
The Skimmy Economy
ต้นปีที่ผ่านมาผมเดินทางไปนิวยอร์ก การเดินทางไกลกับผมเป็นของไม่ค่อยถูกโฉลกกันนัก
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอพี
ต้นปีที่ผ่านมาผมเดินทางไปนิวยอร์ก การเดินทางไกลกับผมเป็นของไม่ค่อยถูกโฉลกกันนัก คือไม่ค่อยปลื้มกับการต้องนั่งบนที่นั่งที่ลอยอยู่บนอากาศสูงจากพื้นเป็นหมื่นๆ ฟุต นึกทีไรก็จะรู้สึกโหวงๆ ในท้อง แต่สิ่งที่แลกมากับความทรมานหลายชั่วโมงมันก็คุ้มเกินกว่าจะปฏิเสธ เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของที่นั่งบนฟ้าด้วยเช่นกัน
การแข่งขันที่ดุเดือดของธุรกิจการบิน ทำให้ทุกสายการบินบนโลกนี้ที่ยังอยากจะบินอยู่ต้องปรับตัวไม่มากก็น้อย แล้วแต่กำลังทรัพย์และความอุ้ยอ้ายของแต่ละบริษัท สายการบินที่มาจากตะวันออกกลางทั้งหลาย ดูเหมือนจะปรับตัวได้ดีกว่าใคร เวลานี้ทั้งเอมิเรตส์ เอทิฮัด หรือกาตาร์ แอร์ไลน์ ถือว่าเป็นสายการบินที่น่าจับตามองที่สุดในธุรกิจสายการบิน
ต้องบอกว่าการบริการนั้นดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับราคาตั๋วซึ่งไม่ได้หนีจากสายการบินอื่นๆ เลยก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ไปนิวยอร์กคราวนี้ผมเลือกบินกับกาตาร์ แอร์ไลน์ และต้องบอกว่าเมื่อเทียบกับสายการบินอย่างการบินไทยแล้ว ชั้น Business Class ของกาตาร์ฯ นั้น หาที่ติไม่ได้จริงๆ (ข้อนี้ผมไม่ได้โฆษณาแต่อย่างใด) การออกแบบการบริการไม่ได้ดีแค่บนเครื่อง แต่รวมถึงตั้งแต่แอพพลิเคชั่น การรับรองที่สนามบินฮาหมัดที่กรุงโดฮา ไปจนถึงบริการสำหรับสมาชิกสายการบิน เรียกว่าผ่านกระบวนการคิดและวางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเลานจ์ที่สนามบินฮาหมัด ที่ควรต้องพูดถึงเป็นพิเศษ จริงๆ แล้วด้วยขนาดของมันเราไม่ควรเรียกว่า “เลานจ์” เลยด้วยซ้ำ ต้องเรียกว่าอาคารเลยมากกว่า เพราะกินพื้นที่ 1 หมื่นตารางฟุต ใหญ่เท่ากับเอาสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกมาเรียงต่อกันสิบสนาม การประกาศปรับปรุงที่นั่งชั้นธุรกิจครั้งล่าสุดของกาตาร์ฯ ก็ยิ่งทำให้น่าตื่นตาไปอีก เพราะเขยิบเข้าใกล้ที่นั่งแบบเฟิสต์คลาสเข้าไปทุกที แต่ราคานั้นยังไม่เปลี่ยน
หากประเมินจากข้อด้อยของสายการบินที่มาจากตะวันออกกลางอย่างเดียวก็คือ “อคติ” จากชาติตะวันตกบางประเทศ ทำให้การบินออกจากแถบนี้ไปยังประเทศในอเมริกาเหนือหรือยุโรปบางประเทศนั้นยุ่งยากพอสมควร เพราะการตรวจค้นเข้มงวดมาก เมื่อเทียบกับเที่ยวบินที่มาจากสนามบินนาริตะของญี่ปุ่น หรืออินชอนจากเกาหลีใต้นั้นถือว่าต่างกันอยู่ อคตินี้ก็สร้างภาพมายาคติให้กับผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยให้หลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังอยู่ในระหว่างการขอกรีนการ์ด หรือทำงานเกี่ยวข้องกับสหรัฐ
บางครั้งการต้องบินไปแวะจอดที่ตะวันออกกลางอาจทำให้คุณต้องคิดมากกว่า ยิ่งในช่วงที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้กับท่าทีของสหรัฐ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยแล้ว หากเลือกบินกับสายการบินอื่นได้ก็ตัดปัญหาเรื่องนี้ไป สายการบินจากตะวันออกกลางทั้งหลายก็เลยต้องหาจุดแข็งในเรื่องการบริการมาสู้ ข้อดีคือผู้บริโภคอย่างเรามีทางเลือกที่ดีกว่า และยังกระตุ้นให้สายการบินระดับพรีเมียมด้วยกันเองต้องปรับตัว พัฒนาการบริการตามไปด้วย
หลายสายการบินที่ยังหนีไม่พ้นวิบากกรรมจากระบบอุปถัมภ์หรือระบบราชการที่ล้าหลัง จึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก ยิ่งเมื่อมองไปถึงอนาคตซึ่งไม่ไกลมากแล้ว แค่จะแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ยิ่งน่าจะหืดขึ้นคออยู่ เพราะสายการบินต้นทุนต่ำ ณ ตอนนี้ก็กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของนักเดินทางไปเสียแล้ว โดยเฉพาะเมื่อไม่ต้องบินไกลมาก
แม้ว่าจริงๆ แล้วทุกที่นั่งของสายการบินต้นทุนต่ำก็ไม่ได้ถูกจริงๆ ไปเสียทุกเที่ยวบิน (ระบบการซื้อตั๋วเครื่องบินก็เหมือนการจองโรงแรม เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่นั่งถัดจากเราซื้อตั๋วมาในราคาเท่าไหร่) แต่การทำการตลาดที่ดีและการสร้างภาพลักษณ์เรื่องความคุ้มค่าก็ทำให้ลูกค้าผู้จงรักภักดีมีอาการแกว่งเหมือนกัน
ยิ่งตอนนี้สายการบินต้นทุนต่ำก็เริ่มให้บริการบินระยะทางที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแล้ว การแข่งขันก็ยิ่งเข้มข้นดุเดือดและน่าติดตาม เพราะถ้าหากสายการบินระดับพรีเมียมจะลงมาสู้เรื่องราคาแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่น่ารอด แต่สิ่งที่สายการบินพรีเมียมควรจะทำและทำได้ดีกว่าแน่นอนก็คือการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างมากกว่า
เท่าที่เห็นสายการบินพรีเมียมก็รู้ในข้อนี้ดี มีหลายสายการบินที่ตอนนี้เริ่มประกาศออกมาแล้วว่า ตั้งใจจะลดที่นั่งในชั้นประหยัดลง และเพิ่มทางเลือกที่ดีขึ้น (แต่เพิ่มเงินอีกเล็กน้อย) อย่างเช่นการเพิ่มจำนวนที่นั่งชั้นประหยัดแบบพรีเมียม ชั้นธุรกิจและที่นั่งในชั้นเฟิสต์คลาสแทน และออกแบบการบริการเสียใหม่เพื่อให้ใกล้เคียงกับการบริการของโรงแรมแบบห้าดาว
ยกตัวอย่างสายการบินในแถบตะวันออกกลางอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง สายการบินอย่างเอมิเรตส์ซึ่งใช้เครื่องบินขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส 380 ก็อุทิศครึ่งหนึ่งของลำให้กับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ สายการบินในตะวันตกบางสายการบินก็เริ่มปรับตัว เช่น สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ก็ประกาศแล้วว่าจะลดจำนวนที่นั่งในเครื่องบินขนาดใหญ่ให้เหลือที่นั่งที่เป็นชั้นประหยัดไม่ถึงครึ่งลำ อาจเรียกได้ว่าสายการบินเหล่านี้กำลังยกระดับตัวเองให้เป็นโรงแรมห้าดาวลอยฟ้า และถือเป็นการตีความสายการบินระดับพรีเมียมในมุมมองใหม่ๆ
บางสายการบินก็ไปไกลกว่านั้น เช่น สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส หรือกาตาร์ แอร์ไลน์ มีการร่วมมือกับร้านอาหารและเชฟระดับมิชลิน ออกแบบเมนูอาหารพิเศษสำหรับผู้โดยสารในชั้นธุรกิจและเฟิสต์คลาสบ้าง อย่างเตอร์กิช แอร์ไลน์ ก็ลงทุนซื้อกิจการร้านอาหารมาเลย เพื่อเอาแบรนด์มาใช้ในการสร้างความน่าสนใจและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้โดยสาร
แต่ก็ไม่ใช่ทุกสายการบินจะทำแบบนี้ได้หมด ก็มีบางสายการบินที่ทำในแบบตรงกันข้าม อย่างอเมริกัน แอร์ไลน์ เพิ่งประกาศว่าจะปรับลดขนาดความกว้างของที่นั่งชั้นประหยัดลงอีก 2 นิ้ว จาก 31 นิ้ว เหลือ 29 นิ้ว ในเครื่องบินลำใหม่ๆ ที่เพิ่งสั่งซื้อจากโบอิ้งเมื่อต้นปี การปรับเปลี่ยนนี้ทางสายการบินบอกว่า ผู้โดยสารจะไม่รู้สึกถึงความคับแคบ และยังบอกด้วยว่าอาจมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงขนาดที่นั่งคล้ายๆ กันแบบนี้ในเครื่องบินที่ให้บริการอยู่ตอนนี้ด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
Wall Street Journal คาดการณ์ว่า ในสิบปีนี้ธุรกิจสายการบินจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเยอะมากจากที่เป็นอยู่ เพราะสายการบินแบบต้นทุนต่ำและสายการบินแบบพรีเมียมจะวางตำแหน่งแบรนด์ของตัวเองชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสายการบินไหนปรับตัวไม่ทัน ชั้นธุรกิจยังปรับเอนแล้วตัวไหลลง ก็คงต้องตกอยู่ในชะตากรรมแบบที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เคยบอกไว้...
“ไม่ปรับตัวก็ต้องตาย”







