posttoday
พรรคการเมืองไทย 4.0 ดาวรุ่งหรือเดือนดับ

พรรคการเมืองไทย 4.0 ดาวรุ่งหรือเดือนดับ

02 เมษายน 2560

ทวี สุรฤทธิกุล

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

พรรคการเมืองไทยยังไร้อนาคต?

ระหว่างที่รอโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “กฎหมายลูก” หลายฉบับ หนึ่งในนั้นก็คือร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมืองฉบับที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ร่างมาแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่า “ยังไม่เรียบร้อยสมบูรณ์” แต่จะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะผู้ที่จะกำหนดในวาระสุดท้ายนั้นก็คือ คสช.ที่กำลังเกาะกุมการปฏิรูปประเทศอยู่ในขณะนี้

ผู้เขียนได้ร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ด้วยคนหนึ่ง ที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 22 ท่าน และคนนอกอีก 3 ท่าน คือ ผู้เขียนในฐานะอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ในฐานะอาจารย์ด้านการเมืองและการบริหาร กับอดีต สว.พิจิตร ซึ่งคงมาในฐานะนักการเมือง เริ่มประชุมมาตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. ขณะนี้ประชุมมาได้ 3 ครั้ง โดยจะประชุมกันทุกวันจันทร์และวันพุธ เนื่องจากคาดว่าอาจจะมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืนมาก่อนวันที่ 15 พ.ค.นี้ ตามกำหนด 90 วัน ภายหลังที่รัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณาของ สนช.เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ประกาศใช้แล้ว สนช.ก็จะต้องเร่งพิจารณากฎหมายลูกฉบับต่างๆ ภายในเวลา 120 วัน ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งกรรมการพิจารณาศึกษาเรื่องนี้โดยด่วนในเวลาที่รีบเร่งดังกล่าว

ในการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้เชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาให้ความเห็นในเบื้องต้นเชิญมา 4 พรรค คือ พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ทุกพรรคให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า ร่างกฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้เป็น “ยาแรง” จนถึงขั้นเป็น “ยาพิษ” ที่ไม่ใช่ทำลายแค่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่อาจจะถึงขั้นทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอีกด้วย เพราะกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่ควบคุมการจัดตั้งและการบริหารพรรคอย่างเข้มงวด แต่ยังมีบทลงโทษที่รุนแรง หยุมหยิม ยากแก่การปฏิบัติ หรือหาคนมารับผิดชอบ นั่นก็คืออาจจะไม่มีใครสนใจตั้งพรรคการเมือง ซึ่งนั่นก็คือ “หายนะ” ของระบอบประชาธิปไตยไทย ที่ไม่มีใครอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง

สำหรับผู้เขียนและผู้อ่านบางท่านที่ติดตามการเมืองในสมัยการปกครองของ คสช.มาอย่างต่อเนื่อง คงจะพอทราบถึงแนวคิดของ คสช.มาบ้างแล้วว่า การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ คสช.พยายามจะใช้ยาแรง โดยเฉพาะกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็น “ตัวปัญหา” ต่อการเมืองไทยมา 10 กว่าปีนี้ ซึ่งในความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเชื่อว่า “คงเป็นไปได้ยาก” ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

ข้อแรก การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หลังสุดเมื่อปี 2540 ก็ได้ทำรัฐธรรมนูญที่เข้มแข็งที่ได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” พร้อมด้วยกฎหมายลูกอีก 8 ฉบับ ที่หวังว่าจะกำจัด “ความอุบาทว์” ของการเมืองไทยในอดีตนั้นได้ แต่ก็มาเจอกับ “เหลี่ยมการเมือง” ที่แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ล้างผลาญประเทศชาติ แม้จะมีการรัฐประหารขับไล่หนีไปก็ยังจับตัวมารับผิดไม่ได้ จนกระทั่งต้องมาร้องขอทหารให้ออกมาจัดการกับระบอบสามานย์นั้นอีกรอบ ซึ่งก็ยังไม่สำเร็จตาม “สัญญา” นั้น

ข้อสอง ความล้มเหลวของกองทัพก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกัน เพราะยังไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในนานาชาติอ้างอิงได้ว่า การสร้างประชาธิปไตยด้วยสรรพกำลังของกองทัพนั้นจะสามารถสำเร็จได้ลงอย่างราบรื่น ทำนองเดียวกันสำหรับการสร้างพรรคการเมืองของกองทัพไทย ตั้งแต่ครั้ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม มาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะที่สุดทหารก็จะถูกนักการเมือง “เข้าครอบ” จนไม่อาจจะใช้อำนาจเด็ดขาดเข้าไปจัดการอะไรได้ ต่างจากเมื่อครั้งที่มีอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ที่คิดจะสั่งจะทำอะไรๆ ก็ได้

และข้อสาม ปัญหาของไทยไม่ใช่ว่าเราไม่มีกฎหมายที่เข้มแข็ง แต่เป็นปัญหาของ “ผู้ปฏิบัติ” หรือ “การบังคับใช้กฎหมาย” ที่ขึ้นอยู่กับตัวคนที่จะต้องรับผิดชอบในการดูแลกฎหมายนั้นๆ เป็นสำคัญยกตัวอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ตอนก่อตั้งในปี 2547 ก็นึกว่าจะมาเป็น “ยักษ์ตัวใหม่” แต่ที่สุดก็เป็นแค่ “เสือกระดาษ” ที่ทำคดีใหญ่ๆ ไม่ได้ หรือปัญหาการจราจรที่มีกฎหมายบังคับใช้อยู่หลายหน่วยงานนับสิบฉบับ แต่เอาเข้าจริงก็ต้องให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ซึ่งมีคนบอกว่า อาจจะเป็นแค่ “ไฟไหม้ฟาง” ดังเดิม 

เช่นเดียวกันกับที่ คสช.พยายามจะใช้ยาแรงเข้ามาแก้ไขปัญหาของพรรคการเมืองและนักการเมือง โดยยืมมือของ กรธ.และ กกต. (รวมถึง สนช.ด้วย) ก็คงจะเข้าอีหรอบเดิมที่น่าจะ “แพ้เหลี่ยม” ของนักการเมืองไทย และต้องไปเริ่มนับใหม่กันอีก ตอนนี้บอกได้แต่เพียงว่า ถ้าร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมืองฉบับนี้ออกมาใช้ในเนื้อหาแบบนี้ พรรคการเมืองไทยในยุค 4.0 ที่คาดหวังถึง “การเมืองที่ดี-นักการเมืองที่สะอาด” คงจะไปไม่ถึงดวงดาว ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดไปสู่การเป็น “ดาวรุ่ง” แต่กลับจะต้องกลายเป็น “เดือนดับ” ที่ต้องหมดอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งคงจะต้องขอมาอธิบายเรื่องนี้ในเชิงสร้างสรรค์ในสัปดาห์ต่อไป

เดี๋ยวจะหาว่า ได้แต่ “ติๆๆ” แต่ไม่ก่ออะไรเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท