
กาแฟ : ดีหรือชั่ว ชัวร์หรือมั่ว (2)
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ รอยเตอร์สสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเล่าเรื่องด้านดีๆ ของกาแฟไปแล้ว ทีนี้เราลองมาอ่านดูด้านที่เป็น “ข้อเสีย” ของกาแฟกันดูบ้างไหมครับว่า มีข้อเสียอะไรบ้างโดยทั่วไปอย่างที่เรารู้กันก็คือ ผลข้างเคียงของการดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินความพอดี ซึ่งในที่นี้ความ “พอดี” ในมาตรฐานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USDA) อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 3-5 แก้ว/วัน ซึ่งหากเกินกว่านี้ ในบางคนอาจทำให้เกิดปัญหาในการนอนหลับ กระสับกระส่ายทำให้เกิดความวิตกกังวล กระวนกระวาย บางรายอาจรู้สึกใจสั่นได้ แต่เป็นการออกฤทธิ์ระยะสั้นเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าการดื่มกาแฟในขนาดปกตินั้นไม่ดี (แน่นอนว่าอะไรที่เกินพอดีย่อมไม่ดีอยู่แล้ว แม้กระทั่งการดื่มน้ำเปล่าก็ยังส่งผลเสียเช่นกัน) USDA ระบุว่ากาแฟนั้น “ไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว” และยิ่งไปกว่านั้น USDA ก็ย้ำว่าการดื่มกาแฟอาจต้องดู “หลักฐานที่สอดคล้องกัน” ในเรื่องประโยชน์ของกาแฟเป็นสำคัญฟังดูเหมือนผมเข้าข้างกาแฟ แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจ ผมไปหาข้อมูลที่น่าสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับด้านแ
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ รอยเตอร์ส
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเล่าเรื่องด้านดีๆ ของกาแฟไปแล้ว ทีนี้เราลองมาอ่านดูด้านที่เป็น “ข้อเสีย” ของกาแฟกันดูบ้างไหมครับว่า มีข้อเสียอะไรบ้าง
โดยทั่วไปอย่างที่เรารู้กันก็คือ ผลข้างเคียงของการดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินความพอดี ซึ่งในที่นี้ความ “พอดี” ในมาตรฐานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USDA) อยู่ที่ประมาณ
ไม่เกิน 3-5 แก้ว/วัน ซึ่งหากเกินกว่านี้ ในบางคนอาจทำให้เกิดปัญหาในการนอนหลับ กระสับกระส่ายทำให้เกิดความวิตกกังวล กระวนกระวาย บางรายอาจรู้สึกใจสั่นได้ แต่เป็นการออกฤทธิ์ระยะสั้นเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าการดื่มกาแฟในขนาดปกตินั้นไม่ดี (แน่นอนว่าอะไรที่เกินพอดีย่อมไม่ดีอยู่แล้ว แม้กระทั่งการดื่มน้ำเปล่าก็ยังส่งผลเสียเช่นกัน) USDA ระบุว่ากาแฟนั้น “ไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว” และยิ่งไปกว่านั้น USDA ก็ย้ำว่าการดื่มกาแฟอาจต้องดู “หลักฐานที่สอดคล้องกัน” ในเรื่องประโยชน์ของกาแฟเป็นสำคัญ
ฟังดูเหมือนผมเข้าข้างกาแฟ แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจ ผมไปหาข้อมูลที่น่าสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับด้านแย่ๆ ของกาแฟมาให้อ่านกัน
มาดูที่กาแฟกับโรคเบาหวานกันก่อน ในตอนที่แล้วมีการพูดถึงว่ากาแฟอาจช่วยคุณลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 แต่กลายเป็นว่ากาเฟอีนในกาแฟอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้ด้วยเช่นกัน เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของความดันโลหิต ซึ่งหากว่าคุณไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้ดีพอ ให้หันไปดื่มกาแฟแบบปราศจากกาเฟอีนน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ผลกระทบแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับคนที่กำลังรักษาโรคที่เกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ด้วยเช่นกัน จากการศึกษาพบว่ากาแฟอาจไปขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาบางตัวได้ มีการทดสอบให้อาสาสมัครกลืนยารักษาไทรอยด์พร้อมกับกาแฟในปี 2008 พบว่ายาถูกลดการดูดซึมลงร้อยละ 55 และกาแฟยังสามารถทำให้เกิดความเครียดในผู้ป่วยได้เช่นกัน
แล้วกาแฟกับโรคหัวใจล่ะ กาแฟมักถูกตั้งคำถามว่าเป็นผู้ร้ายในเรื่องนี้พอๆ กับด้านดี เพราะการดื่มกาแฟไปกระตุ้นการทำงานของหัวใจ เรื่องนี้มีการศึกษาโดยเมโยคลินิก (Mayo Clinic) ออกมา พบว่าการดื่มกาแฟอาจไปกระตุ้นทำให้เกิดปริมาณ LDL หรือไขมันเลวในร่างกายเพิ่มขึ้นได้ แต่มีการกำชับในตอนท้ายว่าผลการศึกษานี้ยังเร็วไปที่จะสรุปว่ากาแฟนั้นแย่จริงหรือไม่
แต่ก็มีการศึกษาอีกชิ้นที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นคือ การศึกษาของโรงเรียนแพทย์ของฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) มีการศึกษาเรื่องนี้และพบข้อมูลแปลกๆ ว่า เมื่อทดสอบลึกลงไปถึงเรื่องของการชงกาแฟ ก็พบว่าการชงกาแฟแบบที่ไม่ผ่านเครื่องกรอง เช่น การชงแบบตุรกี แบบเวียดนาม แบบ French Press หรือแบบที่เอากาแฟลงไปคลุกกับน้ำที่นิยมทำกันในสแกนดิเนเวียนั้น อาจเป็นปัจจัยในการเพิ่มไขมันเลวได้ ในขณะที่การดื่มกาแฟแบบใช้กระดาษกรองหรือที่กรองแบบไนลอน หรือเหล็กนั้นอาจทำให้เราๆ ท่านๆ ได้ประโยชน์จากกาแฟมากกว่าหรืออย่างน้อยๆ ก็ไม่ไปกระตุ้นให้ร่างกายสะสม
LDL เพิ่มมากขึ้น
ฟังดูไม่น่าเชื่อว่ากระดาษกรองจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ต้องสงสัยในเรื่องนี้ด้วยนะครับ และสามารถพลิกสถานการณ์ของกาแฟจากผู้ร้ายให้กลายเป็นคนดี
อย่างไรก็ดี การศึกษาของฮาร์วาร์ดชิ้นนี้ ยังบอกว่า LDL บางตัวนั้นมีประโยชน์เรื่องป้องกันมะเร็งและมีประโยชน์กับสุขภาพของตับ แต่การมีค่า LDL สูงเกินไปนั้นก็ไม่ควรอย่างยิ่ง
กาแฟกับภาวะขาดแคลเซียมในผู้หญิงสูงวัยก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ หัวข้อนี้มีการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington State University) พบว่าผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 3 แก้ว (ประมาณ 300 มิลลิกรัม) และควรให้แน่ใจว่าได้รับแคลเซียมเสริมไม่น้อยกว่าวันละ 800 มิลลิกรัมทุกวัน ถึงจะเป็นการดื่มที่เหมาะสม
อ่านแล้วอยากจะเลิกหรืออยากจะเริ่มดื่ม อันนี้ก็แล้วแต่ชอบนะครับ เพราะปัจจุบันประเทศอย่างอเมริกาที่ว่ากันว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของธุรกิจกาแฟและมีคนซื้อกาแฟวันละหลายล้านแก้ว ก็พบว่ามีเพียง 64% ของประชากรที่ดื่ม ไม่ใช่ทุกคนจะดื่มกาแฟ คำแนะนำจากคุณหมอก็คือหากคุณยังไม่ได้เริ่มดื่มและไม่คิดจะดื่มก็ไม่จำเป็นต้องเริ่ม หรือหากคุณเป็นคนที่ดื่มอยู่แล้ววันละแก้วก็ไม่จำเป็นต้องเลิก แต่หากคุณดื่มมากกว่า 3 แก้วต่อวันก็อาจเป็นเหตุที่ต้องระมัดระวังอย่างที่เราว่ามา
ดอกเตอร์ร็อบ แวน แดม (DR.Rob Van Dam) รองศาสตราจารย์ด้านโภชนาการและระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ เมื่อต้นปี 2016 ว่าเรื่องกาแฟนั้น “เราต้องการหลักฐานระดับต่างๆ ให้มากกว่านี้เพื่อแนะนำให้คนทั่วไป”
เขียนเสร็จแล้ว ผมขอตัวไปซดกาแฟสักแก้ว
ข้อมูลอ้างอิง
เรื่องกาแฟกับการรักษาโรคไทรอยด์ https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18341376
งานวิจัยเรื่องกาแฟกับเบาหวาน http://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/nutrition-and-healthy-eating/expert-answers/coffee-and-health/faq-20058339
การชงกาแฟแบบไม่เพิ่มระดับ LDL https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3115845/
กาแฟกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน http://blog.aarp.org/2013/06/14/is-your-coffee-habit-a-mental-disorder-dsm5-cites-caffeine-withdrawal/







