
หลวงปู่กูด รักขิตสีโล
หลวงปู่กูดเป็นพระกรรมฐานซึ่งมุ่งมั่นในการปฏิบัติ ว่ากันว่าเดิมนั้นท่านปรารถนาพุทธภูมิเป็นที่หมาย แต่เมื่อปฏิบัติมากเข้า ในที่สุดก็ขอลาพุทธภูมิเพื่อให้จบกิจในชาตินี้ภพนี้เป็นที่สุด....
หลวงปู่กูดเป็นพระกรรมฐานซึ่งมุ่งมั่นในการปฏิบัติ ว่ากันว่าเดิมนั้นท่านปรารถนาพุทธภูมิเป็นที่หมาย แต่เมื่อปฏิบัติมากเข้า ในที่สุดก็ขอลาพุทธภูมิเพื่อให้จบกิจในชาตินี้ภพนี้เป็นที่สุด....
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
เมื่อ 10 วันก่อน คือ วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา มีพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งละสังขาร
หลวงปู่กูด รักขิตสีโล วัดป่าศิลาอาสน์ บ้านหนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร มรณภาพด้วยอาการสงบในเวลา 10.43 น. ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า ท่านลุกขึ้นมาสั่งความแล้วก็นอนลง จากนั้นครู่หนึ่งก็มรณภาพไปเงียบๆ ยุติการเดินทางในวัฏสงสารด้วยวัย 95 ปี
นามของหลวงปู่กูดมิได้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปนัก ผมเองรู้จักท่านครั้งแรกจากห้องพระที่บ้านของกัลยาณมิตรผู้หนึ่ง ซึ่งคบค้ากันมาตั้งแต่ครั้งเยาวเรศรุ่น
ในห้องพระที่บ้านเพื่อนนั้นมีพระบูชา รวมทั้งรูปบูชาซึ่งเป็นพระสุปฏิปันโนโดยเฉพาะพระกรรมฐานหลายสิบองค์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนเคยไปสักการะหรือเคยไปอุปัฏฐากท่านมาในระหว่างที่ท่านทั้งสองตระเวนรับราชการอยู่ในภาคอีสาน ในจำนวนนั้นมีภาพวาดต้นฉบับความกว้างขนาดหนึ่งฟุตของหลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่ด้วย ภาพครึ่งองค์ฉากหลังเป็นสีฟ้านั้นมีอักษรบ่งนามไว้ว่า หลวงปู่กูด รักขิตสีโล
เห็นครั้งแรกครั้งเดียวก็จำขึ้นใจ เพราะเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน รู้แต่ว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่เพื่อนไปหามาละก็ต้องจำไว้ ยิ่งไม่เคยได้ยินก็ต้องยิ่งจำ เพราะครูบาอาจารย์ที่เก็บงำประกายนั้นมีมาก ถ้าได้รู้จักก็เป็นบุญวาสนาของเรา
เรื่องราวของหลวงปู่กูดต่อไปนี้เป็นเรื่องที่พอจะได้ทราบจากผู้ที่เคยไปกราบสักการะท่าน รวมทั้งที่มีผู้บันทึกไว้ในที่ต่างๆ เท่าที่จะรวบรวมได้ จึงถือว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อที่จะนำไปสู่การค้นคว้าและสืบหาข้อมูลที่สมบูรณ์กว่านี้ ซึ่งถ้าได้ข้อมูลเช่นว่าก็จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
เท่าที่พอจะแกะรอยได้ พบว่าหลวงปู่กูดมีพี่น้องอีก 2 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นพระสุปฏิปันโนทั้งสิ้น นั่นคือ หลวงปู่ขาน ปัญญาธโร และหลวงปู่เจิ่น สิริจันโท
ผู้ใช้นามว่า “ถาวภักดิ์” เป็นผู้หนึ่งที่ทราบเรื่องหลวงปู่กูดดี เพราะมีเพื่อนเป็นผู้อุปัฏฐากหลวงปู่ได้โพสต์เรื่องราวของหลวงปู่กูดไว้ในเว็บไซต์บางแห่งว่า กัลยาณมิตรของ “ถาวภักดิ์”...“มีโอกาสรู้จักหลวงปู่เมื่อประมาณกว่า 10 ปีที่แล้ว จากอาจารย์ของท่าน (ท่านอาจารย์สมาน แห่งวัดหินโป้งเป้ง จ.หนองคาย ปัจจุบันท่านประจำอยู่ที่ประเทศสหรัฐ) ขณะนั้นหลวงปู่อาพาธหนักติดต่อกันมาหลายปี มีโรคต่างๆ รุมเร้า เช่น วัณโรคกระดูก เกาต์ ความดัน หัวใจ แพ้ยา ฯลฯ หูดับสนิท (จากอาการแพ้ยาขณะนั้น) ลุกเดินไม่ได้ ต้องถัดไปกับพื้นเพื่อขับถ่าย ตาเกือบมองไม่เห็น ตามเนื้อตัวมีอาการบวม ผิวหนังเป็นแผลพุพอง ไม่สามารถจะล้มตัวลงนอนได้ ต้องอยู่ในท่ากึ่งนอนกึ่งนั่งตลอดเวลา อาหารแข็งก็ฉันไม่ได้ ได้แต่เฉพาะที่เป็นน้ำครั้งละเล็กละน้อยเท่านั้น ท่านอาจารย์สมานได้บอกเพื่อนของผม ว่าจากทุกขเวทนาของธาตุขันธ์ที่ต่อเนื่องมาหลายปีนี้เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทานทน การที่หลวงปู่ยังทรงขันธ์อยู่ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ พร้อมกับได้ฝากฝังให้เพื่อนท่านของผมนี้ดูแลด้วย มิฉะนั้นอีกไม่นานหลวงปู่อาจจำเป็นต้องดับขันธ์ ซึ่งท่านผู้นี้ก็ได้นำหลวงปู่มาเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ปรนนิบัติรักษาหลวงปู่ด้วยความเคารพศรัทธาจนหลวงปู่หายป่วย...”
ท่านอาจารย์สมาน แห่งวัดหินโป้งเป้ง จ.หนองคาย รูปที่ “ถาวภักดิ์” กล่าวถึงนั้นคือ พระนิเทศศาสนคุณ หรือ พระมหาสมาน|สิริปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดคำโป้งเป้ง จ.หนองคาย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะของพระกรรมฐานไปลงหลักปักฐานในอเมริกา
เพราะพระอาจารย์สมานซึ่งท่านเป็นผู้หนึ่งที่รู้จักพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างดี เพราะเติบโตมาในแวดวงนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย นามของหลวงปู่กูดจึงเป็นที่รู้จักขึ้นในหมู่ชนกลุ่มหนึ่ง จากนั้นมาจึงเริ่มมีคนรู้จักท่านมากขึ้นตามลำดับ
หลวงปู่กูดเป็นพระกรรมฐานซึ่งมุ่งมั่นในการปฏิบัติ ว่ากันว่าเดิมนั้นท่านปรารถนาพุทธภูมิเป็นที่หมาย แต่เมื่อปฏิบัติมากเข้า ในที่สุดก็ขอลาพุทธภูมิเพื่อให้จบกิจในชาตินี้ภพนี้เป็นที่สุด เหล่าศิษยานุศิษย์จึงลงใจกันว่า เพราะเหตุนี้เองทำให้ท่านต้องประสบวิบากสังขารในชีวิตหลายครั้งหลายคราว แต่ท่านก็ไม่หลบไม่เลี่ยง หากแต่เผชิญกับวิบากนั้นด้วยความเมตตาและอาจหาญอย่างที่สุด เพื่อจะได้ไม่ติดค้างหนี้เวรหนี้กรรมใดๆ อีก
เรื่องจริงที่เหลือจินตนาการใดๆ เรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับหลวงปู่กูด คือ
เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุได้ 87 ปี แต่ไม่ว่าจะสูงวัยอย่างไรก็ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ต้องละการภาวนา
ปีนั้นท่านเก็บตัวภาวนาอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง หลังพระอุปัฏฐากและศิษย์กราบลาท่านในช่วงค่ำ ปล่อยให้ท่านบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดอย่างที่เป็นมาตลอด 3 เดือน พอรุ่งเช้าไปพบท่านอีกทีถึงกับสยองขวัญสั่นประสาท เพราะมีมดดำนับหมื่นๆ ตัวรุมกัดท่านอยู่จนร่างผอมบางนั้นดำสนิทไปทั้งร่าง เมื่อศิษย์เข้าไปช่วยเพื่อนำท่านส่งโรงพยาบาล ท่านยังเอ่ยด้วยความเมตตาว่า “อย่าไปปัดมันๆ”
เรื่องนี้เป็นที่รู้เห็นของศิษย์จำนวนหนึ่ง และได้รับการโจษจันกันมาครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าใครมีโอกาสไปที่วัด วัดป่าศิลาอาสน์ แล้วเรียนถามพระผู้เคยอุปัฏฐากท่านก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องนี้กับหูตัวเอง
“ถาวภักดิ์” เองก็ได้ยินเรื่องนี้จากเพื่อนผู้อยู่ในเหตุการณ์เช้าวันนั้นว่า “...กระทั่งเช้าขึ้น พระ-เณรที่มาเฝ้าอยู่หน้าถ้ำถึงได้เข้ามาเห็นฝูงมดที่ปกคลุมร่างของหลวงปู่ดำมืดไปทั้งองค์ เอะอะแจ้งบอกมายังอุปัฏฐากก้นกุฏิท่านนี้ จึงได้รีบแจ้นไปพาหลวงปู่เข้าโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ก็ได้ให้เข้าไอซียูทันที แม้เมื่ออยู่โรงพยาบาลแล้ว ยังไม่วายต้องคอยปลดมดออกจากตัวหลวงปู่ ตามร่างกายส่วนใดที่ถูกมดใหญ่กัดแทะก็จะเห็นเป็นรอยแผลรอยเนื้อหนังแหว่งออกไป ส่วนใดที่เป็นพื้นที่ของมดเล็กก็จะไม่ค่อยเห็นรอยหนังเปิด แต่ก็อักเสบบวมแดงจากพิษอย่างน่ากลัว ยับเยินไปทั้งร่าง
แม้ธาตุขันธ์ของหลวงปู่จะชอกช้ำ น่าเจ็บปวดทรมานสักเพียงใด หลวงปู่ก็ยังทรงไว้ซึ่งสติและความเมตตาเป็นปกติธรรมดาอย่างที่สุด ซ้ำยังลุกขึ้นมานั่งเทศน์แสดงธรรมให้แก่ลูกศิษย์ที่รุดมาดูอาการด้วยความห่วงใย
ธรรมะที่หลวงปู่ได้แสดงอย่างเอาธาตุขันธ์เข้าแลก สุดจะแจกแจงบรรยาย แต่อย่างน้อย ประการหนึ่งก็ได้เห็นเป็นอัศจรรย์ในคุณธรรมอันวิเศษเหนือสติปัญญาของเรา ที่หลวงปู่วางธาตุขันธ์ราวกับซากศพให้ฝูงมดกัดแทะเป็นอาหารได้ตลอดคืน อีกประการหนึ่งก็ได้เห็นการแสดงผลของกฎแห่งกรรม ได้เห็นความทุกข์ทรมานจากการทรงขันธ์ในวัฏสงสาร ไม่เว้นแม้ภิกษุชราภาพผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันวิเศษ”
เรื่องราวในคืนนั้นที่เหล่าศิษย์ได้รับทราบในเวลาต่อมาคือ “...จากคำบอกเล่าของกัลยาณมิตร ผู้เป็นอุปัฏฐากก้นกุฏิของหลวงปู่ เป็นเวลาค่ำแล้วขณะที่หลวงปู่กำลังปฏิบัติสมณธรรมอยู่ในกลด (หลวงปู่ขึ้นเขามาอยู่ในถ้ำเป็นเดือนแล้ว) พบว่ามีมดไต่อยู่บนตัว จึงเปิดกลดออกดู ก็เห็นมดดำขนาดใหญ่ล้อมอยู่เป็นหมื่นๆ ตัว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหลวงปู่ได้เอ่ยวาจาว่า “อโหสิกรรมให้เด้อ” และปลดจีวรออกจากตัว กองทัพมดป่าก็เข้ารุมกัดทึ้งเนื้อหนังของหลวงปู่ตลอดคืน กระทั่งเช้าขึ้น พระ-เณรที่มาเฝ้าอยู่หน้าถ้ำถึงได้เข้ามาเห็นฝูงมดที่ปกคลุมร่างของหลวงปู่ดำมืดไปทั้งองค์...”
ผมเองยังค้นประวัติหลวงปู่กูดไม่เจอว่า ท่านเกิดที่ไหนอย่างไร ทราบแต่ว่าท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่คำดี ปภาโส ศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เท่าที่พบก็มีแต่ “ถาวภักดิ์”เขียนไว้ในบล็อกว่า
“...ถ้าจำไม่ผิด ท่านเกิดในจังหวัดทางอีสานใต้และทิ้งครอบครัวออกบวชเมื่ออายุประมาณ 50 ปี โดยเคยบวชเณรมาก่อน ครั้งเมื่อเป็นเณร ที่วัดได้ยินกิตติศัพท์หลวงปู่มั่น ก็ทิ้งท่านไปหาหลวงปู่มั่นกันหมด แม้ท่านอยากจะตามไปด้วยก็ไม่สามารถทำได้เพราะยังเด็กเกินไป ไม่สามารถเดินทางด้วยตนเองได้
เมื่อมีครอบครัว ท่านเกิดความรู้สึกเบื่อการครองเรือนมากจนไม่สามารถทนอยู่ในบ้านได้ ต้องออกไปนอนตามเถียงนา และในที่สุดก็ตัดสินใจทิ้งครอบครัวเพื่อออกบวช ขณะที่เดินจากมานั้น โดยท่านกำลังเดินอยู่บนเขา ภรรยาวิ่งตามมาทันที่ตีนเขา ร้องเรียกให้กลับไป ท่านก็ไม่หวั่นไหว หันหลังให้แล้วเดินจากไป ซึ่งแม้ท่านไม่ได้พบหลวงปู่มั่น แต่ก็ได้อาศัยสำนักต่างๆ ในสายอีสาน เช่น ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระลูกวัดของหลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ และอาจเป็นวิบากแห่งความปรารถนาพุทธภูมิ จึงดูเหมือนท่านมิได้กราบครูบาอาจารย์องค์ใดเป็นอาจารย์อย่างชัดเจน คงได้แต่ฟังคำแนะนำเป็นครั้งคราวแล้วหลีกเร้นเข้าถ้ำเข้าป่า ทำความเพียรตามลำพัง
เพราะท่านออกบวชเมื่ออายุมากแล้ว จึงเร่งทำความเพียรมาก เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี กลับพบว่าไม่ค่อยก้าวหน้าในเรื่องมรรคผลสักเท่าใด เนื่องจากท่านปรารถนาพุทธภูมิอยู่โดยไม่รู้ตัว จนได้ครูบาอาจารย์ผู้เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นท่านหนึ่งสะกิดให้ จึงได้ระลึกรู้แล้วลาพุทธภูมิ...”
เท่าที่สอบถามผู้น่าจะรู้บางคนก็ไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดว่า ที่ว่าหลวงปู่กูดบวชเมื่ออายุมากแล้วนั้นเป็นเมื่อไหร่ ตอนอายุ 50 ปีหรือไม่ แต่ที่ตรงกันอยู่อย่างคือ ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนที่ไม่ธรรมดา
หลังหลวงปู่พักรักษาตัวจากการอาพาธ เนื่องจากมดกัดคราวนั้นแล้วก็ได้กลับไปอยู่วัดที่ จ.อุดรธานี ตามเดิม แต่ต่อมาท่านได้ขอให้โยมผู้อุปัฏฐากคราวนั้นพาท่านออกมาจากวัดนั้นเสีย เพราะผู้คนต่างมา “หวังพึ่งบุญหลวงปู่เพื่ออิทธิฤทธิ์และโชคลาภ โดยเฉพาะเรื่องหวยเป็นส่วนใหญ่”
นั่นเป็นเหตุทำให้หลวงปู่ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่ “วัดใจ” คหบดีซึ่งเป็นแพทย์สามี ภรรยาคู่หนึ่งได้อุทิศถวายที่ดินบริเวณป่าละอู อ.หัวหิน จ.เพชรบุรี พักใหญ่ ก่อนขยับออกมาอยู่ที่วัดป่าบ้านวไลยซึ่งใกล้ชุมชนมากขึ้น จนไม่กี่ปีก่อนท่านถึงกลับไปอยู่วัดป่าศิลาอาสน์ บ้านหนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร ถิ่นกำเนิดจนละสังขารในที่สุด
ระหว่างนี้ไปจนถึงวันประชุมเพลิงทางวัดกำหนดให้มีการสวดพระอภิธรรม มาติกา-บังสุกุล ในเวลา 19.00 น. ไปกระทั่งวัดประชุมเพลิง ซึ่งคาดว่าจะเป็นราวปลายปีนี้







