
ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ผู้เขียนหนังสือแห่งความรู้สึกได้มีเหตุผลที่สุด
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยในขณะที่กำลังอ่านหนังสือ “ความสุขทำงานอย่างไร How happiness works and why we behave the way we do” ของ ณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักเศรษฐศาสตร์ความสุขคนแรกและอาจเป็นคนเดียวของประเทศไทย ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงหน้าสุดท้ายก็รู้ทันทีว่า ถ้าไม่ส่งอีเมลไปคุยกับเขาที่อังกฤษ คืนนั้นคงนอนไม่หลับแน่ๆณัฐวุฒิได้นิยามคำว่าเศรษฐศาสตร์ความสุขและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมให้เข้าใจง่ายว่า เศรษฐศาสตร์ความสุข คือถ้าคุณสามารถวัดความสุขของคนได้จริงๆ คุณว่าความสุขของคนเราขึ้นตรงต่ออะไรมากที่สุด ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับเงินทอง เเละถ้าคุณรู้เเล้ว คุณกำลังให้ความสำคัญต่อปัจจัยหลายๆ ปัจจัยในชีวิตของคุณผิดไปหรือเปล่า ส่วนเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม คือคุณคิดว่าคุณมีเหตุผลทุกครั้งที่คุณเลือกประพฤติอะไรสักอย่างไหม หรือว่าคุณใช้อารมณ์ หรือคิด “ทางลัด” (Mental Shortcut) ในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างมากกว่าใช้เหตุผล เเล้วผลที่ตามมาจากการมีพฤติกรรมอย่างนั้นต่อตัวเราเองเเละสังคมคืออะไรบ้างนี่คือคำถามและคำตอบทางไกลจากณัฐวุฒิ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรม ณ โรงเรียนธุรกิจวอร์วิค (Warwick Business Sch
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
ในขณะที่กำลังอ่านหนังสือ “ความสุขทำงานอย่างไร How happiness works and why we behave the way we do” ของ ณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักเศรษฐศาสตร์ความสุขคนแรกและอาจเป็นคนเดียวของประเทศไทย ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงหน้าสุดท้ายก็รู้ทันทีว่า ถ้าไม่ส่งอีเมลไปคุยกับเขาที่อังกฤษ คืนนั้นคงนอนไม่หลับแน่ๆ
ณัฐวุฒิได้นิยามคำว่าเศรษฐศาสตร์ความสุขและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมให้เข้าใจง่ายว่า เศรษฐศาสตร์ความสุข คือถ้าคุณสามารถวัดความสุขของคนได้จริงๆ คุณว่าความสุขของคนเราขึ้นตรงต่ออะไรมากที่สุด ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับเงินทอง เเละถ้าคุณรู้เเล้ว คุณกำลังให้ความสำคัญต่อปัจจัยหลายๆ ปัจจัยในชีวิตของคุณผิดไปหรือเปล่า ส่วนเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม คือคุณคิดว่าคุณมีเหตุผลทุกครั้งที่คุณเลือกประพฤติอะไรสักอย่างไหม หรือว่าคุณใช้อารมณ์ หรือคิด “ทางลัด” (Mental Shortcut) ในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างมากกว่าใช้เหตุผล เเล้วผลที่ตามมาจากการมีพฤติกรรมอย่างนั้นต่อตัวเราเองเเละสังคมคืออะไรบ้าง
นี่คือคำถามและคำตอบทางไกลจากณัฐวุฒิ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรม ณ โรงเรียนธุรกิจวอร์วิค (Warwick Business School) ประเทศอังกฤษ
ทำไมจึงเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมและความสุขของมนุษย์ลงในเว็บไซต์ thaipublica.org อันเป็นที่มาของ 32 บทความแห่งความสุขและความรู้สึกในหนังสือเล่มนี้
ผมตัดสินใจเขียนคอลัมน์ในตอนเเรก เพราะว่าผมมองเห็นความสำคัญของทั้งสองสายวิชาต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรา เเละความสำคัญของทั้งสองสายวิชาต่อการออกเเบบนโยบายสาธารณะต่างๆ เพื่อให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เเละอีกอย่างผมก็ทำงานสอนเเละวิจัยในทั้งสองสายนี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปีเเล้ว จึงคิดว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่ดีพอในการเขียนเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นๆ อ่านได้
เชื่อว่า เศรษฐศาสตร์ความสุข คือเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ทำไมถึงกล้าที่จะออกหนังสือ
ทฤษฎีต้นเเบบของเศรษฐศาสตร์หลายๆ ชิ้นมักมีข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวกับ “ความสุข” (ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า “อรรถประโยชน์” เเทนคำว่าความสุข) ที่เเปลกๆ อย่างเช่น เงินทำให้คนมีความสุขได้ไม่รู้จบ ยิ่งมีเงินมากยิ่งสุขมาก (ถึงเเม้ว่าความสุขที่เราจะได้มาจากการมีเงินมากขึ้นมาหนึ่งบาท หรือ Marginal utility of money จะลดลงเมื่อเราเริ่มมีเงินมากขึ้นก็ตาม)
หรือการที่คนอื่นรวยขึ้นเเต่เรายังอยู่ที่เดิมไม่มีผลกระทบกับความสุขของเราเลยก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถวัดความสุขของคนได้จริงๆ ทำไมเราไม่ลองมาทำการทดสอบกันดูว่า ทฤษฎีเเต่ละทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์นี้มีความเป็นจริงขนาดไหน ซึ่งเราก็พบว่าในความเป็นจริงเเล้วคนเราเเคร์ในเรื่องรายได้ของคนอื่นเยอะมาก เเละเงินไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากอย่างที่เราคิด
ผมคิดว่าผลการวิจัยที่กล่าวไปในเบื้องต้นนี้ เเละอีกหลายๆ ผลการวิจัยในสายมีความสำคัญมาก เเละเป็นสิ่งที่คนไทยหลายคนควรที่จะรู้ โดยเฉพาะผลการวิจัยที่ว่า ปัจจัยอะไรในชีวิตของเรามีความสำคัญต่อชีวิตของเราที่สุด เเละเรากำลังให้ความสำคัญกับปัจจัยนั้นๆ (อย่างเช่นการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารักมากกว่าการใช้ชีวิตอยู่เเต่ในที่ทำงาน) เท่าๆ กันกับความสำคัญที่ปัจจัยเหล่านี้ควรที่จะได้ไหม
ในหนังสือได้กล่าวถึงงานวิจัยจากนักวิจัยทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่ามีเพียงคุณคนเดียวที่เป็นนักวิจัยไทยในนั้น
เท่าที่ผมเข้าใจ ผมคิดว่าผมคงจะเป็นคนไทยคนเเรกที่เริ่มทำงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ความสุข เเละก็อาจจะยังเป็นคนเดียวที่ทำอยู่เป็นประจำ (ส่วนเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมนั้นได้มีคนไทยเริ่มทำงานวิจัยในด้านนี้เพิ่มขึ้นเเล้ว เเต่ก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่) ผมยังจำได้เลยว่าตอนที่ผมตัดสินใจทำปริญญาเอกในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ความสุขในปี 2554 (ซึ่งในตอนนั้นเป็นอะไรที่ใหม่มาก) รุ่นพี่คนไทยที่เรียนปริญญาเอกด้วยกันยังเป็นห่วงเเละถามผมเลยว่า เเน่ใจเเล้วเหรอที่จะทำปริญญาทางด้านนี้ เพราะจบไปอาจจะหางานทำยาก โชคดีที่ผมค่อนข้างเเน่ใจว่าผมจะเลือกทำวิจัยในสิ่งที่ผมชอบ เเทนที่จะทำวิจัยในสิ่งที่ผมไม่ชอบ เเต่เป็นสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำกัน (มองกลับไป ผมเชื่อว่าผมคงไม่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้เเน่ๆ คือได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเยอะ เเละได้เป็นศาสตราจารย์ครั้งเเรกตอนอายุ 34 ถ้าวันนั้นผมเลือกทำตามที่คนอื่นเขาทำกัน)
ถามว่ามุมมองนี้สะท้อนถึงอะไร ก็คงจะตอบว่าคนไทยเราส่วนใหญ่อาจจะถูกสอน หรือถูกสังคมบังคับให้ทำตามๆ กันไป ซึ่งก็เป็นการสร้างความกลัวให้กับคนไม่ได้ทำในสิ่งที่อาจจะสวนกระเเส เเต่เป็นสิ่งที่ตัวเองชอบก็ได้ ส่วนตัวผมเอง ผมเชื่อว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเเละเชื่อในคุณค่าของสิ่งที่เราทำ ถึงเเม้ว่ามันจะสวนกระเเสไปบ้าง เเต่การที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารักจะทำให้เราทำมันได้ดีกว่าคนอื่นๆ เเละถ้าในสิ่งที่เราทำนั้นมีคุณค่าในระยะยาวจริงๆ อย่างอื่น เช่น การงาน ชื่อเสียง เงินทองก็จะตามมาเอง เเต่ถึงมันจะไม่ตามมา อย่างน้อยคุณก็ได้ทำในสิ่งที่คุณรักก็พอเเล้ว
ความสุขของคุณเป็นอย่างไร
เป็นคำถามที่ผมเจอบ่อยมาก เเละคำตอบของผมก็ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ การที่ผมได้ทำงานที่ผมรัก เเละการที่งานของผมได้ให้โอกาสผมใช้เวลาอยู่กับคนที่ผมรักเยอะ ให้ผมได้มีโอกาสเผยเเพร่ผลงานวิจัยของผมเเละของคนอื่นๆ ในสายของผมให้กับคนอื่นๆ ส่วนวิธีสร้างความสุขนั้นทำได้ง่ายๆ มันมีอยู่สองขั้นตอนด้วยกัน ขั้นตอนเเรก คือเอาปากกามาเขียนลงบนกระดาษว่า มีอะไรบ้างในชีวิตของเราที่เราอยากทำก่อนที่เราจะเสียชีวิต ขั้นตอนที่สองก็คือ ทำมัน
ขอฝากหนังสือเล่มนี้ให้กับนักอ่านในเมืองไทย หวังว่าคงจะชอบกัน เเละผมก็หวังอีกว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้หลายๆ ท่านมีความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับความสุขเเละพฤติกรรมของตัวเองที่อาจจะส่งผลให้ตัวเองสามารถปรับปรุงตัวเองให้มีความสุขขึ้นกว่าที่มีอยู่ได้







