
เงินคงคลังลดฮวบ ไม่ใช่รัฐถังแตก
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวออกมาว่าเงินคงคลังของประเทศลดอย่างฮวบฮาบ จากที่เคยมีติดกระเป๋าอย่างน้อย 2-3 แสนล้านบาท แต่ ณ ช่วงสิ้นปี 2559 เหลืออยู่ไม่ถึงแสนล้าน เล่นเอานักวิชาการและสื่อมวลชนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเงินคงคลัง และจะกระทบกับฐานะการเงินของประเทศหรือไม่
เรื่องนี้คงไม่ใช่เล่นๆ ขนาดรัฐมนตรีที่รับผิดชอบของกระทรวงการคลังและโฆษกรัฐบาลต่างออกมาแก้ข่าวรายวันว่า อย่าวิตกเกี่ยวกับเงินที่ลดลง รัฐบาลไม่ได้กระเป๋าแห้ง เป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเงินเข้าและออก แถมบอกว่าอย่ากังวลกันจนเกินเหตุ สตางค์มีแน่นอน เพียงแต่รอกู้เงินเข้ามาโปะเท่านั้น และเป็นนโยบายของรัฐบาลไม่ต้องการเก็บเงินหรือตุนเงินไว้ เพราะมีต้นทุนดอกเบี้ย
ลองมาดูเงินคงคลังซึ่งเสมือนเป็นเงินสดหมุนเวียนของประเทศ ช่วงเดือน ต.ค.ปีที่แล้วมีอยู่ 4.4 แสนล้านบาท เดือน พ.ย. ลดลงเหลือ 1.93 แสนล้านบาท พอเดือน ธ.ค. 2559 ลดต่ำสุดเหลืออยู่เพียง 7.49 หมื่นล้านบาท ปัจจัยที่เงินคงคลังลดลงอย่างมากมายมาจากหลายประการ เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงเกินเป้า โดยช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณใช้เงินไป 1.1 ล้านล้านบาท เท่ากับร้อยละ 40 ของงบประมาณทั้งหมด
ซึ่งเงินเหล่านี้นำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวรายจ่ายจึงสูงกว่ารายรับถึง 4.15 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลคสช.ที่ผ่านมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวด้วยวิธีงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด หากใครเข้ามาบริหารประเทศในช่วงนี้คงไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะส่งออกวูบติดต่อกันมาหลายปี การลงทุนเอกชนไม่ขยับ การบริโภคครัวเรือนไม่โต เครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่คือการใช้จ่ายและลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาขยายตัวได้ดี เฉพาะงบลงทุน 4 เดือนแรกของปีงบประมาณสูงถึง 4.64 แสนล้านบาท
สำหรับที่กังวลว่าเงินคงคลังจะทำให้กระเป๋ารัฐบาลแห้งไม่มีสตางค์มาใช้จ่าย คำตอบคงไม่ใช่ เพราะเงินคงคลังได้บอกก่อนแล้วว่าเป็นเงินหมุนเวียน ซึ่งในอีกไม่ช้าเงินก้อนโตจะเข้ามาจากภาษีกำไรของภาคธุรกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษีนิติบุคคล” ซึ่งเอกชนจะทยอยนำส่งเงินเข้ารัฐ อีกทั้งทราบว่ากระทรวงการคลังมีแผนออกพันธบัตรกู้เงินเข้ามาเสริมอีก 1.6 แสนล้านบาท และยังบอกว่าหากไม่พอรัฐบาลเครดิตดียังกู้เงินเข้ามาชดเชยได้อีกมาก
ขณะเดียวกันปัจจัยที่แสดงถึงฐานะการเงินของประเทศคือเงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หรือเรียกว่า “Foreign exchange reserves” เป็นเงินสกุลแข็งใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเงินสำรองมีสูงถึง 171,850 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 6.05 ล้านล้านบาท ในอาเซียนหากไม่นับประเทศบรูไน ไทยจัดเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสิงคโปร์ ทุนสำรองของไทยยังสูงกว่ามาเลเซียถึง 1.8 เท่า ส่วนเวียดนามที่ดูว่าส่งออกโตวันโตคืน แต่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียง 3.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ถึงตรงนี้ผู้ที่กังวลว่ารัฐบาลถังแตกคงไม่ใช่ เพียงแต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีภาระจึงไปตกกับรัฐบาลต้องเร่งใช้จ่าย และต้องแยกระหว่างเงินคงคลังซึ่งหากไม่พอรัฐบาลสามารถออกพันธบัตรกู้เงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์มาชดเชย ขณะที่ฐานะความมั่นคงทางการเงินของประเทศอยู่ในรูปเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเงินสกุลแข็งและอยู่ในสถานะแข็งปึ้กอยู่ในลำดับที่ 13 ของโลก เงินจำนวนนี้สามารถนำเข้าได้ 10.5 เดือน โดยไม่ต้องส่งออก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย
ผมถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัว เพราะก่อนหน้านี้เชียร์รัฐบาลให้ออกมาใช้จ่ายเงินในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะแต่เดิมรัฐบาลกลัวๆ กล้าๆ ว่าจะเป็นประชานิยม เพียงแต่ว่าโครงการต่างๆ ที่ใช้จ่ายหรือลงทุนควรจะให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนฐานล่างให้มากที่สุด เพราะกลุ่มนี้เมื่อมีเงินก็จะใช้ทันทีทำให้เงินหมุนเวียน ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบก็จะไปอยู่ตรงงบประมาณขาดดุล ถึงแม้รัฐบาลสามารถกู้ได้ง่ายเพราะพันธบัตรของรัฐเป็นที่เชื่อถือ แต่ก็ต้องระวังผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะตามมา
เรื่องเหล่านี้รัฐบาลต้องชี้แจงอธิบายให้สังคมเข้าใจจะได้ไม่วิตกจนเกินเหตุ สื่อสารด้วยภาษาง่ายๆ อย่าไปอารมณ์เสีย เพราะประชาชนไม่เข้าใจว่า “เงินคงคลังไม่ใช่กระปุกออมสินของประเทศ” เมื่อเงินเคยมีในกระเป๋าเยอะ พอหายไปก็มีสิทธิที่จะออกมาโวยวายได้ ด้านการคลังของประเทศรัฐบาลมีมือดีเป็นนายแบงก์หลายคน ตรงนี้ไม่น่าห่วง เพราะเชื่อมือ เพียงแต่จะใช้จ่ายอะไร โดยเฉพาะพวกเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายซึ่งเกินความจำเป็นระวังหน่อยนะครับ...ผมห่วงจริงๆ
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat







