posttoday
กาลครั้งหนึ่งที่มาราเคช

กาลครั้งหนึ่งที่มาราเคช

11 กันยายน 2553

ตึกรามบ้านช่องน้อยใหญ่ โฉบเฉี่ยวด้วยสีแดงอมชมพูอันสะดุดตา ทอดตัวยาวตัดกับสีครามของท้องฟ้าในยามบ่าย เสียงคำรามกึกก้องของเกือกม้าที่กระทบดังมาเป็นจังหวะ ใช่แล้ว!

ตึกรามบ้านช่องน้อยใหญ่ โฉบเฉี่ยวด้วยสีแดงอมชมพูอันสะดุดตา ทอดตัวยาวตัดกับสีครามของท้องฟ้าในยามบ่าย เสียงคำรามกึกก้องของเกือกม้าที่กระทบดังมาเป็นจังหวะ ใช่แล้ว!

โดย...ปวีณา สิงห์บูรณา

กาลครั้งหนึ่งที่มาราเคช

ตึกรามบ้านช่องน้อยใหญ่ โฉบเฉี่ยวด้วยสีแดงอมชมพูอันสะดุดตา ทอดตัวยาวตัดกับสีครามของท้องฟ้าในยามบ่าย เสียงคำรามกึกก้องของเกือกม้าที่กระทบดังมาเป็นจังหวะ ใช่แล้ว! พวกเรามาถึงที่มาราเคช
หลังจากที่พวกเราออกเดินทางจากเมืองคาซาบลังกามุ่งหน้าสู่ถนนไฮเวย์ ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นก็มาถึงที่เมืองมาราเคช เป้าหมายปลายทางของพวกเราในวันนี้

มาราเคช นั่นคือเมืองที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ปราการด่านสำคัญในการที่จะเข้าสู่ดินแดนซาฮารา อันเป็นที่ตั้งของทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าใหญ่โตและร้อนระอุที่สุดของโลก คำว่า มาราเคช (Marrakesh) มีความหมายว่า ดินแดนของพระเจ้า ในอดีตนั้นที่นี่คือศูนย์กลางการปกครองของราชวงศ์ต่างๆ และมากไปกว่านั้นที่นี่คือเส้นทางการค้าที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต โดยทำหน้าที่เป็นจุดพักของขบวนคาราวานสินค้า ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่เขตของทะเลทรายซาฮารานั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เราสามารถพบเห็นสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่ ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยเหมือนกับเป็นตัวแทนในการบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

มาราเคชนั้นได้รับฉายาว่า Red City หรือในบางทัศนะก็บอกว่า Pink City ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คงตามแต่จินตนาการของแต่ละคน สาเหตุและที่มาของฉายาที่ได้รับนี้ นั่นก็คือในอดีตชาวโมร็อกโกนิยมสร้างบ้านด้วยดิน และที่เมืองมาราเคชก็มีความพิเศษกว่าที่อื่นๆ นั่นก็คือดินของที่นี่นั้นจะมีลักษณะเป็นสีแดงหรือชมพู จึงทำให้ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนของเมืองก็จะเห็นเป็นสีแดงหรือชมพูนั่นเอง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะไม่นิยมสร้างบ้านด้วยดินแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลก็ได้ออกกฎว่า บ้านเรือนหรืออาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่จะต้องทาสีเป็นสีแดงหรือชมพูเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการอนุรักษ์และรักษาฉายาของเมืองนี้ที่ว่า Red City หรือ Pink City นั่นเอง

เมืองมาราเคชนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน นั่นก็คือส่วนที่เป็นเมืองใหม่และส่วนที่เป็นเมืองเก่า หรือที่รู้จักกันในนามของ Old Medina ที่ดูเหมือนว่าในเขตนี้ กาลเวลาจะเดินช้ากว่าที่อื่นๆ และอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความน่าสนใจ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า นั่นก็คือที่ พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) พระราชวังที่มีความเก่าแก่เพียงแห่งเดียวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในได้ สาระสำคัญของพระราชวังแห่งนี้นั่นก็คือการเป็นที่พำนักของสุลต่าน มูเล เอล ฮัสซัน (Mouley el Hassan) โดยคำว่า บาเฮีย นั้นก็มาจากชื่อของภรรยาคนแรกของท่านสุลต่านนั่นเอง สิ่งที่สะดุดตาพวกเราที่สุดเห็นจะเป็นความวิจิตรบรรจงของลวดลายและเส้นสาย ไม่ว่าจะเป็น ประตู หน้าต่าง หรือเพดาน ที่ผ่านการประดับและตกแต่งโดยช่างฝีมือชั้นสูงในสมัยนั้น และในช่วงที่ประเทศโมร็อกโกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสก็เคยมาพำนักที่วังแห่งนี้

กาลครั้งหนึ่งที่มาราเคช

และไม่ไกลกันนั้น เสียงอาซานบอกเวลาละหมาดของพี่น้องชาวมุสลิมก็ดังกึกก้อง เสมือนเชื้อเชิญให้พวกเราเดินเท้าไปยังต้นทางของเสียง พวกเราลัดเลาะซอกตึกที่วกวนดั่งเขาวงกตมาได้สักพักก็มาโผล่ที่หน้ามัสยิดคูตูเบีย (Kutubia Mosque) มัสยิดที่มีความเก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองมาราเคช และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศโมร็อกโก รองจากมัสยิดกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ในคาซาบลังกา มัสยิดคูตูเบียแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์อัลโมฮัด ซึ่งคำว่าคูตูเบียนั้นก็หมายถึงหนังสือ เพราะว่าในอดีตนั้นก็ได้มีการจารึกคำสอนของคัมภีร์อัลกุรอานไว้ที่บริเวณหอกระจายเสียง เพื่อเป็นการเผยแพร่และย้ำเตือนถึงคำสอนแก่ผู้คนที่ผ่านมาพบเห็นนั่นเอง และด้วยความสูงของหอกระจายเสียงที่สูงถึง 70 เมตรนั้น ทำให้ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงจุดไหนของเมืองมาราเคช ก็สามารถที่จะมองเห็นหอกระจายเสียงนี้ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าที่มาราเคชนั้นได้มีข้อบังคับไม่ให้มีการสร้างอาคารสูงโดยเด็ดขาด

ในความเป็นจริงนั้น ที่มาราเคชยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ Majorelle Garden สุสานราชวงศ์ซาเดียน Chez Ali Fantasia และสถานที่ที่กำลังจะพาคุณผู้อ่านไปนี้ก็ต้องบอกว่า หากไม่ได้มาแล้วละก็ นั่นแสดงว่ายังมาไม่ถึงมาราเคช

และตอนนี้เราก็พาคุณผู้อ่านมาที่จัตุรัสจามิ อัล ฟานา (Djemaa el Fna) ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากมัสยิดคูตูเบียนั่นเอง ช่วงเวลาที่พวกเรามาถึงนั้นประมาณบ่าย 2 โมงกว่า กวาดสายตาไปรอบๆ ก็ไม่พบเห็นอะไรที่มีความน่าสนใจ แต่เขาว่ากันว่าเมื่อใดที่พระอาทิตย์ตกดิน เมื่อนั้นจัตุรัสแห่งนี้ก็ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งหนึ่ง พวกเราก็ได้แต่รอเวลาด้วยการไปเดินเล่นที่ซุค (Souq) เพื่อมองหาของฝากเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือกลับไป เดินเล่นไปพลางถ่ายรูปไปพลาง ก็ได้ยินเสียงตะโกนขึ้นมาว่า “Ten Dirham” จากพ่อค้าน้ำส้มคั้นคนหนึ่ง ซึ่งพวกเราก็มาทราบในภายหลังว่า การถ่ายรูปผู้คนที่นี่นั้น มีธรรมเนียมที่จะต้องให้สตางค์แก่เขาเหล่านั้นด้วย ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะสร้างความหงุดหงิดเล็กน้อยให้กับนักท่องเที่ยวบางคน พวกเราจึงได้รับคำแนะนำให้ลองไปนั่งคาเฟ่ที่มีดาดฟ้าน่าจะดีกว่า ซึ่งก็ต้องบอกว่าเมื่อขึ้นมาที่นี่นั้นก็เห็นมุมกว้างของจัตุรัสได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แถมยังไม่ต้องเสียค่าถ่ายรูปอีกด้วย และจากการสังเกตก็พบว่าในยามที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้านั้น พ่อค้าแม่ค้าก็เริ่มที่จะทยอยนำรถเข็นที่หาบสินค้ามาตั้งวางเรียงราย และภายในเวลาอันรวดเร็วจากจัตุรัสที่โล่งแจ้งก็กลับเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึกร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมืองที่ปิ้ง ย่าง ควันโขมงส่งกลิ่นเย้ายวนผู้คนที่ผ่านไปมา และยังรวมไปถึงการแสดงต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบำงู ระบำพื้นเมือง หรือโชว์สัตว์แปลก ที่มาเปิดหมวกแสดงเรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนที่สนใจ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับการแสดงในงานวัดบ้านเรานั่นเอง แต่ความพิเศษอยู่ที่ร้านค้าและการแสดงต่างๆ เหล่านี้ จะมีให้ชมกันไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวันเลยทีเดียว ส่วนในตอนกลางวันนั้นก็จะมีร้านค้าและการแสดงต่างๆ อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จัตุรัสจามิ อัล ฟานา แห่งนี้นั้น จึงได้รับฉายาว่า จัตุรัสที่ไม่เคยหลับใหลนั่นเอง

เรื่องราวที่เกี่ยวกับมาราเคชยังมีให้ได้ติดตามอีกมากมาย คุณผู้อ่านสามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่ รายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ 3 ทุ่มครึ่ง ทาง ททบ.5

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ