
คนชอบเรื่อง “คมๆ”
หนูดี-วนิษา เรซ
เมื่อครั้งหนูดีเรียนวิชาจิตวิทยาเชิงบวกนั้น เราเคยมีการบ้านสัปดาห์หนึ่ง ให้ไปหา “คำคม” มาติดไว้ที่โต๊ะทำงาน เขียนด้วยลายมือตัวเอง หรือเอากระดาษมาตัดแปะให้สวยงามตามใจชอบ อาจารย์ของหนูดี คือ ดร.ทาล เบน ชาฮาร์ เล่าว่า มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ต้องการศึกษาพลังแห่งถ้อยคำภาษา เพื่อจะดูว่าถ้อยคำภาษาที่เป็นเพียงคำเขียนนั้น มีผลกับระดับไอคิวของคนแค่ไหนงานวิจัยชิ้นนั้น ให้ผู้ถูกวิจัยเข้ามาที่มหาวิทยาลัยเพื่อมาทำข้อสอบวัดไอคิว แต่ระหว่างที่นั่งรอทำข้อสอบประมาณ 20 นาที นักวิจัยได้วางนิตยสารที่มีคำซ่อนความหมายไว้สองกลุ่ม สำหรับคนกลุ่มแรกมีถ้อยคำที่แฝงไว้ด้วยถ้อยคำเกี่ยวข้องกับความฉลาด เช่น กระตือรือร้น แพทย์ ทนาย เก่ง มีไหวพริบ ส่วนสำหรับคนกลุ่มที่สองนั้น มีถ้อยคำที่แฝงเรื่องตรงกันข้ามไว้ เช่น ไม่กระฉับกระเฉง เหนื่อย ไม่มีไหวพริบ โดนโกง เมื่อให้ทั้งสองกลุ่มเข้าไปทำข้อสอบดู พบว่ากลุ่มที่ได้อ่านถ้อยคำเชิงลบก่อนการทำข้อสอบนั้น คะแนนสอบต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่คนสองกลุ่มนี้ได้เลือกมาจากกลุ่มคนที่ได้คะแนนสอบวัดไอคิวใกล้ๆ กันมาก่อน
อาจารย์ของหนูดีเลยมาขยายผลงานวิจัยที่กลุ่มลูกศิษย์ของตัวเอง โดยให้พวกเราลอกเลียนผลของกลุ่มที่ได้อ่านถ้อยคำเชิงบวกก่อนทำงานที่สำคัญ โดยท่านบอกว่า นักศึกษาปริญญาโทนั้น ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หรือนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากเป็นพิเศษ ดังนั้นควรมีถ้อยคำเชิงบวกไว้ที่หน้าจอ หรือแปะไว้เป็นโพสต์อิตแถวโต๊ะทำงาน หรือถ้าให้ดีก็ทำเป็นแผ่นป้ายให้สวยงามเลย จากนั้นหนูดีก็เลยติดเป็นนิสัย มีคำคมเขียนไว้ให้กำลังใจตัวเองเสมอ
หลังจากสะสมมาหลายปี หนูดีก็เลยขอนำมาแบ่งปันกับคุณผู้อ่านของหนูดีเสียเลย จะได้ไม่ต้องเก็บไว้เพิ่มพลังสมองของหนูดีคนเดียว ข้อความที่หนูดีชอบมากที่สุด ได้ยินมานานแล้ว และจำไม่ได้ว่าใครแต่ง แต่โดนใจมาก คือ
“Work is love made visible. Love is God made visible”
หรือ “การทำงานคือความรักที่สัมผัสได้ และความรักก็คือพระเจ้า (หรือพระพุทธเจ้า) ที่สัมผัสได้” เพราะเราทุกคนในทุกวันนี้ ย่อมวุ่นวายกับการทำงานกันวันละอย่างน้อย 68 ชั่วโมง ดังนั้นหากเราสามารถสัมผัสกับความรักได้ระหว่างการทำงาน ก็คงทำให้ชีวิตของเรานุ่มนวลมากขึ้น และเมื่อเราใส่หัวใจลงไปเต็มที่แล้ว ก็เท่ากับเราได้สัมผัสพระเจ้าในแบบที่เรานับถือด้วย เพราะถ้าเป็นฝ่ายพุทธนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เป็นตัวแทนความรัก ความเมตตา กรุณาอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเป็นคริสเตียน “ความรัก” ก็เป็น “มีเดียม” หรือสื่อกลางในการติดต่อกับพระเจ้านั่นเอง ครั้งหนึ่งหนูดีเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งด้วยความสงสัยว่า “ทำไมเพื่อนฝรั่งที่เป็นคริสเตียนแล้วเคร่งศาสนามากๆ ประมาณไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เขาเป็นคนใจดีเป็นพิเศษขนาดนั้น” เพื่อนที่คุ้นกับคริสเตียนเลยอธิบายว่า “อ๋อ ก็เพราะว่าความรักเป็นสื่อติดต่อกับพระเจ้าสำหรับคริสเตียนนะหนูดี ถ้าเขาไม่มีความรักให้คนอื่นๆ เขาจะไม่สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้” หนูดีก็เลย อ๋อ ถึงว่าพวกเขาใจดี ใจเย็นกันจัง“Be a lamp, a lifeboat, or a ladder”
หรือ “จงเป็นตะเกียง เป็นเรือชูชีพ หรือเป็นบันได” โดย Rumi เป็นอีกคำคมหนึ่งที่หนูดีชอบมาก เพราะในชีวิตของเรา หากเราคิดจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นนั้น สามสิ่งนี้ก็เป็นสามสิ่งหลักที่เราพอจะทำได้ คือ ทำตัวเป็นตะเกียงให้แสงสว่างในการดำเนินชีวิตกับคนอื่น ซึ่งทำให้หนูดีนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือเป็นเรือชูชีพ เช่น คนที่ไปช่วยคนที่ประสบปัญหาชีวิต หาทางออกไม่ได้ คนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย คนที่หมดหนทาง ส่วนการเป็นบันได หนูดีมองว่า ใครๆ หลายคนในสังคมก็ทำให้กันทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เช่น คนเป็นครู หรือคนที่เป็นหัวหน้าแล้วฝึกลูกน้อง หรือคนที่ช่วยหาทุนการศึกษาให้เด็กจากต่างจังหวัด โลกนี้น่าอยู่ขึ้นมากมาย ก็เพราะพวกเราในสังคมสลับกันทำสามหน้าที่นี้กันเรื่อยๆ นั่นเองเวลากังวลใจกับเรื่องใดๆ ล่วงหน้านานๆ หนูดีก็จะมีถ้อยคำที่เขียนไว้ บอกตัวเองว่า
“Worrying does not empty tomorrow of its troubles. It empties today of its strength.” “การกังวลไม่ได้ทำให้ปัญหาในวันพรุ่งนี้หายไป แต่ทำให้พลังในวันนี้ต่างหากที่ต้องหายไป” ซึ่งเมื่อก่อนหนูดีจะเป็นคนกังวลไปล่วงหน้านานมาก ด้วยความที่วางแผนเยอะ แต่หลังจากฝึกตัวเองมาหลายปี ก็พบว่าจริงๆ แล้วเราควรเอาเวลาไปเตรียมตัวให้ดี แล้วหาความสุขระหว่างนั้น และเมื่อถึงเวลาต้องลงมือทำงานชิ้นนั้นจริงๆ ถ้าเราเตรียมตัวมาดีแล้ว เราก็ทำได้ดีที่สุดแค่นั้นอยู่ดี กังวลไป ไม่ได้ช่วยอะไรเลยส่วนถ้าหากตอนไหนมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกเหมือนหาทางออกไม่ได้ ตันไปหมด หนูดีเลือกมาเป็นกลอนที่คนเขียนก็ช่างคิด ฟังแล้วคล้ายๆ กับ
“ฟ้าหลังฝน” แบบไทยๆ ของเรา แต่นี่ฝรั่งเขียนเสียเป็นกลอนเลยค่ะ“Clouds may come, but clouds must go.
“
เมฆมา แล้วเมฆหมอกก็ต้องไปAnd they have a silver lining และที่ขอบเมฆนั้นก็มีขอบแรสีเงิน
For beyond them all, you know เพราะที่ข้างหลังของเมฆนั้น
The sun or moon is shining.
” Mary Engelbreitsมีพระอาทิตย์ หรือพระจันทร์ส่องแสงอยู่
”แมรี เองเกิลไบรตส์
ในชีวิตคนเรา หนูดีเชื่อว่าเราต้องเจอเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไปต่อไม่ได้ ไปต่อไม่ไหว มองไม่เห็นทางออกกันคนละครั้งสองครั้งกันทั้งนั้น แต่เหตุการณ์เหล่านั้นเข้ามาในชีวิตของเราเพื่อให้เราเห็นว่า หัวใจของเราใหญ่แค่ไหน และความเชื่อของเราที่คิดว่า ชีวิตมีทางตันนั้น มันผิดแค่ไหน อาจารย์ทางธรรมของหนูดีคนหนึ่ง สอนหนูดีว่า เวลาที่หนูดีเห็นปัญหาแล้วร้องไห้ คิดว่าปัญหานั้นใหญ่ นั่นเป็นเพราะว่า หัวใจของหนูดีเล็กไปต่างหาก เพราะปัญหาก็ส่วนปัญหา หนูดีไม่มีสิทธิสวดมนต์อ้อนวอนให้ปัญหาเล็กลง สิ่งเดียวที่หนูดีทำได้ คือ การฝึกให้หัวใจใหญ่ขึ้น จนปัญหาจะมาในรูปไหน ก็จะไม่เป็นปัญหาเลย เพราะใจเราใหญ่พอจะรับทุกสิ่ง โอ้โห เป็นบทเรียนที่หนูดีทึ่งและนำมาสอนตัวเองเสมอ
ใครยังไม่เคยหาคำคมมาติดโต๊ะทำงาน ลองหามาดูนะคะ เพราะเมื่อเราเห็นบ่อยๆ เราจะพบด้วยความทึ่งว่า ถ้อยคำเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาในสมองของเราในนาทีคับขันที่เราเจอปัญหาแบบไม่น่าเชื่อ และสำหรับท่านที่อยากได้ข้อความเหล่านี้ประจำสัปดาห์ เข้าไปดูได้เลยที่ www.twitter.com/nudi_ vanessa และ www.facebook.com/mindbrain ค่ะ







