posttoday

ชั่วให้รู้จักเบรก

02 เมษายน 2560

ความดีของคนเรา ไม่ใช่เป็นแต่ทำอะไรรวดเร็วเอาจริงเอาจังเข้าว่าถ้าจะถลำตัวถลำใจไปสู่ความชั่ว ความผิด ความเสื่อม

โดย...อารยชล

ความดีของคนเรา ไม่ใช่เป็นแต่ทำอะไรรวดเร็วเอาจริงเอาจังเข้าว่าถ้าจะถลำตัวถลำใจไปสู่ความชั่ว ความผิด ความเสื่อม ความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย จะต้องหยุดเป็นด้วย

หมายถึง ยั้งตัวยั้งใจตัวเองให้อยู่ นั่นแหละจึงจะเป็นการดีแท้ดีจริง

เปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ทางถนนหนทาง นอกจากวิ่งเป็นแล้วมันต้องหยุดเป็นด้วย ถ้าคันไหนหยุดไม่เป็น หยุดไม่ได้ ตะบี้ตะบันวิ่งไปเรื่อย รถคันนั้นก็ใช้ไม่ได้และไม่ควรที่ใครจะใช้มันอีกต่อไป

แล้วถ้าใครยังขืนใช้มันต่อ ไม่ว่าทั้งรถทั้งคนก็คงต้องไปสู่ที่ชอบๆ แน่นอน

หันมามองสังคมไทยทุกวันนี้ สังคมก้มหน้า จิ้มๆ กดๆ ต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงครับ...คนไทยเราใจร้อนมาก ร้อนจริงๆ หงุดหงิดง่าย พอโกรธแล้วไม่รู้จักเบรกหรือห้ามอารมณ์ตัวเองไว้

จนต้องเกิดเรื่องเกิดราว และเกิดการสูญเสียในที่สุด เช่น เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เสียงานเสียการ เสียอวัยวะ เสียชีวิต เสียเพื่อน เสียคนที่รัก เสียสารพัด

กรณีของ “น็อต เวคคลับ” เจ้าของวลี “กราบรถกู” เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน    

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ท่านเคยบอกว่า การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า สมาร์ทโฟน ไอโฟน ไอแพด คอมพิวเตอร์ ในแต่วันมากเกินไปและเกินจำเป็นมีส่วนทำให้คนใจร้อนขึ้น

ผมว่าจริงที่เทคโนโลยีกระตุ้นให้คนใจร้อนขึ้น

คือจิตของมนุษย์เราปกติมีความเร็วสูงยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกอยู่แล้ว ไอพ่นหรืออะไรที่ว่าเร็วที่สุดก็ไม่เท่าเศษเสี้ยวความเร็วของจิตมนุษย์

แต่ก่อนคนเราใจเย็นกันได้นะ พูดคุยกันได้เพราะยังไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเทคโนโลยีพวกนี้ แต่พอมีเทคโนโลยีผลิตความเร็วขึ้นมาก็เป็นเรื่องอย่างที่เห็น

เมื่อเป็นเช่นนั้น มีหรือที่จิตของมนุษย์จะช้าลง ขนาดเร็วแค่ไหนยังบอกว่าช้า เช่น นั่งเครื่องบินที่ว่าเร็วแล้ว แต่พอเครื่องดีเลย์ชั่วโมงสองชั่วโมงอารมณ์เสียทันที

เทคโนโลยีมันกระตุ้นใจเราให้ร้อนอย่างนี้

ทางที่ดีมนุษย์เราควรกลับไปสู่ธรรมชาติ ดนตรี กีฬา ปรัชญา ศิลปะ ทิ้งเทคโนโลยีออกไปบ้าง วันหยุดไม่ควรอยู่กับเทคโนโลยีพวกนี้มากไป

ไปอยู่กับธรรมชาติพาลูกพาครอบครัวไปเล่นดนตรีบ้าง กีฬาบ้าง ปรัชญาหรือศิลปะก็ดี เพื่อให้ใจของเราได้ผ่อนคลาย

ในสมัยพระพุทธเจ้ามีสามเณรรูปหนึ่งทำชั่ว “ขั้นศีลขาด” เพราะไปมีอะไรกับผู้หญิง ก็เพราะไม่รู้จักเบรกหรือหยุดอารมณ์ความอยากของตัวเองเอาไว้ได้ 

เรื่องมีอยู่ว่ามีพระตาบอดรูปหนึ่ง ไม่ได้บอดแต่กำเนิดแต่บอดเพราะทำความเพียรอย่างหนักตลอดคืนยันรุ่งหวังทำลายกิเลสให้ราบคาบ ถึงขนาดไม่เคยเอนกายลงนอนตลอดระยะเวลา 3 เดือน

ความเพียรแรงกล้ามาก!!!

พอเดือนที่ 2 ก็มีปัญหาเรื่องสายตา ตาเจ็บ น้ำตาไหลตลอด แต่ท่านไม่ยอมรักษาด้วยการหยอดยาหยอดตาตามที่หมอแนะนำและกำชับ

เข้าเดือนที่ 3 ในคืนสุดท้าย ในที่สุดตาท่านก็บอดสนิทพร้อมกับบรรลุพระอรหันต์ไปด้วย

ฟากน้องชายท่าน (เคยบวชพร้อมกันแต่ชิงสึกไปมีเมียก่อน) อยากให้ท่านกลับมาเยี่ยมบ้าน พอทราบว่าพระพี่ชายตาบอดก็ให้ลูกชายบวชเณรเพื่อไปรับท่านมา

ระหว่างทางสามเณรได้ยินหญิงสาวร้องเพลงเลยบอกหลวงลุงให้รอแป๊บบบบบ...ขอไปทำธุระสักประเดี๋ยวเสร็จแล้วจะรีบกลับ สามเณรเกิดหลงเสียงนาง อยู่กันสองต่อสองจะเหลืออะไรทั้งคู่ขึ้นสวรรค์ไปด้วยกันเรียบร้อย เสร็จกามกิจสามเณรก็รีบกลับมาหาหลวงลุง

“หลวงลุงครับ หลวงลุง ผมมาแล้ววววว ไปกันต่อครับ”

ฟากพระเถระถึงตาบอดมองไม่เห็น แต่ตาในท่านแจ่มแจ้งชัดแจ๋วเพราะท่านคืออรหันต์

“หยุด อย่ามาจับปลายไม้เท้าเรา ต่อแต่นี้ไปเจ้าหาควรร่วมเดินทางไปกับเราไม่ ไปตามทางของเจ้าเสีย”

ฝากไว้ครับ ถ้าเมื่อใจถลำไปหาชั่วจงรีบเบรกทันที

ข่าวล่าสุด

KBANK ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.10% หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว มีผล 2 มี.ค.69