
ตามหาร้านกาแฟเก่าแก่ที่สุดของนิวยอร์ก
ไม่รู้ใครเป็นเหมือนผมไหม เวลาเดินทางไปไหนก็ตาม สามอย่างที่ผมชอบเดินมาก คือ หนึ่งตลาด สองร้าน Apple Store และสามก็ร้านกาแฟนี่แหละ
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ caffereggio.com
ไม่รู้ใครเป็นเหมือนผมไหม เวลาเดินทางไปไหนก็ตาม สามอย่างที่ผมชอบเดินมาก คือ หนึ่งตลาด สองร้าน Apple Store และสามก็ร้านกาแฟนี่แหละ ที่ต้องหาโอกาสแวะไปนั่งให้ได้ ไปลองชิมกาแฟ ไปซื้อกาแฟกลับมาชิม ไปดูบรรยากาศร้านกาแฟต่างบ้านต่างเมือง โดยเฉพาะเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีร้านกาแฟเก่าพอกัน ก็ยิ่งน่าสนใจว่าร้านกาแฟเหล่านั้นเขาอยู่รอดมาได้อย่างไร
ร้านกาแฟที่เปิดกิจการมานานที่อยู่ตามเมืองต่างๆ ของโลก บอกได้เลยว่ามันไม่ได้เป็นร้านกาแฟของชุมชนอย่างเมื่อก่อนแล้ว แต่กลายเป็นร้านกาแฟของชุมชนโลก เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจการบินการท่องเที่ยวและอินเทอร์เน็ต คนต่างหาข้อมูลก่อนเดินทาง สนใจว่าร้านขายอะไรบ้าง ตั้งอยู่ที่ไหน มีเมนูอะไรน่ากินบ้าง ทางหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะการมีลูกค้าเข้าร้านก็หมายถึงการต่อลมหายใจของตำนานเหล่านี้ให้มีชีวิต อีกทางหนึ่งผู้ประกอบการก็ได้ทดสอบฝีมือตัวเองในการทำธุรกิจต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และคอยรับมือกับลูกค้าที่หลั่งไหลจากที่ต่างๆ ที่จะแวะมาเยี่ยมเยียนร้านของตน อินเทอร์เน็ตสร้างโอกาสใหม่ๆ และการปรับตัวให้ได้ถือเป็นทางอยู่รอดของร้านเก่าแก่เหล่านี้ที่สามารถคงเสน่ห์ของมันไว้ได้
ตอนผมไปที่นิวยอร์กเมื่อเดือนที่แล้ว จริงๆ ก็มีแผนไว้ในใจว่าจะไปเยี่ยมร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของนิวยอร์กที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ ชื่อร้าน Caffe Reggio อยู่แถว Greenwich Village ไม่ไกลจาก 6th Avenue เท่าไหร่ น่าเสียดายที่ช่วงที่ผมไป พายุหิมะถล่มนิวยอร์กร้านรวงส่วนใหญ่ปิดหนีหิมะ อากาศหนาวและการจราจรเป็นอัมพาต เลยไม่ได้มีโอกาสได้ไปซึมซับบรรยากาศของร้านกาแฟเก่าแก่ของนิวยอร์ก แต่อย่างไรก็ตามการไปนิวยอร์กก็ทำให้เราเข้าใจภาพรวมของวัฒนธรรมกาแฟที่นั่นได้ชัดเจนขึ้น
Caffe Reggio เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1927 น่าสนใจว่าเป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในอเมริกาหลายต่อหลายอย่าง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ Caffe Reggio นั้นสามารถเติบโตและยืนหยัดอยู่ได้จนถึงตอนนี้
อย่างแรกเลยก็คือทำเลที่ตั้ง เจ้าของร้านในขณะนั้นคือ Dominico Parisi เป็นชาวอิตาเลียนที่อพยพมานิวยอร์กและเริ่มต้นการทำร้านกาแฟด้วยการทุ่มเงินทั้งหมดของเขาไปกับการนำเข้ากาแฟ การตกแต่งร้านและที่สำคัญคือเครื่องทำกาแฟเอสเปรสโซ่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเครื่องแรกของนิวยอร์กก็ว่าได้ (ปัจจุบันก็ยังตั้งโชว์อยู่ที่ร้าน) นับเป็นของใหม่ของคนนิวยอร์กเลยก็ว่าได้ นอกเหนือจากทำเลแล้วสิ่งที่เป็นส่วนเสริมให้ร้านเป็นที่รู้จักก็คือ การเติบโตของการคมนาคมขนส่ง ยุคนั้นต้องถือว่าเป็นยุคที่คนนิวยอร์กมีรถใช้แล้วและเริ่มขยับเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นรถยนต์เริ่มลงมาเป็นของคนชั้นกลางได้บ้าง
ปีเดียวกับที่ร้านเปิดทำการ (ค.ศ. 1927) ถือเป็นปีแรกที่บริษัท ฟอร์ดได้ออกแบบรถใหม่ต่อจาก Ford Model T ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิตขายมา 19 ปีแล้วมาสู่โมเดลใหม่ชื่อ Ford Model A การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวบอกเป็นนัยว่าสังคมเมืองกำลังเติบโตอย่างมาก
ช่วงปีเดียวกันก็เป็นก้าวกระโดดของวงการสื่อสาร 1927-1928 ยังเป็นช่วงเติบโตของธุรกิจสื่อสารโดยเฉพาะโทรศัพท์และธุรกิจสายการบินที่สามารถทำได้กว้างไกลมากขึ้น มีการโทรข้ามทวีปเป็นครั้งแรกและเครื่องบินเริ่มบินได้ไกลมากขึ้นและนิวยอร์กก็เริ่มเบ่งบานในฐานะของศูนย์กลางของธุรกิจต่างๆ รวมถึงวัฒนธรรมป๊อป
ปี 1927 เป็นปีแรกของการก่อตั้ง The Academy of Motion Picture Arts and Sciences และในวงการภาพยนตร์ของอเมริกายังถือว่าปีนี้เป็นปีแห่งการสิ้นสุดของหนังเงียบ (หนังเงียบเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายในปีนี้ คือ The Jazz Singer กำกับโดย อลัน ครอสแลนด์ (Alan Crossland) ถือเป็นหนังเพลงที่ทำรายได้ถล่มทลาย เหมือนเป็นการส่งท้ายให้กับหนังยุคเก่าสู่หนังยุคใหม่
ร้านกาแฟมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับความคิดของการใช้ชีวิตนอกบ้านของคนอเมริกันนะครับ โดยเฉพาะการไปดูละครหรือหนัง คนส่วนมากมักออกไปหาอะไรดื่มกิน ก่อนที่จะเข้าโรงหนัง การเกิดขึ้นของร้านกาแฟอย่าง Caffe Reggio เหมือนเป็นการรองรับวิถีชีวิตแบบใหม่ของคนนิวยอร์ก โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านพอดี ช่วงที่หนังเงียบและหนังเพลงเริ่มไม่ได้รับความนิยม ก็เกิดการตื่นตัวอย่างมากของละครบรอดเวย์และธุรกิจหนังแบบเสียงในฟิล์มและหนังสีในเวลาต่อมา คาเฟ่จึงกลายเป็นภาพลักษณ์ของตัวเชื่อมของคนในสังคม ทั้งในแง่ของดารานักแสดงกับผู้ผลิต หรือในแง่ของโรงหนังกับผู้ชมเองก็ตาม ไม่มีที่ไหนจะเก๋ไปกว่าการไปนั่งคุยกันในร้านกาแฟ และแน่นอนร้านกาแฟยังตัววัดเรตติ้งความนิยมของดารานักแสดงได้ไม่ยากด้วย
ร้าน Caffe Reggio ที่เป็นที่รู้จักขึ้นมาก็คงไม่ใช่แค่การมาเปิดร้าน แล้วรอให้คนเข้ามาใช้บริการ พวกเขาเองก็มีการสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะของร้านเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการนำเอาเครื่องดื่มอย่าง Cappuccino เข้ามาจำหน่ายเป็นเจ้าแรกในนิวยอร์ก ได้กลายเป็นจุดขายของร้านว่าทำให้คนต้องมาลองของใหม่ (ไม่แตกต่างจากสมัยนี้) และด้วยความที่เป็นร้านจากอิตาลีซึ่งมีภาพลักษณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟจากอิตาลี ประกอบกับในร้านมีของตกแต่งหลายอย่างที่สามารถเล่าเรื่องได้ (ร้านนี้มีม้านั่งในร้านตัวหนึ่งที่เจ้าของร้านได้รับจากตระกูลเมดิชี่ แห่งฟลอเรนซ์ ลูกค้าสามารถไปนั่งได้ โดยไม่มีการล้อมเชือก) ก็ยิ่งบ่งบอกสถานะของร้าน Caffe Reggio ได้ว่า ไม่ใช่ร้านกาแฟธรรมดา และทำให้ร้านเป็นที่ดึงดูดคนดังจนสุดท้ายร้านก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป ร้านถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 เป็นต้นมา กระทั่ง ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ก็เคยเปิดการปราศรัยหน้าร้านกาแฟแห่งนี้มาแล้ว
องค์ประกอบเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ Caffe Reggio ยังคงเปิดทำการ ปัจจุบันมันถูกจัดให้เป็น Historic Preservation หรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของนิวยอร์กไปแล้ว เรียกว่าใครไปใครมาก็ต้องแวะไปดูพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแห่งนี้
สัปดาห์หน้าผมจะพาคุณตามไปดูว่าแล้วในอิตาลีล่ะ บรรยากาศของร้านกาแฟเก่าๆ ที่ยังอยู่รอดได้นั้น มีปัจจัยอะไรบ้างอยากทำของไทยบ้าง แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเก็บข้อมูลอะไรไว้เท่าไหร่เลย







