
ปราสาทเขมรไม่ใช่คนเขมร
ลืมเรื่องเที่ยวปราสาทเขมรไปนาน ก็เพราะมีเรื่องเขาพระวิหารนี่แหละมากระตุ้นความจำ การเที่ยวปราสาทเขมรก็เลยสนุกได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง
ลืมเรื่องเที่ยวปราสาทเขมรไปนาน ก็เพราะมีเรื่องเขาพระวิหารนี่แหละมากระตุ้นความจำ การเที่ยวปราสาทเขมรก็เลยสนุกได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง
เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์
ลืมเรื่องเที่ยวปราสาทเขมรไปนาน ก็เพราะมีเรื่องเขาพระวิหารนี่แหละมากระตุ้นความจำ การเที่ยวปราสาทเขมรก็เลยสนุกได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง จะต่างจากการเที่ยววัดวาอารามที่เป็นโบราณสถานแบบไทยซึ่งมีความสนุกไปอีกอย่างหนึ่ง ของไทยนั้นผมว่าคนส่วนใหญ่จะคุ้นๆ กันมากกว่า ด้วยรูปลักษณะทางสถาปัตยกรรมของแต่ละยุคสมัยก็ไม่ต่างกันมากนัก และเรื่องราวทางศิลปกรรมก็เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องพุทธบูชาเข้าใจดีกันอยู่แล้ว วัสดุที่ใช้ก็เป็นก่ออิฐถือปูน การตกแต่งเป็นเครื่องไม้กับปูนปั้นก็รู้จักกันดี แถมโบราณสถานของไทยอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน อย่างอยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ไปที่ไหนก็เที่ยวดูได้ครบถ้วน
สำหรับปราสาทเขมรที่ว่าได้อารมณ์ไปอีกอย่างนั้น เพราะอยู่โดดๆ ขนาดมากที่สุดมีในแถบ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว ซึ่งปราสาทแต่ละแห่งนั้นห่างไกลกันสุดกู่ แถมบางที่ต้องซอกแซกเข้าไป จะสนุกได้ลุ้นก็ตอนนี้แหละ ถึงรูปทรงทางสถาปัตยกรรมจะคล้ายกัน แต่ดูให้ดีๆ จะมีความต่างซ่อนอยู่ในตัว อย่างหนึ่งเพราะยุคสมัยมันต่างกัน แล้วศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นยังปนๆ กันระหว่างพราหมณ์และพุทธศาสนาก็มาจากคนสร้างนั่นเอง คนนี้เป็นคนเริ่มสร้างเคยนับถือพราหมณ์แล้วสร้างไม่เสร็จเดดสะมอเร่เสียก่อน แล้วมีคนมาสร้างต่อเกิดนับถือพุทธศาสนาเสียอีก เลยมีอะไรปนๆ กัน ที่ว่าได้อารมณ์นั้นเพราะเป็นปราสาทหิน มันทะมึนขึงขังน่าเกรงขาม ยิ่งเป็นปราสาทที่อยู่โดดๆ ห่างไกลผู้คน ให้เดินคนเดียวตอนมืดๆ ไม่เอาแน่ ก็ทั้งรู้ว่าไม่มีอะไร
ปราสาทเขมรส่วนใหญ่อยู่บนพื้นราบ จะมีปราสาทเขาพนมรุ้งนี้แหละที่อยู่บนเขา ก็นี่เองที่มีแนวความคิดในการสร้างนั้นเหมือนกันกับปราสาทพระวิหาร ต่างกันตรงขนาดเท่านั้นเอง ด้วยการนับถือศาสนาพราหมณ์นั้นบูชาพระศิวะอันเป็นใหญ่ พระศิวะในความเชื่อนั้นจะอยู่บนสรวงสวรรค์สูงสุดเหนือสวรรค์ชั้นใดๆ สำหรับรูปแทนพระศิวะนั้นใช้ศิวลึงค์เป็นรูปเคารพแทน อันหมายถึงผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีงามกับมวลมนุษย์ ซึ่งการก่อสร้างปราสาทนั้น พระวิหารหรือองค์ปรางค์ประธานที่สำคัญสุดจะสร้างเพื่อเป็นที่สิงสถิตของพระศิวะ ก็จะตั้งศิวลึงค์อยู่ตรงกลาง การทำพิธีบวงสรวงบูชานั้น พราหมณ์เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่เข้าไปทำพิธีกรรมนั้น ส่วนหนึ่งของพิธีกรรมจะใช้น้ำรดที่ศิวลึงค์ แล้วน้ำนั้นจะไหลออกมาทางรางน้ำที่ทำทะลุออกมาภายนอกองค์ปรางค์ประธาน น้ำนั้นถือว่าเป็นมงคลสูงสุด กษัตริย์จะรับน้ำนั้นก่อน ส่วนราษฎรจะคอยรับน้ำตรงภายนอกขอบปราสาทอีกที โดยจะมีรางทะลุออกไปด้วย
การขึ้นไปสักการะพระศิวะนั้นไม่ใช่ให้ขึ้นไปง่ายๆ ต้องมีอุตสาหะเต็มไปด้วยศรัทธา ก่อนขึ้นประตูแรกนั้นจะไม่ทำบันไดหรือสะพาน ต้องปีนป่ายก่อน นั่นคือด่านพิสูจน์ความตั้งใจ ก็ดูตัวอย่างปราสาทพระวิหารเขาจะปล่อยด่านแรกเป็นโขดหินสูงๆ นั่นเอง สำหรับปราสาทเขาพนมรุ้งมีบ้างแต่ไม่โหด แล้วตอนหลังมาทำบันไดเสริม จริงๆ จะไม่มีการเดินขึ้น ยิ่งสูงยิ่งลำบากเท่าไหร่ก็หมายความว่าเป็นการแสดงถึงความพยายาม สระน้ำสองข้างทางนั้นยังเป็นสระน้ำสำหรับชำระบาปอีกด้วย เรียกว่าต้องมีความศรัทธาสูงสุดแล้วจิตใจต้องไม่มีมลทินด้วย สำหรับเขาพระวิหาร ปรางค์ที่ตั้งศิวลึงค์อยู่ตรงปลายสุดภูเขานั้นเอง นึกภาพดูแล้วกันครับว่าภูเขามันเฉียงชันขึ้น พอสุดเขานั่นคือปลายฟ้า นั่นคือที่อยู่ของพระศิวะนั่นเอง เรียกว่าโป้งออกไปถึงสวรรค์บรรณพิภพเลย
ปราสาทเขาพนมรุ้งก็เป็นอย่างนั้น แนวความคิดเหมือนกัน เพียงแต่เป็นเขาไม่สูงเท่านั้น แต่เขาพนมรุ้งมีความสำคัญอีกอย่างตรงเดือน เม.ย.นั้น ช่องประตูจากปากทางถึงประตูสุดท้าย ระดับดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์จะตรงกัน พระศิวะในรูปศิวลึงค์ที่ตั้งอยู่ตรงกลางนั้นเหมือนเป็นศูนย์กลาง มีบริวารเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แล้วที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่บังเอิญ เป็นความตั้งใจ นี่คือความสำคัญของปราสาททั้งสองที่มีปรัชญาแฝงอยู่
มาถึงเรื่องปราสาทที่น่าดูบ้างครับ ปราสาทหินพิมายนั้นน่าดูมาก แต่อย่างที่ผมว่าครับ ศิลปกรรมสื่อแสดงทั้งพราหมณ์และพุทธ แต่ผมชอบปราสาทเมืองต่ำมากกว่า ปราสาทเมืองต่ำเก่าแก่กว่าปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำเป็นศิลปะยุคปาปวนตอนต้น ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ต่อมาถึงศตวรรษที่ 16 ดูง่ายๆ ครับ หัวพญานาคปาปวนตอนต้นหัวจะโล้นๆ เหมือนงู แต่ถ้าเป็นยุคเขาพนมรุ้งแล้ว หัวพญานาคจะมีมงกุฎหรือทรงเครื่องแล้ว
ความน่าดูของปราสาทเมืองต่ำนั้นมาจากความกะทัดรัด องค์ประกอบและสัดส่วนผมว่างามมาก อย่างแรกคือสระน้ำหรือบารายนั้นสวยครับ เมื่อครั้งผมไปดูการซ่อมประสาทพนมรุ้งแล้วก็ไปใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ปราสาทเมืองต่ำ ตอนนั้นยังไม่ได้ซ่อม ต้นไม้ร่มมาก มีต้นมะม่วงป่าหลายต้น โคปุระด้านหน้าหรือซุ้มประตูโครงสร้างยังแบะๆ อยู่ พวกชิ้นส่วนต่างๆ ภายในยังหล่นอยู่กับพื้น ทั้งยอดปรางค์และชิ้นส่วนกลีบขนุน (ชิ้นส่วนตกแต่งโดยรอบของปรางค์) เกลื่อนกลาด อันไหนไม่สวยเท่าพญานาคที่อยู่ตรงขอบสระที่ลำตัวนั้นทรุดบ้าง เลี้ยวบ้าง เหมือนมีชีวิต แถมขอบสระมีต้นมะม่วงใหญ่ๆ 23 ต้นมีเงาในน้ำ ในสระยังมีดอกบัวอีกต่างหาก เวลาเจอสิ่งก่อสร้างเก่าแก่และร่วงโรยโดยธรรมชาติ แถมมีสิ่งแวดล้อมที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ คลุมให้ความเยือกเย็นทั้งหมดนั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนได้เข้าไปถึงวิญญาณของโบราณสถาน
เมื่อพูดถึง ดอกบัว โบราณสถานแบบปราสาทหินนี่บอกอะไรอีกเหมือนกัน ดอกบัวนั้นเป็นดอกไม้ที่สื่อแสดงถึงความงามความบริสุทธิ์ ตรงโคปุระหน้าหรือซุ้มประตูทางเข้านั้น ตรงพื้นตรงกลางของโคปุระจะสลักรูปดอกบัวไว้ มีความหมายครับ คนที่จะผ่านตรงนี้ไปต้องผ่านไปอย่างบริสุทธิ์เสียก่อน ต้องมีความสะอาดในใจ เป็นเครื่องหมายเตือนการที่ต้องกระทำ อย่างที่สอง ตรงใต้หินที่มีรูปดอกบัวนั้นจะเป็นแผ่นฤกษ์ของการสร้างด้วย บางที่จะเป็นแผ่นทองคำ แต่เป็นเพียงชิ้นเล็กๆ ไม่ได้เขียนอะไรไว้มาก แต่บางปราสาทก็ไม่มีแผ่นที่ว่านี้ครับ นี่ก็เป็นสิ่งที่บอกว่าไม่ว่าพราหมณ์ พุทธ ให้ความสำคัญกับดอกบัวมานานนับพันปีแล้ว
ผมแถมอีกนิด นอกจากเรื่องปราสาทเขมรเป็นของดีอยู่ที่บุรีรัมย์ ที่ อ.บ้านกรวด ชิดกับชายแดนเขมร เป็นของหนึ่งเดียวในโลก แม้กระทั่งในเขมรก็ไม่มี เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่า Khmer Ceramic เก่ากว่าเครื่องสังคโลกที่สุโขทัยครับ เครื่องปั้นดินเผานั้นมีทั้ง ถ้วย ชาม ไห ไหใหญ่ๆ มีหู หรือมีรูปสัตว์ เช่น กบ เขียด ปะติดอยู่ หรือไหปากแตร สีของเครื่องปั้นจะเป็นดินสีน้ำตาลเข้ม น้ำเคลือบสีน้ำตาลแดงๆ ที่นั่นเคยเป็นเมืองทำเครื่องปั้นดินที่ใหญ่มาก ตามทุ่งนานั้นชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาชิ้นเล็กๆ เกลื่อนไปหมด คนทำนาต้องเก็บไปกองไว้ตามคันนา ส่วนชิ้นส่วนใหญ่ๆ นั้นเจอโดยบังเอิญ ที่ชาวนาไปทลายโคกดินสูงเพื่อจะเกลี่ยที่ทำนา ปรากฏว่าเป็นเตาเผา ข้างในเตายังมี ถ้วย ชาม ไห สมบูรณ์ๆ พอนักเล่นของเก่ารู้เท่านั้น วันๆ มีแต่รถดีๆ วิ่งเข้าวิ่งออกบ้านกรวด ซึ่งตอนที่เข้าไปนั้น ฝั่งเขมรยังยิงกันตูมตามอยู่เลย ที่การผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เลิกไปนั้น น่าจะมาจากลำน้ำเปลี่ยนเส้นทาง เพราะการทำเครื่องปั้นดินเผาต้องใช้น้ำเป็นหลักสำคัญ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง Khmer Ceramic เพราะไม่เหลือหรอแล้ว การซื้อขายก็ไม่มี เพราะเข้าไปอยู่ในบ้านนักสะสมหมด เลยไม่มีกระแสการซื้อขายและราคา
ครั้งนี้ผิดธรรมเนียมไปหน่อยครับที่ไม่มีเรื่องอาหารเขมร ก็เข้าไปถึงสุรินทร์ บุรีรัมย์ หวังจะกินอาหารเขมรเหมือนในเขมร กลับเป็นอาหารอีสานพื้นบ้านไทยนี่เอง เลยขาดๆ ไปหน่อย หน้าฝนไปเที่ยวปราสาทเขมรก็ดี จะสนุกไปอีกอย่างครับ







