posttoday
งานคือคุณค่าตัวเรา (Job Value)

งานคือคุณค่าตัวเรา (Job Value)

01 เมษายน 2560

ชีวิตคนเราหลีกเลี่ยงการทำงานไม่ได้ เราต่างต้องเลี้ยงชีพ ต้องสร้างคุณค่าและความหมายของชีวิตผ่านงานที่ทำ ค่อนชีวิตของเราคืองาน

โดย...ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ ภาพ : เอเอฟพี รอยเตอร์ส

 ชีวิตคนเราหลีกเลี่ยงการทำงานไม่ได้ เราต่างต้องเลี้ยงชีพ ต้องสร้างคุณค่าและความหมายของชีวิตผ่านงานที่ทำ ค่อนชีวิตของเราคืองาน และแม้เวลาเราคิดจะให้คืนกับสังคมหรือคนรอบข้าง หลายครั้งเราก็ทำโดยใช้โอกาสผ่านงานที่เราทำ

 งานคือ 70% ของการใช้ชีวิตเรา และคนจำนวนมากทำงานค่อนชีวิต บางคนตายในงานก็มี (หลายคนเครียดตาย สุขภาพพังก็เพราะงาน และยังไม่ได้ใช้ชีวิตที่เหลือทำอย่างอื่น นอกจากหมกตัวกับงาน)

 คนในปัจจุบันต่างฝันจะเกษียณ ไม่ต้องทำงาน อยากให้ถึงวันเสาร์ไวๆ อยากให้วันจันทร์มาช้าๆ เพราะงานคือกรรม งานคือความลำบากของชีวิต และหลายคนมีงานเหมือนมีภาระ ทำไปวันๆ รอจนกว่าจะรวยพอ จากการหาเงินเสริม เปลี่ยนงาน เพิ่มงานเดิม ฯลฯ เพียงเพื่อวันหนึ่งจะไม่ต้องทำ “งาน”

 แต่ใครจะรู้ว่า งานมีค่าในตัวของมันเอง เพราะเวลาเราไม่มี เราจะเห็นค่าของงาน และจากงานวิจัยจำนวนมาก เราค้นพบว่า คนที่เกษียณแล้วหยุด “งาน” ชีวิตมักแย่ลง แย่ลงเพราะเขาเริ่มไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะเราต่างใช้เวที “งาน” เพื่ออธิบายคุณค่าตัวเราเอง

 ค่าของงาน ไม่ต่างจากค่าของคน และงานที่ดี เริ่มจากศรัทธาในสิ่งที่ทำ ทำแล้วเรารู้สึกว่าเรากำลังอธิบายคุณค่าบางอย่างในตัว ไม่ใช่ทำเพื่อเงินอย่างเดียว

 มีคนเคยสัมภาษณ์คนใกล้ตาย เพราะเครียดจากงานที่ทำอยู่ แล้วถามว่า ถ้าเขากลับไปแก้ไขบางอย่างได้ เพื่อได้สุขภาพจิต สุขภาพกายที่ดีคืนมา เขาจะทำอะไรบ้าง? คำตอบแบ่งออกได้เป็นหมวดๆ ดังนี้คือ

 กลุ่มที่หนึ่ง อยากให้งานอธิบายคุณค่าตัวเอง ไม่อยากให้เงินเป็นแรงจูงใจหลัก กลุ่มนี้จะพูดด้วยความเสียใจประมาณว่า

 “ถ้าฉันกลับไปทำงานได้อีก ฉันจะกล้าเป็นตัวเองมากกว่านี้ จะไม่ให้เงินหรือความคาดหวังคนอื่นมีอิทธิพลต่อคุณค่าในตัวฉัน ฉันจะทำงานเพื่ออธิบายคุณค่าในตัวฉัน ไม่ใช่เพื่อเงิน”

 กลุ่มที่สอง เขารู้สึกผิดที่ตะบี้ตะบันทำงานเพียงเพื่อมีเงินเก็บมากๆ แทนที่เขาจะสร้างผลงาน ไม่ใช่แค่ทำงานไปเฉยๆ เพื่อให้ ได้เงินเยอะๆ แล้วหวังจะเกษียณไวๆ พวกเขาพูดกับตัวเองประมาณนี้ว่า

 “ถ้าฉันกลับไปทำงานได้อีก ฉันจะกล้าทำสิ่งที่ถนัด ฝึกฝนจนเก่ง และสร้างผลงานตามภาพที่ฉันฝันไว้ และเล่าฝันของฉันให้คนอื่นฟัง เพื่อให้เขาจำภาพดีๆ ของฉัน ในวันที่ฉันไปจากโลกนี้”

 เขาอยากทิ้งภาพความทรงจำดีๆ ให้คนสำคัญในชีวิตนั่นเอง แต่มันกลับสายเกินไป

 กลุ่มที่สาม เขารู้สึกว่าตัวเองช่างใจร้ายต่อเพื่อนร่วมงาน เพราะเขามองแค่ว่า เขาจะต้องสำเร็จไปถึงเป้าหมายตัวเอง โดยไม่แคร์คนรอบข้างว่าจะมองพวกเขาอย่างไร? คนเหล่านี้จะรำพึงว่า

 “ฉันน่าจะมีน้ำใจมากกว่านี้ ถ้าฉันกลับไปใช้ชีวิตได้อีก ฉันจะให้เวลาช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนที่ดีต่อฉันให้มากกว่านี้" (เพราะวันนี้ที่ฉันป่วย พวกเขาคงมา ถ้าฉันไม่เห็นแก่ตัวเกินไป)

 คนกลุ่มนี้รู้สึกแย่ ที่เวลาเขาป่วย เขาพบความจริงว่า ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างมีค่ากว่าความสำเร็จ เพราะท้ายสุด วันที่เขาต้องจากโลกนี้ไป เขาต้องการคนมากกว่า ต้องการแค่ความสำเร็จในงาน

 กลุ่มที่สี่ พวกเขาเครียดทุกเรื่อง หาความสุขอะไรกับงานที่ทำไม่ได้เลย พวกเขากังวล วิตกจริต คิดกลัวว่าสิ่งร้ายๆ จะเกิด กลัวคนอื่นเก่งกว่า เขาไม่ต้องการแพ้ จนโหมทำงานหามรุ่งหามค่ำ เป็นพวกต้องการความเป็นเลิศ เป็นเลิศจนเป็นทุกข์สะสม เก็บกดจนมีผลต่อสุขภาพ พวกเขามักจะบ่นบนเตียง เวลาป่วยหนักว่า

 “ฉันจะสุขกับงานให้ง่ายกว่านี้ ถ้าฉันกลับไปใช้ชีวิตได้อีก ฉันจะไม่เสียเวลาอิจฉาคนอื่น แต่จะเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่มากกว่านี้”

 ค่าของคนกับงาน คือเหรียญสองด้าน เพราะจริงๆ งานคือการอธิบายคุณค่าในตัวคุณ วันที่เราเลิกทำงาน คือวันที่เราเลิกอธิบายคุณค่าในตัวเรา แล้วเราจะรู้สึกดีกับตัวเองได้อย่างไร?

 วันที่เราไม่ทำอะไรเพื่ออธิบายคุณค่าตัวเองเลย งานจึงสำคัญกว่าเงินมาก งานคือคุณค่า เงินคือเครื่องมือเท่านั้น เราจึงควรทำงานเพื่อสร้างคุณค่า ไม่ใช่แค่หาเงินมากๆ แล้วเครียดจนป่วย

 คนที่รักงานจึงพยายามรักษาความรู้สึกดีกับงานที่ทำ พวกเขาจะพยายามมีทัศนคติประมาณนี้คือ

 หนึ่ง ตั้งใจสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าและดันศักยภาพจนสุดตัว เนื่องจากผลงานเรา อธิบายตัวเราได้เป็นอย่างดี

 สอง เขาพร้อมฟังคนอื่นจนเข้าใจ แม้ยากแค่ไหน? เพราะหูมีไว้ฟัง ไม่ใช่มีไว้แคะเล่น มันคือการสร้างเครือข่าย หาโอกาสที่ดีที่สุด!

 สาม เขาตั้งใจรักษาสุขภาพ เหมือนของเก่าสะสมที่ยิ่งนาน ยิ่งมีค่า เขาไม่ให้งานทำลายสุขภาพ แต่ให้งานเสริมพลังให้สุขภาพ เพราะเขาทำมันจากใจ

 สี่ เขาตั้งใจเล่น ตั้งใจมีความสุข ให้พอๆ กับตั้งใจทำงาน

 ห้า เขาหัวเราะได้กับความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือฐานการสร้างคุณค่าโดยลดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็งได้ดีที่สุด

 และท้ายสุด เราไม่ควรกลัวที่จะเลือกงาน และไม่ด่าตัวเองถ้าเลือกผิด เขากล้าเลือกใหม่อีก จนกว่าจะได้งานที่อธิบายคุณค่าที่ทำให้เขาเห็นว่า เขาอธิบายตัวเองผ่านงานที่ทำได้ และไม่ได้ทำงานไปเพื่อหาเงินอย่างเดียวนั่นเอง

 ขอให้ทุกคนพบคุณค่าตัวคุณผ่านงานที่ทำครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท