
เคล็ดลับการเงินแบบ สตาร์ทอัพ
หนุ่มสิงคโปร์ชื่อ เทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช้อปปี้คนนี้
โดย...สมแขก ภาพ : กิจจา อภิชนรุจเรข
หนุ่มสิงคโปร์ชื่อ เทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช้อปปี้คนนี้ เป็นผู้บริหารอี-คอมเมิร์ซ น้องใหม่ Shopee ที่มีออฟฟิศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 7 ประเทศ (ไทย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม)
เขามีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจและเศรษฐกิจการเงินในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้มากว่า 5 ปี เดินทางและใช้ชีวิตในยุโรปมาหลายปีจนเข้าใจวัฒนธรรมการจับจ่ายของคนในแถบนั้น
เทเรนซ์ เล่าว่า ในฐานะคนเอเชียที่คุ้นเคยกับการหาเงินและเก็บอย่างเดียวของคนเอเชีย ได้เห็นพฤติกรรมการจัดการเงินของคนยุโรปที่ใช้เงินวันนี้ แต่เป็นเงินที่จะได้ในวันพรุ่งนี้
เขาจึงเกิดความคิดของเขาอีกแบบหนึ่งว่า ทั้งสองความคิดนี้น่าจะมีจุดกึ่งกลาง หากจัดการได้จะทำให้การจัดการเรื่องการเงินยั่งยืน ขณะเดียวกันชีวิตก็จะมีความสุขมากขึ้น
"ผมคิดว่าคนเอเชียเก็บเงินเยอะเกินไป วัฒนธรรมและความคิดของคนเอเชียเรื่องเงินๆ ทองๆ ผมสัมผัสได้ตอนเด็กๆ ผมจะเห็นว่าคนเอเชียแม้กระทั่งพ่อแม่เราจะทำงานหนักมากและเน้นเก็บเงินอย่างเดียว เก็บเงินไว้เยอะๆ เอาไว้ให้ลูกหลาน ในขณะที่คนตะวันตกคือจะใช้เงินในอนาคตเป็นว่าเล่นและเป็นหนี้เยอะ และให้ลูกหลานจ่ายหนี้ต่อกรณีที่เขาเสียชีวิตไปก่อน เป็นพฤติกรรมที่แตกต่างกันของคนในสองทวีป ผมรู้สึกว่าทั้งสองวิธีไม่ใช่วิธีในอุดมคติของผม
“สำหรับตัวผม ถามว่าจะเก็บเงินให้ลูกไหม คำตอบคือเก็บให้แน่นอน แต่จะเก็บไว้ให้ในจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ลูกสามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ แต่ต้องไม่มากเกินไปจนลูกสบายเกินไปและไม่ทำอะไรเลย เขาต้องไม่ขี้เกียจ และยังต้องทำงาน และเงินส่วนตัวของผมก็จะมีวิธีที่จัดการอีกแบบหนึ่ง”
ผู้บริหารช้อปปี้ บอกว่า คนเราจะเอาแต่เก็บเงินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เป็นที่มาของการหาสมดุลทางการเงินของเขา เวลาคิดเรื่องการใช้เงินหรือเก็บเงิน ต้องพิจารณาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
“สำหรับผมการจัดการการเงินเริ่มต้นจากเรามีรายรับที่จะเข้ามาเท่าไหร่ สมมติว่าได้เงิน 100 เหรียญสหรัฐ ก่อนอื่นจะแบ่งไว้ใช้จ่าย 30% ส่วนที่เหลือจะต้องนำไปจัดการ
“สมมติมีเงิน 100 เหรียญสหรัฐ เก็บไว้ใช้ 30 เหรียญสหรัฐ ในตอนแรกผมจะแบ่งเป็น 3 ส่วน สัดส่วนแล้วแต่การพิจารณา ส่วนแรกจะออมทรัพย์ไว้ในธนาคารเท่าไหร่ อีก 2 ส่วนแบ่งไว้สำหรับลงทุน ส่วนแรกลงทุนแบบไม่เสี่ยงมากคืออาจจะลงทุนในประกัน และส่วนที่สองคือลงทุนในความเสี่ยงที่มากกว่า เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ กองทุน หรือแม้กระทั่งหุ้น ซึ่งการทำแบบนี้ดีกว่าการเก็บเงินแบบที่เอาเงินทั้งหมดไปใส่ในบัญชีออมทรัพย์อย่างเดียว เป็นวิธีบริหารเงินที่ดีขึ้น พอผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อเงินที่เราลงทุนไปงอกเงยเพิ่มขึ้น ก็จะรู้ว่าเราควรนำเงินไปลงทุนในส่วนใดมากกว่า” เทเรนซ์ แนะนำ







