
Upcycling the Oceans เปลี่ยนขยะในมหาสมุทรเป็นเสื้อผ้าสุดชิก
ในปัจจุบันโลกของเรามีขยะพลาสติกในมหาสมุทร 2.69 แสนตัน หรือ 2.25 ล้านล้านชิ้น และนับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากร
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
ในปัจจุบันโลกของเรามีขยะพลาสติกในมหาสมุทร 2.69 แสนตัน หรือ 2.25 ล้านล้านชิ้น และนับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากร โดยขยะส่วนใหญ่เป็นขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก ก้นบุหรี่ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนการท่องเที่ยว การประมง การเดินเรือ สำหรับประเทศไทยที่มีทะเลเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ก็กำลังประสบปัญหาขยะล้นชายหาด และทรัพยากรในทะเลเสื่อมโทรม ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของทะเลไทยให้แย่ลงไปเรื่อยๆ
วิกฤตขยะในทะเลได้นำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันของภาครัฐและเอกชน ภายใต้โครงการอัพไซคลิง ดิ โอเชี่ยน, ไทยแลนด์ (Upcycling the Oceans, Thailand) ระหว่างความร่วมมือของ 3 องค์กรหลัก ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมูลนิธิอีโคอัลฟ์ ประเทศสเปน เพื่อจัดการขยะในทะเล และนำสิ่งไร้ค่าเหล่านั้นมาแปรรูปและพัฒนาเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นระดับโลก
เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการจัดการปัญหาขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะในรูปแบบที่สร้างสรรค์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ฝั่งทะเลตะวันออก (เกาะเสม็ด จ.ระยอง) ฝั่งทะเลอ่าวไทย (เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี) และฝั่งทะเลอันดามัน (จ.ภูเก็ต)
ฮาเวียร์ โกเยนิเช่ ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิอีโคอัลฟ์ เป็นหนึ่งในผู้บริหารชาวสเปนรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดทันสมัยและมีนโยบายเชิงธุรกิจที่ให้ความสำคัญในด้านนวัตกรรม การวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และหลักจริยธรรม โดยยึดมั่นว่า ธุรกิจควรจะเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และควรต้องดำเนินการบางอย่างในการดูแลโลกของเรา
เขาเป็นผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการอัพไซคลิง ดิ โอเชี่ยน ที่ประเทศสเปน โดยร่วมมือกับสมาคมเรือประมง นำขยะพลาสติกจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าภายใต้แบรนด์อีโคอัลฟ์ (Ecoalf) เขาบอกว่า มูลนิธิอีโคอัลฟ์ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และได้ต่อยอดความสำเร็จสู่ประเทศอื่นที่มีปัญหาด้านขยะในทะเล สำหรับประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการดำเนินโครงการอัพไซคลิง ดิ โอเชี่ยน
“เพราะเราไม่มีโลกใบที่สอง (There’s no planet B) ที่เราจะย้ายไปอยู่ได้ เรามีโลกแค่ใบเดียว หากเราไม่ดูแลในวันนี้ อีก 50 ปีข้างหน้าเราก็จะยิ่งประสบปัญหามากขึ้น เพราะการใช้ทรัพยากรธรรมชาติก็คงจะมากขึ้นอีก 5 เท่า และก็คงยากที่จะรับมือไหว”
เขากล่าวต่อว่า เป็นที่น่ายินดีที่ประเทศไทยตัดสินใจดำเนินโครงการนี้ เพราะทั้งประเทศสเปนและประเทศไทยต่างก็มีทะเลและชายหาดที่สวยงามเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากแนวคิดของการใช้วัสดุรีไซเคิลที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม งานดีไซน์ก็มีความสำคัญ สำหรับกระแสแฟชั่นปัจจุบันที่ต้องมีความทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์จึงให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
ฮาเวียร์ตัดสินใจขายบริษัท ฟัน แอนด์ เบสิคส์ ธุรกิจเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นบริษัทแรกของเขา และทุ่มเทในการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีโคอัลฟ์ ตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นได้มุ่งเน้นการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับการพัฒนาแฟชั่นอย่างยั่งยืน
วิสัยทัศน์ของเขา ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการรีไซเคิลขยะพลาสติก ให้เป็นผืนผ้าและวัสดุที่มีคุณภาพสูง เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยขยะในทะเลที่เก็บได้มีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ขวดพลาสติก แหจับปลา และกล่องนม และจะแปรรูปให้เป็นโพลีเอสเตอร์ (ทำจากขวดพลาสติก) และไนลอน (ทำจากแหจับปลา)
“มีปัญหามากเหมือนกันเมื่อเริ่มต้นก่อตั้งมูลนิธิ อย่างแรกเราต้องลงทุนสูงในด้านนวัตกรรมแปรรูปวัสดุรีไซเคิลให้เป็นผ้า และเราจะต้องเปลี่ยนมุมมองทัศนคติของผู้คนที่มีต่อการรีไซเคิล ที่มักมองว่าวัสดุรีไซเคิลนั้นมีคุณภาพต่ำ เปลี่ยนเป็นให้เข้าใจใหม่ว่า เราสามารถรีไซเคิลและพัฒนาสิ่งที่มีคุณภาพสูงออกมาได้
นอกจากนี้ แนวทางของเรามีความแตกต่าง นี่เป็นเรื่องของนวัตกรรมที่นำเอาเส้นใยพลาสติกโพลีเมอร์มาแปรรูปเป็นเส้นใยผ้า เราจะไม่คิดค้นผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลยากๆ นี้ขึ้นมา หากผู้คนยังมองว่ามันเป็นของรีไซเคิลทั่วไป” เขากล่าวเพิ่มเติม
ด้าน สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือพีทีทีจีซี กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกอย่างคุ้มค่า ช่วยลดมลพิษในทะเล และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลให้มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม
“เราจะรณรงค์การเก็บขยะขวดพลาสติกใสหรือขวดเพ็ท (PET) และขยะจากพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) ในทะเลและพื้นที่ชายฝั่งและนำมาใช้ซ้ำโดยการแปรรูปในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าด้วยนวัตกรรมการผลิตเป็นเส้นใยสังเคราะห์ พัฒนา และออกแบบเป็นเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นที่มีมูลค่าที่สูงขึ้นตามแนวคิดเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกอย่างคุ้มค่า และช่วยประหยัดพลังงานและน้ำในการผลิตในอุตสาหกรรม”
สำหรับขั้นตอนดำเนินการนั้น จะเน้นไปที่การให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไปที่สนใจร่วมเป็นอาสาสมัครเก็บขยะจากท้องทะเลและพื้นที่ชายฝั่ง เรียนรู้วิธีการคัดแยกขยะที่ถูกต้องเพื่อนำมาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะขับเคลื่อนไปสู่การลดปริมาณขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของความร่วมมือนี้ ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะในทะเล และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ไม่สมดุล แต่สิ่งสำคัญคือ การมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งภาคเอกชนและประชาชนจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน พร้อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม
“การท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้ประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ แต่ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากการประเมินของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF - World Economic Forum) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 สะท้อนให้เห็นความท้าทายด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว เพราะในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งยังคงประสบปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว และเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ น้ำเสีย โดยขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ”
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิชาการทางทะเล ยังสะท้อนว่า ปัญหาขยะในทะเลและมหาสมุทรไม่ใช่ปัญหาระดับประเทศเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มลงมือทำในวันนี้
อย่างโครงการอัพไซคลิง ดิ โอเชี่ยน ได้ใช้นวัตกรรมการผลิตสินค้าแฟชั่นที่แปรรูปจากพลาสติกใส โดยขวดน้ำพลาสติก 70 ขวดสามารถแปรรูปเป็นเนื้อผ้าความยาว 1 เมตร นับเป็นการช่วยลดขยะในทะเล และนำกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า และเป็นก้าวแรกอันสำคัญของประเทศไทยที่จะร่วมกันคิดทำสิ่งใหม่ๆ ขับเคลื่อน และปลุกจิตสำนึกให้เกิดการลดปริมาณขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืน
เช่นเดียวกับฮาเวียร์ที่ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปัจจุบันผู้คนได้ทราบข้อมูลและความรู้มากมายในเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งมีหลายภาคส่วนลุกขึ้นมาริเริ่มขับเคลื่อนเป็นตัวอย่างให้สังคม แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า “พวกเขาเลือกที่จะลงมือทำหรือไม่ และทำเมื่อไหร่เท่านั้นเอง”
ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอีโคอัลฟ์ยังคงมองหาแนวทางที่จะขยับขยายโครงการอัพไซคลิง ดิ โอเชี่ยน สู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินโดนีเซียและจีน หลังจากได้ดำเนินการจัดเก็บขยะในทะเลไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกท่วมโลก







