
ปรัชญา วิลัยพล ส่งต่อรอยยิ้มด้วยอาหารจานอร่อย
ออกตัวก่อนเลยว่า เป็นเพียงเชฟมือสมัครเล่น รสมือในการทำอาหารอาจไม่เยี่ยมยอดเท่าคุณยายและคุณแม่
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ออกตัวก่อนเลยว่า เป็นเพียงเชฟมือสมัครเล่น รสมือในการทำอาหารอาจไม่เยี่ยมยอดเท่าคุณยายและคุณแม่ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดฝีมือการทำอาหารให้ แต่ด้วยหัวใจที่รักในการทำอาหารทำให้ ปอนด์-ปรัชญา วิลัยพล หนุ่มมาดเซอร์เชื่อมั่นว่า วันหนึ่งเขาจะฝึกปรือฝีมือจนพูดว่าตัวเองเป็นเชฟได้อย่างเต็มปาก
หนุ่มติสต์มาดเซอร์ แนะนำตัวว่า เขาคือเจ้าของร้าน และเชฟพาร์ตไทม์ (เพราะเข้าครัวโชว์ฝีมือเวลาลูกค้าแน่นร้านจริงๆ) ประจำร้านมุยเน่ ร้านอาหารเวียดนามแนวใหม่ ที่ชูคอนเซ็ปต์สุดเก๋ เพราะไม่ได้นำเสนอเมนูอาหารแบบดั้งเดิมที่หลายคนคุ้นชิน แต่หยิบเอาสตรีทฟู้ดของเวียดนามมาแต่งตัวใหม่ จากขายข้างถนน มานั่งกินชิลๆ ในห้องแอร์เย็นๆ แทน
“บ้านผมเปิดร้านอาหารเวียดนามมา 20 กว่าปีแล้ว ทุกวันนี้ร้านของคุณแม่ก็ยังอยู่ แต่ร้านอาหารของคุณแม่จะเน้นอาหารเวียดนามแบบต้นตำรับ เรียกว่ารายชื่อเมนูอาหารที่เวียดนามที่ติดหูคนไทย ร้านของแม่ผมมีหมด ส่วนร้านของผม ผมฉีกแนวจากร้านคุณแม่เลย เพราะร้านของผมไม่ได้มีเมนูอาหารเวียดนามยอดฮิตที่หลายคนรู้จัก แต่มีพระเอกของร้าน คือ เมนูรถเข็นอย่าง บั้นหมี่ (แซนด์วิชเวียดนาม)”
ถึงจะเป็นลูกครึ่งเวียดนาม คลุกคลีกับร้านอาหารที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก แต่ปอนด์ย้ำหนักแน่นว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาทำร้านของตัวเอง หรือเอาดีด้วยการเป็นเชฟ ในทางตรงข้ามเขากลับมีฝันหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นผู้กำกับ ทำงานโฆษณา ตกแต่งภายใน เขาจึงเลือกเรียนคณะนิเทศศิลป์ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เขาก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อปริญญาโทด้านแบรนดิ้งไกลถึงฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาร่วมงานกับบริษัทโฆษณาระดับแถวหน้าของเมืองไทย
“ตอนที่ไปเรียน ผมพูดฝรั่งเศสไม่ได้เลยนะ แต่อาศัยว่าอยากไป ก็ไปลงเรียนภาษาก่อน แล้วค่อยต่อโท ผมโชคดีที่พอฝึกงานเสร็จ ก็ได้งานกราฟฟิกดีไซน์ทำต่อเลย ช่วงที่อยู่ฝรั่งเศส สักประมาณปีที่ 4 ผมเริ่มอยากกลับบ้าน แต่อีกใจก็เสียดายงานที่นู่น เพราะรายได้ค่อนข้างดี สุดท้ายผมเลยอยู่ต่อ แต่ผ่านไปปีนิดๆ ก็เริ่มคิดถึงบ้านอีกแล้ว คราวนี้เลยตัดสินใจลาออก และกลับมาทำงานที่เมืองไทย มาเป็นครีเอทีฟที่โอกิลวี่ได้ 9 เดือน แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่เจดับบลิวที จนถึงตอนนี้เข้าปีที่ 7 แล้ว”
ปอนด์ บอกว่า ตอนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส เห็นว่าที่นู่นมีร้านอาหารสตรีทฟู้ดของเวียดนามอยู่เยอะ เขามองว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ บวกกับตัวเขาเองก็เติบโตมากับอาหารเวียดนามอยู่แล้ว เลยคิดว่า ถ้านำคอนเซ็ปต์นี้มาบวกกับเมนูบั้นหมี่ ที่หลายคนอาจไม่คุ้นคงเป็นอะไรที่แปลกใหม่และน่าสนใจ
“พอมีไอเดีย ผมก็มาลองคุยกับที่บ้าน นำสูตรจากคุณแม่มาพัฒนาปรับสูตรเพิ่ม ตัวผมเองเดิมก็พอมีพื้นฐานการทำอาหารอยู่บ้าง เพราะช่วงอยู่ต่างประเทศก็ต้องทำอาหารกินเอง เลยอาศัยทักษะที่พอมีมาใช้ โชคดีที่เมนูบั้นหมี่ที่ผมเลือกมาไม่ใช่เมนูที่ยุ่งยาก เน้นเตรียมวัตุดิบไว้ให้พร้อมเป็นหลัก”
นอกจากจะเน้นเรื่องไอเดียที่สดใหม่แล้ว ปอนด์บอกว่า เขายังเอาเคล็ดลับการทำร้านจากคุณแม่มาบวกกับความคิดแบบครีเอทีฟในฐานะคนในวงการโฆษณามาใส่ไว้ในร้านอย่างเต็มเปี่ยม เริ่มจากชื่อร้าน “มุยเน่” ซึ่งเป็นชื่อเมืองทางใต้ของเวียดนาม เขาเลือกหยิบมาใช้ เพราะเป็นชื่อที่สั้น จำง่าย และเพื่อให้ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายของร้านที่เป็นวัยรุ่น จึงเลือกแต่งร้านในสไตล์ลอฟต์
“เคล็ดลับสำคัญที่สุดในการทำร้านอาหารที่คุณแม่ถ่ายทอดให้ผม คือ ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด พิถีพิถัน ผมยังจำได้ว่า สมัยเด็กผมต้องตามแม่ไปจ่ายตลาด ผมจะเห็นคุณแม่ไปเลือกของเข้าร้านเอง ผักสดคุณแม่ก็จะเลือกอย่างพิถีพิถันแทบจะทีละใบ เพื่อให้ได้ของดีที่สุดมาใช้ในร้าน ซึ่งผมว่านี่เป็นหัวใจสำคัญในการทำร้านอาหาร”
หนุ่มสุดติสต์ กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า ในอนาคตถ้าร้านไปได้สวย เขาอาจจะเบนเข็มจากหนุ่มออฟฟิศมาสู่การเป็นเจ้าของร้านและเชฟเต็มตัว เขามีแผนจะไปเรียนทำอาหารเพิ่มเติม เพื่อติดเกราะให้ตัวเองมีความรู้ และนำมาพัฒนาเมนูต่างๆ ได้มากขึ้น เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้ลูกค้า
“ความสุขในการทำอาหารของผม คือ เวลาที่เสิร์ฟอาหารออกมาแล้วคนที่กินชมว่าอร่อย มันเหมือนเป็นรางวัลทั้งสำหรับคนที่เราทำอาหารให้กิน และในฐานะคนทำอาหารอย่างเรา” เชฟหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายพร้อมโปรยรอยยิ้มกว้าง







