posttoday
ถึงเวลาสร้างกระแส ‘คุณแม่ ช่วยชาติ’

ถึงเวลาสร้างกระแส ‘คุณแม่ ช่วยชาติ’

27 พฤษภาคม 2560

สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวในหน้าสื่อบันเทิงคงไม่มีข่าวไหนอยู่ในความสนใจของแฟนนานุแฟนมากไปกว่าข่าวว่าที่คุณแม่ "ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต"

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวในหน้าสื่อบันเทิงคงไม่มีข่าวไหนอยู่ในความสนใจของแฟนนานุแฟนมากไปกว่าข่าวว่าที่คุณแม่ "ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต" ที่ไปสวยเฉิดฉายเยือนพรมแดงในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ลอรีอัล ปารีส (ไทยแลนด์) 

จริงๆ แล้วส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้เป็นคนที่ติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงสักเท่าไรนัก ไม่ค่อยจะรู้ว่าตอนนี้ดาราคนไหนเป็นแฟนใคร หรือดาราคนไหนกำลังมีผลงานอะไร แต่สำหรับข่าวชมพู่เยือนพรมแดงที่เมืองคานส์นี่ ต่อให้ไม่ค่อยจะได้ติดตามข่าวบันเทิงยังไงก็ต้องเห็นภาพข่าวของเธอ เพราะถูกส่งตรงถึงผู้ชม ผู้อ่านผ่านทุกสื่อ ทุกช่องทาง ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ ข่าวออนไลน์  และที่สำคัญบนหน้าฟีดเฟซบุ๊กเต็มไปด้วยภาพของเธอ

แวบแรกที่เห็นภาพชมพู่ อารยา อย่างแรกที่ผู้เขียนนึกคือ เธอช่างเป็นว่าที่คุณแม่ที่สวย ถ้าความสวย เป๊ะ ปัง ของชมพู่ เป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ เมืองไทยอยากเป็นคุณแม่แบบเธอกันมากๆ จนกลายเป็นเทรนด์ขึ้นมาอยู่สัก 5 ปี 10 ปี ก็คงจะดี เพราะนี่จะเป็นเทรนด์ที่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างให้กับประเทศไทยได้เลยทีเดียว

เป็นที่รู้กันว่าตอนนี้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยประการสำคัญคือเรื่องของจำนวนประชากรที่เกิดน้อย คนในวัยทำงานก็ไม่ค่อยจะแต่งงาน หรือแต่งงานก็ไม่มีลูก ทำให้เด็กที่เกิดจากกลุ่มคนมีศักยภาพในการเลี้ยงดูมีจำนวนน้อย แต่ที่เกิดมากนั้นไปอยู่ที่เด็กวัยรุ่นที่ท้องก่อนวัยอันควร จนเป็นที่มาของคำจำกัดความเกี่ยวกับการเกิดของคนไทยที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ให้ไว้ว่า "เกิดน้อยด้อยคุณภาพ"

ขณะเดียวกัน โดยข้อมูลเชิงสถิติปัจจุบันประเทศไทยก็ถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว และจะเป็นลักษณะโครงสร้างประชากรที่สร้างปัญหาในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะเราเป็นสังคมสูงอายุในขณะที่ยังไม่ร่ำรวย ต่างจากลักษณะของสังคมสูงอายุอื่นๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ ที่เป็นสังคมสูงอายุแต่ก็มีฐานะที่ร่ำรวย รัฐสามารถดูแลคนกลุ่มนี้ได้ แต่สำหรับประเทศไทยรายได้ภาษีเติบโตไม่ทันรายจ่าย ยิ่งคนสูงอายุมากขึ้น ขณะที่คนทำงานจ่ายภาษีน้อยลง ที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่ปัญหาการคลังของประเทศ

จริงๆ บ้านเราตอนนี้รัฐบาลก็พยายามที่จะมีนโยบายที่จูงใจให้คนที่แต่งงานแล้วมีลูกกันมากขึ้นด้วยมาตรการจูงใจ ทั้งการหักลดหย่อนภาษี การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในช่วงปีแรกๆ แต่มาตรการเหล่านี้ก็ยังไม่จูงใจมากพอเมื่อเทียบกับประเด็นที่คนยังมองว่าการมีลูกนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ ที่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างแพงลิ่ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษา ที่แค่ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาลบางแห่งเทอมเดียวสามารถจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัยของรัฐได้ตลอด 4 ปีเลยทีเดียว และยังไม่รวมค่าเรียนพิเศษเสริมความสามารถในด้านต่างๆ ที่กลายเป็นสิ่งที่เด็กทุกวันนี้ต้องมีอีกมากมาย 

แต่ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับหลายประเทศที่มีโครงสร้างปัญหาคล้ายกันคือ ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายสูง ประชาชนจึงไม่นิยมมีลูก เช่น ล่าสุดผู้เขียนมีโอกาสติดตามคณะของรองนายกรัฐมนตรีไปเยือนเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลไทยที่ฮ่องกงท่านหนึ่ง ก็เล่าให้ฟังว่าตอนนี้ฮ่องกงก็มีปัญหานี้เช่นกัน และดูจะรุนแรงกว่าไทยด้วย เพราะสำหรับชาวจีน ฮ่องกงแล้ว นอกจากค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้ว กว่าคู่บ่าวสาวจะแต่งงานทีต้องคิดหนัก เพราะค่าใช้จ่ายในพิธีแต่งงานที่สูง คิดเป็นเงินไทยแล้วหลายสิบล้านบาท และยังมีค่านิยมหลายๆ อย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการแต่งงานของคนหนุ่มสาวอยู่พอสมควร

ฟังๆ ดูแล้วปัญหาประชากรเกิดน้อยของไทยเราอาจจะไม่ได้รุนแรงเท่าฮ่องกง หรือเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และอาจจะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่าถ้ารัฐบาลมีนโยบายจูงใจที่เหมาะสมถูกจุดเพิ่มเติม

เอาจริงๆ ผู้เขียนก็แอบเชียร์ให้รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่วางแผนเรื่องประชากรจัดแคมเปญอย่างจริงๆ จัง ดึงครอบครัวดาราสักครอบครัวมาเป็นพรีเซนเตอร์ มาชักชวนให้คนไทยมีลูกกันให้มากขึ้น คงได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะคนไทยบิวด์ง่าย ขอให้อะไรที่เป็นเทรนด์ เป็นกระแสก็พร้อมจะตามทั้งนั้น

นอกจากการวางแผนและทำนโยบายที่รองรับสังคมสูงอายุ ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรับกับปัญหาโครงสร้างประชากรของประเทศ หน่วยงานที่ดูแลงานวางแผนประชากรน่าจะลองทำนโยบายเชิงรุกบ้าง

ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่เราต้องสร้างกระแส “คุณแม่ ช่วยชาติ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท