
อิสรเสรี ทำงานได้ทุกที่จากทุกมุมโลก
โลกยุคใหม่ที่กำลังก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การทำงานผ่านออนไลน์ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถเชื่อมต่อ
โดย...โสภิตา สว่างเลิศกุล
โลกยุคใหม่ที่กำลังก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การทำงานผ่านออนไลน์ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถเชื่อมต่อโยงใยเครือข่ายกันได้ทั้งหมด การเติบโตของเศรษฐกิจคนทำงานอิสระ (Freelance Economy) ที่ในอนาคตจะกลายเป็นกลุ่มแรงงานหลักของโลก
กรุงเทพมหานครก็เป็นเมืองใหญ่ที่มีรถติดและการจราจรที่ไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ได้มาตรฐานและเพียงพอในการตอบโจทย์ชีวิตผู้คนที่ทำงานและอาศัยอยู่ในเมืองนี้ ปรากฏการณ์ของมนุษย์ทำงานเร่ร่อนอิสระ หรือ ดิจิทัล นอแมด (Digital Nomad) ในยุคดิจิทัลที่เติบโตขึ้นใน 5 ปีที่ผ่านมา เป็นตัวบ่งชี้ว่า อีกไม่ช้านาน คนทำงานในกรุงเทพฯ ก็น่าไปสู่จุดนี้
การทำงานแบบไม่อยู่กับที่ หรือเร่ร่อนท่องไปเรื่อย แล้วใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงาน มันกลายเป็นอีกไลฟ์สไตล์หนึ่งที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันถึงปี 2015 สหรัฐอเมริกามีคนทำงานอิสระมากกว่า 53 ล้านคน คิดเป็น 34% ของแรงงานทั้งหมด มีจำนวนฟรีแลนซ์หน้าใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 7 แสนคน ในปี 2020 ที่จะมาถึงในอีก 3 ปี คาดการณ์ว่าจะมีคนทำงานอิสระถึง 60 ล้านคน หรือมากกว่า 40% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งแปลว่าคนทำงานอิสระจะกลายเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สุดของสหรัฐ
การคาดคะเนของปีเตอร์ เลเวลส์ สตาร์ทอัพ โปรแกรมเมอร์ และดีไซเนอร์ชาวดัตช์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ nomadlist.com ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศการเดินทางไปทั่วโลกสำหรับชาวดิจิทัล นอแมด ในปัจจุบัน พยากรณ์ว่าภายในปี 2035 จะมีคนทำงานอิสระที่เรียกตัวเองว่า ดิจิทัล นอแมด ถึง 1,000 ล้านคนทั่วโลก
มาดูความเคลื่อนไหวของกระแสหรือเทรนด์ดิจิทัล นอแมด ในกรุงเทพฯ และในเมืองไทย
รู้จักมนุษย์งานนักเร่ร่อนอิสระในยุคดิจิทัล
ดิจิทัล นอแมด คือคนที่ดำเนินชีวิตประจำวันแบบไม่ติดอยู่กับที่ อาศัยเพียงเทคโนโลยีการสื่อสารและสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำงานแบบเดิม คนเหล่านี้จึงทำงานได้เกือบทุกที่ตั้งแต่ที่บ้าน ร้านกาแฟ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ริมทะเล ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งออกเดินทางท่องเที่ยวและตั้งถิ่นฐานชั่วคราวในต่างแดนในช่วงระยะเวลาหนึ่งตั้งแต่หลายเดือนถึงหลายปี
คนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น Location Independent, Remote Worker และเป็นกระแสของคนทำงานที่ธุรกิจปัจจุบันจึงต้องเริ่มปรับตัวเพื่อตอบรับแนวทางของคนทำงานอิสระ การทำงานในยุคปัจจุบันและในอนาคตจึงมีลักษณะเป็นเครือข่ายโยงใยกัน ซับซ้อนแต่ก็คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้นเช่นกัน
งานวิจัยเรื่อง Culture of Digital Nomads: Ontological, Anthropological, and Semiotic Aspects (2014) โดย อิรินา คูเซเลวา-ซาแกน และซเนซานา โนโซวา ได้พยายามอธิบายวัฒนธรรมของชาวดิจิทัล นอแมด ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่าจะส่งผลต่อสังคมมนุษย์ในอนาคตอย่างไรในเชิงมานุษยวิทยานั้น พบว่าข้อดีของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบนี้ คือพวกเขาจะเป็นคนที่มีอิสระเต็มเปี่ยม (Free People) เพราะสามารถเลือกทำสิ่งที่ต้องการและเดินทางไปในที่ที่อยากไปได้
บริการและธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็จะตอบรับความต้องการของชาวดิจิทัล นอแมด มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การออกเดินทางไปรอบโลกไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ประสบการณ์จากการลองผิดลองถูกจะทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีความสามารถหลายด้าน (Multifunctional) ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ มีความกระตือรือร้น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
ผู้สร้างแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลทางความคิดให้กับชาวดิจิทัล นอแมด คือ ทิม เฟอร์ริสส์ หนึ่งในผู้บุกเบิกการทำงานสไตล์นี้ เขาคือที่ปรึกษาให้กับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย อย่าง Facebook, Twitter, Uber, Shopify และ Alibaba นอกจากนี้ยังเป็นนักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์จากหนังสือที่ชื่อว่า The 4-Hour Work Week: Escape the 9-5, Live Anywhere and Join the New Rich
ที่เปรียบเสมือนไบเบิลสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะทำงานรอบโลกซึ่งทิมได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของชาวดิจิทัล นอแมด ไว้ว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่พวกเขาต้องการมีประสบการณ์ในสิ่งที่คิดว่าต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะทำได้ ดังนั้นคนรวยที่แท้จริงคือคนที่ได้ใช้เวลาทำสิ่งที่อยากทำ ได้เดินทางไปในที่ที่อยากไป และได้ใช้เงินซื้อสิ่งที่อยากซื้อ และผู้ที่สามารถสร้างประสบการณ์เหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้จะได้สัมผัสกับความรวยแบบใหม่ (New Rich) ที่มีอิสรภาพได้ โดยไม่ยึดติดกับการต้องเป็นเจ้าของเงินล้านแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องราวของปีเตอร์ เลเวลส์ ผู้บุกเบิกการใช้ชีวิตแบบดิจิทัล นอแมด ที่ตัดสินใจออกเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยวทั่วโลกด้วยการพึ่งพาเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต โคเวิร์กกิ้งสเปซ และคอฟฟี่ช็อปนั้นไม่ได้ซับซ้อน โดยแรกเริ่มคือการตัดสินใจออกจากคอมฟอร์ตโซน หรือในที่นี้คือการทำงานในระบบ สองคือการได้รับแรงบันดาลใจที่จะออกเดินทาง
ประสบการณ์ตรงทำงานกันแบบดิจิทัล นอแมด
ด้วยระบบการทำงานออนไลน์ในปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บางองค์กรและบริษัทต่างๆ เริ่มปรับตัวเข้าหาการทำงานบนระบบออนไลน์อย่างเต็มตัว และยอมปล่อยให้พนักงานในสังกัดของตัวเองเลือกทำงานที่ไหนก็ได้ ซึ่งระบบการทำงานแบบนี้เรียกว่า Telecommuting
ดร.วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาสาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท บัดนาว และทำงานอยู่ในวงการอินเทอร์เน็ตมาปริ่มๆ 20 ปี บอกถึงปรากฏการณ์ของคนทำงานไร้ออฟฟิศที่เดินทางไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศและบนโลกใบนี้ว่า
“ผมเข้าใจว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นส่วนใหญ่โดยคนเจนวาย (Gen Y) ที่มีนิสัยรักอิสระ อยากควบคุมชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างประเทศก็เป็น เขาอยากจะทำงานอยู่ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ จริงๆ เรียกว่าทำงานก็ไม่ถูก แต่เป็นวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของพวกเขา ซึ่งมองในมุมของบริษัทหรือนายจ้าง หากเป็นองค์กรที่มีแนวปฏิบัติมีกฎระเบียบของตัวเองอย่างเหนียวแน่น ก็มักจะทำให้น้องๆ เหล่านี้รู้สึกอึดอัดและพยายามจะแหวกกฎ
“สุดท้ายอย่างที่เราเห็นๆ กันก็คือ เด็กรุ่นใหม่อยู่ในองค์กรได้ไม่นาน แป๊บๆ ก็เปลี่ยนงาน เพราะองค์กรเหล่านั้นไม่ยืดหยุ่นหรือเฟล็กซิเบิล (Flexible) พอ และเขาก็กลัวว่า พวกเด็กเหล่านี้จะทำให้ระบบรวน ทำให้คนที่เคยอยู่มานานแล้วเสียวินัยตามไปด้วย ทางออกของเด็กๆ ก็คือ ลาออก ไปทำงานของตัวเอง ไปเป็นฟรีแลนซ์ (Freelance) หรือไปทำงานกับบริษัทยุคใหม่ที่ให้อิสระมากกว่า ดังจะเห็นได้จากร้านกาแฟที่เปิดอยู่ทั่วไป และโคเวิร์กกิ้ง สเปซ (Coworking Space) ที่เป็นแหล่งให้คนรุ่นใหม่สามารถทำงานได้ตามจังหวะชีวิตของตัวเอง”
สำหรับการก้าวสู่ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 กับไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัล นอแมด ดร.วิลาส ได้จำแนกเป็นสองฝั่ง และวิเคราะห์ให้เห็นภาพที่ฉายออกมาในอนาคตว่า
“ผมแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคือในฐานะที่เราครอบครองแผ่นดินแห่งนี้ โดยภูมิศาสตร์เรานับว่าเป็นเนเจอร์ ฮับ (Natural Hub) ที่สามารถเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ เรามีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวต่างชาติหลายๆ ประเทศอยากมาอยู่ อยากมาทำงานเมืองไทย ซึ่งถ้ากฎหมายเราเอื้ออำนวยก็น่าจะดึงดูดคนมาลงทุน และคนเก่งๆ เข้ามาทำงานเมืองไทยมากขึ้น ทำให้เกิดการกระจายความรู้จากหลายๆ ชาติ หลายๆ ภาษาได้มากขึ้น
“ส่วนในอีกฝั่งคือ คนไทยเอง ด้วยกระแสสตาร์ทอัพ (StartUp) ที่กำลังบูมอยู่ในปัจจุบัน ทำให้คนกล้าที่จะออกมาทำธุรกิจกันมากขึ้น และไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัล นอแมด ก็เหมาะกับการทำงานแบบสตาร์ทอัพ ในช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ ในช่วงที่กำลังสร้างโปรดักต์และหาบิซิเนส โมเดล ที่เหมาะกับตัวเองอยู่แล้ว แต่พอธุรกิจเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ต้องมีโอเปอเรชั่นที่ชัดเจนก็จะต้องการระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งบริษัทที่ปรับตัวได้ก็จะสามารถอยู่รอดได้ต่อไป”
ความพยายามใช้ที่ทำงานเสมือน (Virtual Office) และทำงานแบบรีโมทกันอยู่ โดยเช่าออฟฟิศไว้เป็นฐานทัพให้คนภายนอกติดต่อ และสำหรับพบปะและประชุมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ส่วนวันที่เหลือให้สิทธิพนักงานในการทำงานที่ไหนก็ได้ จะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ แค่มีข้อแม้ว่างานต้องเสร็จ ซึ่งการจะทำงานแบบไร้ออฟฟิศได้นั่น ดร.วิลาส ฟันธงจากประสบการณ์ที่พานพบว่า ทุกคนต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีความเป็นเจ้าของงาน ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้างที่ทำงานตามคำสั่ง งานที่ได้ก็ไม่มีทางออกมาได้ดี แต่อย่างไรก็ตามการสื่อสารก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อพูดถึง บริษัท บัดนาว ดร.วิลาส ก็บอกถึงวิธีการทำงานที่เรียกว่าระบบรีโมท (Remote) ซึ่งเอื้อต่อวิถีชีวิตแบบดิจิทัล นอแมด
“ที่บัดนาวเราทำงานแบบรีโมทกันทั้งทีมประมาณ 10 คน แต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองที่ชัดเจน ตั้งแต่คนทำกราฟฟิก คนเขียนเว็บ เขียน Android, iOS ต้องยอมรับว่าเราล้มหนักๆ ไปทีหนึ่งจากการพัฒนาโปรดักต์ขึ้นมาแล้วหาลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินไม่ได้ จนเมื่อปีที่แล้ว 2559 เราเปลี่ยนแนวทางการทำงานใหม่ เริ่มกลับเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์เล็กๆ ที่ทำงานตาม Requirement ของลูกค้าเพื่อพัฒนา Core Product ของบริษัทขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทำให้ตอนนี้เราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น พัฒนา Product ได้เร็วขึ้น
“อีกไม่นานถึงจุดที่ต้องขยายผมตั้งใจแยกองค์กรเป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งพัฒนาก็คงวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมไว้ เพราะน้องๆ เคยชินกับการทำงานแบบนี้แล้ว ส่วนฝั่งที่เป็น Customer Service อันนี้ก็ต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่และมีกฎระเบียบมีวินัยการทำงานเหมือนบริษัทใหญ่ทั่วไป”
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นจุดดีจุดด้อยของการจ้างงานแบบรีโมท ดร.วิลาส ยอมรับว่าการทำงานแบบนี้มีข้อดี ข้อเสียในตัวของมันเอง และไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กรจะนำไปใช้
“ข้อดี คือ พนักงานในองค์กรมีอิสระ ดังนั้นทุกคนต้องมีวินัยและเก่งในงานของตัวเอง เส้นตายหรือเดดไลน์ (Deadline) ต้องเป็นเดดไลน์ จึงจะสามารถทำให้เราทำงานร่วมกันได้ ส่วนข้อเสียคือ เรื่องการถ่ายทอดความรู้และการสร้างความสัมพันธ์ในทีม เพราะมันไม่ได้เจอหน้ากันตัวเป็นๆ ทุกวัน ถึงแม้จะ Chat จะ Message หรือ VDO Call หากัน มันก็ไม่ได้อารมณ์แบบ Face-to-face ดังนั้นจึงควรมีกติกาบางอย่างให้ทุกคนได้มาเจอกัน จะประชุม หรือจะไปเที่ยว ทำกิจกรรม Outdoor ร่วมกันบ้างก็จะสามารถช่วยในจุดนี้ได้ครับ”
สุดท้าย ดร.วิลาส สรุปว่า การทำธุรกิจในประเทศไทย ถึงอย่างไรก็ตามยังคงต้องมีออฟฟิศให้คนภายนอกติดต่อเข้ามาอยู่ดี เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นระดับหนึ่งว่าบริษัทมีที่ตั้งแน่นอน ส่วนทีมงานไหนจะทำงานแบบ Virtual Office ได้หรือไม่นั้น อยู่ที่ทุกคนต้องมั่นใจและไว้วางใจซึ่งกันและกัน พูดความจริงไม่เน้นสร้างภาพ กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่มัวจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และต้องมีวินัยในการสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ อย่าไปเน้นที่เครื่องมือก่อนเพราะเครื่องมือมีอยู่ คนต่างหากที่ต้องพร้อมปรับตัว
‘ฟรีแลนซ์ ดิจิทัล นอแมด’ อมรินทร์ฯ กำลังบุกเบิก
โครงการ Amarin Digital Talent Project ที่กำลังเปิดรับสมัครอยู่ตนถึง 31 พ.ค. 2560 โดยมีมอตโตหรือคำจูงใจผู้สมัครว่า "ทำในสิ่งที่คุณรัก อยู่กับสิ่งที่คุณเป็น ใช้ชีวิตแบบ Freelance Digital Nomad" เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีความสามารถด้านการผลิตผลงานด้านดิจิทัลออนไลน์ และรูปแบบอื่นๆ ทุกประเภท เข้าเป็นพนักงานสังกัดในเครืออมรินทร์ที่มีสวัสดิการและรายได้ประจำโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ
นับได้ว่า อมรินทร์ฯ เป็นองค์กรสื่อยักษ์ใหญ่ที่กำลังขยับตัวให้สอดคล้องกับการทำงานของวิถีชีวิตผู้คนในยุคดิจิทัลที่ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ออนไลน์ในการทำงาน โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ออฟฟิศ อาจหาญ นิมิตรหมื่นไวย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง ขยายความถึงโครงการนี้ว่า
“โลกของเราเปลี่ยน คนอยากมีรายได้ที่มั่นคงที่เข้ากับความชอบส่วนตัวของตัวเอง คือว่าง่ายๆ เขาสามารถทำอะไรกับสิ่งที่เขาชอบเขารัก ซึ่งจะทำได้ดี อมรินทร์ฯ ก็จะเปิดโอกาสให้คนที่เป็นเซียนหรือมีความสามารถในด้านต่างๆ สามารถเขียนคอนเทนต์หรือเนื้อหา คือผลิตผลงานผ่านดิจิทัล ออนไลน์ ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอินโฟกราฟฟิก ช็อตฟอร์มวิดีโอ หรือคนเขียนคอนเทนต์ พวกเขาสามารถส่งคอนเทนต์มาให้เราได้
“ถ้าผ่านการคัดเลือก มีเงินเดือนประจำแต่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ อย่างคนนี้ชอบเขียนเรื่องบ้านหรือท่องเที่ยว สมมติตกลงกันว่าจะเขียนคอนเทนต์ให้เรา 2 ชิ้นต่อวัน โอเครับค่าจ้างไป 1 หมื่นบาท/เดือน เหมาจ่ายไปเลย เขาก็อยู่กับครอบครัว ใช้ชีวิตของเขาไป ประกอบกับมีสวัสดิการบางอย่างที่ใกล้เคียงกับพนักงานที่ประจำออฟฟิศ ทั้งประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ก็มีเซฟให้ตรงนั้น เพื่อให้เขาผลิตงานดีๆ โดยไม่ต้องกังวลกับสถานะทางการเงิน”
อาจหาญ บอกว่า บริษัทในเมืองไทยโดยส่วนมากยังไม่ยอมรับหรือเห็นด้วยกับระบบนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งไม่ชอบทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับเข้าออฟฟิศทุกวัน เลือกไปเป็นฟรีแลนซ์ที่อนาคตไม่มั่นคง แต่ก็ยอม
“อย่างที่ว่าบ้านเรายังไม่มีทัศนคติเรื่องนี้ในด้านบวกนัก ไม่สามารถแยกแยะคนทำงานฟรีแลนซ์กับคนตกงานได้ ซึ่งเราจะทำภาพให้มันชัดว่า การเป็นฟรีแลนซ์กับอมรินทร์ฯ ไม่ใช่ฟรีแลนซ์แบบทั่วไปที่เป็นอยู่ คนที่มีของจะมีช่องทางออกของและมีผลตอบแทนที่มั่นคง เรารับไม่จำกัดอายุด้วย เพราะคอนเทนต์ของอมรินทร์ครอบคลุมไปทั้งหมด ไม่ว่าชอบแนวไหนก็จะมีช่องทางให้เขียนหรือแสดงงานทั้งหมด แฟชั่น ความงาม บ้าน ธรรมะ และอีกมากมาย”
การเติบโตของมนุษย์งานแบบดิจิทัล นอแมด ต้องมีความเติบโต อาจหาญ เชื่อมั่นอย่างนั้น ด้วยประสบการณ์ของการทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลมายาวนาน ทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลง
“อีกอย่างหนึ่งเรามองว่าโลกในอนาคตเราไม่ต้องทำงานที่ออฟฟิศกันแล้ว เพราะงานเกี่ยวกับมีเดียและครีเอทีฟสามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เอื้อหรือชิลๆ เราก็เลยนำร่องด้วยโครงการฟรีแลนซ์ ดิจิทัล นอแมด ซึ่งรับคนนอก ส่วนคนในออฟฟิศ ซึ่งเป็นคนออนไลน์โดยตรงก็สามารถทำงานอย่างนี้ได้ เป็นแรงจูงใจในการผลิตงานออนไลน์
“ตอนนี้ผลตอบรับดีมาก คนสมัครเป็นร้อยกว่าคนแล้ว ซึ่งยังไม่ปิด คิดว่าสิ้นเดือนนี้ได้สัก 400-500 คน แล้วมาคัดสรรอีกที ซึ่งก็แฟร์ๆ ถ้ารับเข้ามาแล้ว อย่างคนถนัดช็อตฟอร์มวิดีโอก็ผลิตให้เราสักเดือนละ 10 คลิป แล้วตกลงค่าตอบแทนที่เหมาะสมกันในแต่ละเดือนว่าอยู่ที่เท่าไร มีการทำสัญญากัน และมีเงื่อนไขออกกับของเราที่เดียว”
สุดท้าย อาจหาญ บอกว่า กระบวนการปฏิรูปรับคนมาทำงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำ และเหมาะสมกับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครมากๆ
“ที่จริงเริ่มจากวิธีคิดอยากให้พนักงานมีความสุข เนื่องจากมองว่าจะมีความสุขได้อย่างไร? มานั่งทำงานก็เครียด การเดินทางก็ลำบาก รถติดมาก เสียเวลาวันละ 3-6 ชั่วโมงในการเดินทางไปกลับ อีกส่วนหนึ่งเราก็มองว่าแค่ทำงานเดือนชนเดือน รายได้ก็ไม่พอใช้จ่ายที่บีบรัด การที่บอกว่าแฮปปี้เนส เวิร์ก เพลส หรือสถานที่ทำงานแสนสุข มันไม่พอเสียแล้ว เราพยายามที่จะทำให้พนักงานมีรายได้สองทางหรือหลายอย่าง สนับสนุนให้พนักงานทำงานข้ามสายงานกันได้ ส่งเสริมให้รายได้มากกว่า 1 ทาง ส่วนฟรีแลนซ์ ดิจิทัล นอแมด เมื่อผ่านสัมภาษณ์ ตกลงทำสัญญา ทดลองกัน 3-4 เดือน แล้วก็เซ็นสัญญากันปีต่อปี”







