
เปิดโปงข่ายงานจารชนเกาหลีเหนือ
ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ในมาเลเซีย จารชนเกาหลีเหนือแฝงตัวอยู่ทั้งที่ในสถานทูตเกาหลีเหนือ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วยังมีจารชนที่มาทำงานในรูปของนักธุรกิจด้วย จารชนที่แฝงตัวเป็นนักการทูตทำงานในสถานทูตอาจใช้ตำแหน่งนักการทูตของกระทรวงการต่างประเทศหรือจะสังกัดในสำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร ผู้ช่วยทูตพาณิชย์ ฯลฯ ก็ได้ เราเรียกว่า จารชนที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย”ที่ใช้ตำแหน่งทางการทูตเคลื่อนไหวได้สะดวกในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือจารชนพวกนี้ได้รับ “เอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูต” ทางการมาเลเซียไม่สามารถจับกุมคุมขังได้หากทำผิดกฎหมายมาเลเซีย นอกจากประกาศขับไล่ออกนอกประเทศในฐานะ “บุคคลไม่พึงปรารถนา”
แต่การอยู่ประจำสถานทูตก็มีจุดอ่อน เพราะอยู่ในสายตาของสันติบาลมาเลเซียตลอดเวลา จะเข้าออกสถานทูตก็ถูกสันติบาลมาเลเซียจับตาดู และสะกดรอยตามตลอด ดังนั้น หน่วยจารกรรมเกาหลีเหนือจึงต้องส่งจารชนอีกส่วนหนึ่งอำพรางเป็นนักธุรกิจธรรมดา หรือทำงานอาชีพอื่นมาเปิดบริษัทอยู่ในมาเลเซีย ซึ่งสามารถเดินทางเข้าออกมาเลเซียได้ เช่น บริษัท โกลคอม ย่อมาจากคำว่า “โกลบอล คอมมิวนิเคชั่น” และบริษัทอื่นๆ จารชนบางคนอาจแฝงตัวมาทำงานเป็นพนักงานสายการบินบริษัทเดินเรือ ฯลฯ ของเกาหลีเหนือที่เดินทางเข้าออกมาเลเซียได้อย่างสบาย จารชนประเภทนี้ถูกเรียกว่า “จารชนที่ผิดกฎหมาย” หากถูกจับก็ติดคุกหัวโตตามกฎหมายของประเทศนั้น เพราะพวกนี้ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูต
จนถึงขณะนี้ทางการมาเลเซียสามารถระบุตัวบุคคลสายลับเกาหลีเหนือที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมคิมจองนัมได้แล้ว 8 คน ในจำนวนนี้รวมนักการทูตเกาหลีเหนือ 2 คน และหญิงสองคนที่ถือหนังสือเดินทางเวียดนามและอินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่ามีจารชนเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเป็นนักการทูตอยู่ในสถานทูตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ไม่น่าแปลกใจหากมีนักการทูตเข้ามาเกี่ยวข้อง และสองคนนี้คงไม่ใช่นักการทูตอาชีพ แต่น่าจะเป็นจารชนที่แฝงตัวมาเป็นนักการทูตที่มีภารกิจเฉพาะ รวมทั้งอาจสนับสนุนการปฏิบัติการครั้งนี้ ทั้งในเรื่องการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติการหรือการส่งมอบสารพิษ เนื่องจากสารพิษดังกล่าวไม่สามารถหาได้ทั่วไป แต่เป็นสารพิษเฉพาะที่หน่วยงานของเกาหลีเหนือผลิตขึ้น และน่าจะส่งมาทาง “ถุงเมลการทูต” มากกว่าที่จะใช้มือสังหารนำติดตัวมาเพราะนำขึ้นเครื่องไม่ได้
หญิงสองคนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการสังหารโหดในครั้งนี้ แต่น่าจะเป็นคนนอกประเภท “ไม่รู้ตัว” ที่ถูกรีครูทเข้ามาทำภารกิจฉีดยาพิษเท่านั้น โดยไม่รู้ตัวว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารเหยื่อการเมือง เธอสารภาพว่าได้รับค่าจ้างคนละ 400 ริงกิต (ประมาณ 3,000 กว่าบาท) ให้ร่วมรายการแกล้งคนเพื่อถ่ายทำวิดีโอตลก โดยได้ทดลองฉีดสเปรย์ ซึ่งคงจะเป็นน้ำเปล่าใส่คนทั่วไปมาก่อนที่ห้างสรรพสินค้า แล้วใช้สารพิษกับคิมจองนัมที่สนามบิน
การรีครูทคนในพื้นที่มาร่วมปฏิบัติการถือว่าเป็นการเสี่ยงมาก แต่ถ้าทำได้ก็ถือว่าทีมงานสามารถหลอกผู้หญิงจนเชื่อสนิทว่าเป็นรายการแกล้งคนในโทรทัศน์จริง และเมื่อถึงวันเวลาลงมือปฏิบัติการ เธอคงไม่รู้ว่าเป็นสารพิษเพื่อฆ่าเหยื่อ แต่เมื่อสารพิษถูกมือก็มีปฏิกิริยาจึงรีบไปล้างมือ หญิงสองคนนี้เราเรียกว่า “ผู้ร่วมมือที่ไม่รู้ตัว” ที่มาทำ “งานเฉพาะกิจ” ซึ่งอย่างดีก็ให้ข้อมูลรูปพรรณสัณฐานจารชนเกาหลีเหนือบางคนได้เท่านั้น แต่พวกนี้เผ่นกลับเกาหลีเหนือหมดแล้ว โดยไม่ต้องรับผิดชอบผู้หญิงทั้งสองคนแต่อย่างใด
นี่เป็นบทเรียนของคนทั่วไปที่อยากได้เงินง่ายๆ อยากออกทีวี ชอบรู้จักกับคนต่างชาติ เราหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนสำหรับคนไทยที่วันหนึ่งอาจเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ได้ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับภารกิจลับ แต่เป็นเรื่องอาชญากรรมระหว่างประเทศจึงต้องระวังตัวไว้
ถามว่าหน่วยงานใดของเกาหลีเหนือที่รับผิดชอบการสังหารคิมจองนัม เกาหลีเหนือมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการข่าวและความมั่นคงอยู่ 4 หน่วย คือ (1) กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ คล้ายกับของจีน รับผิดชอบดูแลความมั่นคงในประเทศทั้งหมด ทั้งการต่อต้านการบ่อนทำลาย ต่อต้านการจารกรรม ต่อต้านการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ไล่ล่าจารชนต่างประเทศที่ปฏิบัติการในเกาหลีเหนือ (2) กรมแนวร่วมของพรรค ซึ่งเป็นหน่วยข่าวของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ หรือพรรคกรรมกร (3) กรมสืบสวน (อาร์.จี.บี.) รับผิดชอบปฏิบัติงานลับในต่างประเทศ เหมือนกับ ซี.ไอ.เอ.ของสหรัฐ หรือ เค.จี.บี.ในอดีตของสหภาพโซเวียต รับผิดชอบในการปฏิบัติการทั้งหมดในต่างประเทศ ทั้งการจารกรรม การก่อวินาศกรรม การก่อการร้ายต่อเป้าหมายในต่างประเทศ การปฏิบัติการสังหารคิมจองนัมเป็นฝีมือของหน่วยงานนี้ และ (4) สำนัก 225 ของกองทัพ ทำหน้าที่อบรมสายลับส่งแทรกซึมเข้าเกาหลีใต้ ตั้งพรรคการเมืองใต้ดินเพื่อก่อให้เกิดการจลาจลในเกาหลีใต้
จากการสังหารคิมจองนัมครั้งนี้ทำให้ประเทศต่างๆ ระมัดระวังมากขึ้นนอกเหนือจากอาวุธปืนและวัตถุระเบิดที่ใช้ในการสังหารเหยื่อ ปัจจุบันหน่วยต่อต้านข่าวกรองได้พัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับอุปกรณ์เหล่านี้ได้ อีกทั้งมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดหลังเหตุการณ์ 911 สิ่งที่อเมริกาเป็นกังวลมากคือ การก่อการร้ายด้วยสารกัมมันตรังสี ซึ่งสามารถสังหารคนได้จำนวนมากและป้องกันได้ยาก
นั่นเป็นความกังวลของประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่วันนี้สารพิษซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบโบราณถูกนำมาใช้อีกครั้งในการสังหารเหยื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยความมั่นคงคาดไม่ถึง หรือมองข้ามไป “รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ” ต้องให้ความสำคัญกับสารพิษ ซึ่งนำพาและซุกซ่อนได้ง่ายด้วย
ประเทศไทยมีทั้งสถานทูตเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือที่กรุงเทพฯ ไทยปวดหัวมากที่สุดกับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือที่ลักลอบออกจากประเทศผ่านชายแดนจีน เดินทางรอนแรมจนมาถึงชายแดนไทยที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งทางการจีนคงหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้ผ่านมาแต่โดยดี พอเข้าเขตไทย พวกนี้ก็ตรงดิ่งไปยังที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง และแจ้งว่าเป็นผู้ลักลอบเข้าเมือง ซึ่งต้องการลี้ภัยไปยังเกาหลีใต้ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตเกาหลีใต้มาคอยดูแลและจัดการส่งไปยังเกาหลีใต้ และเราหวังว่าคงไม่มีผู้ลี้ภัยคนสำคัญที่นำความลับที่สุดของเกาหลีเหนือออกมา และเกาหลีเหนือส่งจารชนมาลอบสังหารแบบในมาเลเซีย ก่อกวนสร้างปัญหาให้กับไทย







