรื่องที่น่านำไปขบคิด สีหน้าของอาจารย์ดูเมตตาแม้แต่กับนักศึกษาคนหนึ่งที่พยายามป่วนชั้นเรียน

ขณะที่เพื่อนหลายคนมองผมอย่างผิดหวังในความใจแคบ ผิดหวังในความเกรียนที่กล้าลุกขึ้นมาทำร้ายความรู้สึกคนอื่นๆ อย่างหน้าด้านๆ นั่นเป็นครั้งที่ปมความจริงและสิ่งที่คิดไปเอง ย้อนกลับมาทำร้ายผม ผู้ซึ่งควรจะเห็นภาพเพื่อนบ้านผู้ร้ายกาจในวัยเด็ก กำลังชี้นิ้วมาที่ผมพลางระเบิดเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยในฝันร้ายก่อนจะพูดว่า “ในที่สุด...นายก็เหมือนเราจนได้”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท